สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

กดดันไม่ให้เกิดไฟ แต่ไม่มีงบสนับสนุน ชาวบ้านตั้งคำถาม ผ่านสภาลมหายใจฯ “ผู้มีอำนาจ” ทราบปัญหาหรือไม่?

ชุมชนอำภอโซนเหนือ สะท้อนผ่านสภาลมหายใจฯ “ถูกกดดัน ไม่ในพื้นที่เกิดไฟป่า ถ้าเกิดต้องดับให้เร็วที่สุด แต่กลับไม่มีงบสนับสนุนฯ” ค่าอาหาร-น้ำมัน ต้องหาจ่ายกันเอง ผู้มีอำนาจทราบหรือไม่? หยุดห่วงแต่รายงานจุดความร้อน

วันนี้(17 มิ.ย.63) คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ เป็นวิทยากร บรรยายและแลกเปลี่ยนความเห็นกับแกนนำสภาองค์กร ในพื้นที่โซนเหนือ 14 ตำบล อ.เชียงดาว และ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ติดป่าในหัวข้อ “นพบุรีศรีนครพิงค์ ประวัติศาสตร์ความงดงาม ทางภูมินิเวศน์วัฒนธรรม และผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 ไฟป่าฝุ่นควัน PM 2.5 ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (New Normal) ขบวนองค์กรชุมชน จะตั้งรับ ปรับตัวกับสถานการณ์ในอนาคตอย่างไร”

คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ ระบุว่า14 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม คนในเมืองโทษคนบนดอยว่าเผาป่า คนบนดอยโทษคนเมืองว่าใช้รถส่วนตัวทุกวัน ต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุ อีกทั้งในปีนี้คนเชียงใหม่ประสบปัญหาทั้งโรคระบาดโควิด-19 ไปพร้อมกับปัญหาสุขภาพจากมลพิษอากาศ  วันนี้สภาลมหายใจเชียงใหม่และองค์กรชุมชนจะต้องหารือว่า จะช่วยกันแก้ปัญหาลดแหล่งมลพิษ และผลกระทบสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันสภาลมหายใจฯ ยังจะผลักดันนโยบายและกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิและปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ยังให้ข้อมูล บริบทพื้นที่สภาพอากาศผกผัน สถานการณ์ ผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ จากฝุ่นควันพิษ พร้อมกับนำเสนอแนวการทำงานของสภาฯและกลไกที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ ซึ่งคาดหวังให้สภาองค์กรชุมชนทุกตำบล ทุกอำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาเป็น กำลังสำคัญในการประสานเอาศักภาพของชุมชนผู้นำท้องถิ่น และ อปทเพื่อวางแผนและแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่แค่ช่วงเผชิญเหตุ 3 เดือน

ในช่วงของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสะท้อนมุมมอง ทุกชุมชนเห็นตรงกันว่า วันนี้ภาครัฐ  ยังแก้ไม่ตรงจุดทำงานแบบสั่งการจากข้างบน โอนภารกิจมาให้ท้องถิ่นจัดการไฟป่า พร้อมกับกดดันว่าในพื้นที่จะต้องไม่เกิดจุดความร้อน(hotspot) หรือเมื่อเกิดไฟป่า จะต้องทำให้ดับโดยเร็วที่สุด แต่กลับไม่มีงบประประมาณสนับสนุน  ทำขอเบิกงบส่วนไหน ก็อ้างว่าติดระเบียบข้อกฎหมาย ผู้นำชุมชนต้องเจียดเงินเดือนและเงินส่วนตัว มาจ่ายค่าอาหาร และค่าน้ำมันในการเข้าพื้นที่ ให้กับชุดดับไฟหมู่บ้าน หรือที่จัดสรรมาบ้างก็ไม่เพียงพอ ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ รัฐต้องเร่งให้ความรู้ ความเข้าใจ วิธีดับไฟที่ปลอดภัยให้กับชาวบ้าน ซึ่งมีความชำนาญพื้นที่มากกว่าเจ้าหน้าที่ดับไฟที่มาจากต่างถิ่น ป้องกัน ไม่ให้เกิดการสูญเสีย บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย และควรให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการเท่าที่ให้ได้

นายเศรษฐี โชคดั่งน้ำไหล ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว ระบุว่า วันนี้ผู้มีอำนาจ ห่วงแต่รายงานจุดความร้อน (hotspot) สำหรับชาวบ้าน ไฟซึ่งมีทั้งคุณและโทษ วันนี้ภาครัฐต้องจัดการคนของตัวเองให้เข้าใจบริบทของไฟ และความเป็นจริงในพื้นที่ให้ได้ก่อน “ต่อให้ทุ่มเงินแสนล้านหมื่นล้าน แต่ถ้าชาวบ้านยังมองว่าไฟไม่เป็นปัญหา ก็แก้ไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าตึงงาม ระบุ

ในช่วงท้าย คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้กล่าว ว่าคาดหวังว่าแกนนำสภาองค์กรชุมชนทุกหมู่บ้าน จะให้ความสำคัญ และมีแผนขับเคลื่อนงานการดูแลพื้นที่ป่า การจัดการไฟและลดผลกระทบต่อสุขภาพ ที่จะมีผลในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็กในครรภ์ โดยสภาลมหายใจจะนำเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะของผู้นำชุมชนที่ได้ ไปขยายผลและผลักดันในภาคส่วนต่างๆ ต่อไป  และเน้นย้ำว่าปัญหาไฟป่า ฝุ่นควันเป็นส่วนประกอบของเรื่องสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

ภาพ/ข่าว : พิเชษฐ์ ตัณติโรจนกุล

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin