สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

แนวคิด “การจัดการไฟเพื่อแก้ฝุ่นควัน”

โดย ทีมสื่อสารสภาลมหายใจเชียงใหม่

#จัดการไฟไม่ใช่ปล่อยเผาเสรี

            แนวความคิดการจัดการไฟ fire management เพื่อแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันในภาคเหนือ มองว่า มลพิษอากาศเป็นผลพวงจากการผลิตและกิจกรรมของมนุษย์ และเป็นส่วนหนึ่งของวงจรนิเวศสิ่งแวดล้อมแบบแอ่งภูเขา ดังนั้นความพยายามที่จะกำจัดไม่ให้เกิดไฟเลยหรือมาตรการ zero burning  ในช่วงฤดูแล้ง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ขัดกับธรรมชาติและความจำเป็นต้องใช้ไฟในการดำเนินกิจกรรม ดังจะพบว่ามาตรการประกาศห้ามเผาเด็ดขาดระยะ 60 วัน (หรือมากกว่า) ของจังหวัดภาคเหนือตลอดหลายปีมานี้ไม่เคยประสบความสำเร็จ  ไม่เคยสามารถห้ามไฟจากมือมนุษย์ (เป็นส่วนใหญ่) และที่เกิดเองตามธรรมชาติได้เลย แต่ละปี 9 จังหวัดภาคเหนือมีรอยเผาไหม้ระยะ 5 เดือนแรกของปีที่ตรวจวัดได้จากดาวเทียม หรือ burned scars ไม่น้อยกว่า 8 ล้านไร่ และเป็นปัจจัยหลักของปัญหามลพิษฝุ่นควันอากาศเสียในห้วงดังกล่าว

            ข้อเสนอให้มีการจัดการไฟเพื่อแก้ปัญหา จึงไม่ใช่การปล่อยให้เผาอย่างเสรี  แต่คือการให้แยกแยะการใช้ไฟประเภทต่างๆ เพื่อการจัดการ คือ ไฟที่จำเป็น  ไฟที่สามารถชะลอการเผาหรือเปลี่ยนวิธีการเพื่อไม่ให้เกิดในช่วงมลพิษสูง  และไฟที่ไม่พึงประสงค์  พิจารณาผลกระทบทางสังคม และทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

#ไฟที่จำเป็น

            การบริหารจัดการไฟ จึงแตกต่างจาก การห้ามเผาเด็ดขาด ตรงที่ยอมรับให้เกิดมีไฟขึ้นได้บ้างในระหว่างฤดูแล้ง (ก.พ.-เม.ย.) ด้วยเข้าใจถึงสภาพความเป็นจริง ความจำเป็น และข้อจำกัด  ไฟที่ยอมรับว่าจำเป็นในภาคเมือง เช่น ไฟเพื่อการหุงต้ม ค้าขาย ฌาปนกิจศพ  เตาเผาขยะติดเชื้อในโรงพยาบาล รวมถึงรถยนต์ยานพาหนะที่เปรียบกับกองไฟที่ปล่อยมลพิษ และปากปล่องโรงงาน  และไฟในป่า เช่น การบริหารจัดการเชื้อเพลิงใบไม้ชีวมวล (การชิงเผาอย่างถูกหลักวิชาการ) เทคนิคการเผาชนกรณีดับไฟป่า ไฟเพื่อเตรียมไร่หมุนเวียนที่จำเป็นต้องเผากลางฤดูแล้ง ฯลฯ

            หลักของการบริหารจัดการไฟที่จำเป็นกลุ่มนี้  ก็คือ ในเมื่อห้ามเด็ดขาดไม่ได้ ก็ต้องบริหารจัดการเพื่อลดปริมาณมลพิษที่จะปล่อยออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุดก่อนจะให้เกิด เช่นแหล่งมลพิษเมือง กรณีเตาเผาศพต้องปรับปรุงให้มีระดับความร้อนเกิน 800 เซนเซียสขึ้นไป กำหนดมาตรฐานการปล่อยควันหรือติดตั้งเครื่องดักฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ปากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม เปลี่ยนเตาและเชื้อเพลิงร้านค้าปิ้งย่าง ปรับสูตรน้ำมันเชื้อเพลิงห้ามรถควันดำ ฯลฯ เป็นต้น

          ในภาคป่าและชนบทก็เช่นกัน การดับไฟในป่าบางกรณีต้องใช้เทคนิคเผาชน ทำให้เกิดไฟขนาดใหญ่ (และมลพิษฝุ่นควัน) ขึ้นมาไม่น้อย การจัดการเชื้อเพลิงด้วยการเผา รวมไปถึงการจัดการแปลงเกษตรของประชาชน ที่ต้องแยกแยะกรณีแปลงเกษตรที่ต้องอาศัยตามฤดูกาล โดยเฉพาะการทำไร่หมุนเวียนที่อยู่บนดอยสูง และต้องใช้ไฟแรงกับเชื้อเพลิงที่แห้งสนิท ฯลฯ ไฟกลุ่มนี้ สามารถบริหารจัดการให้เกิดมลพิษน้อยที่สุดได้ เช่น การชิงเก็บเชื้อเพลิงในป่าที่มีสถิติเผาซ้ำจุดเดิม กรณีแปลงเกษตรหากไม่สามารถใช้เทคนิคอื่นได้ให้บริหารการเผาในช่วงที่อากาศเหมาะสม ระบายได้ดี เป็นต้น

          ไฟที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กลุ่มนี้ แต่เดิมมีความยากลำบากในการบริหารจัดการ และมักจะลักลอบเผาด้วยวิธีการต่างๆ หากมีการยอมรับและนำขึ้นมาบริหารจัดการอย่างเปิดเผยคู่กับระบบพยากรณ์การระบายอากาศ การควบคุมไม่ให้ไฟลาม และให้การเผาสมบูรณ์ เสร็จสิ้นรวดเร็ว จะบรรเทาปัญหา และพื้นที่เกิดไฟได้ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน

#ไฟที่หลีกเลี่ยงได้

            ไฟกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเผาในช่วงฤดูมลพิษฝุ่นควัน สามารถชะลอการใช้ไฟออกไปในช่วงที่เหมาะสมกว่า เช่นแปลงเกษตรพืชอุตสาหกรรม  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นาข้าว กรณีจำเป็นไม่สามารถใช้เทคนิคจัดการแปลงวิธีอื่นให้เผาในเดือนพฤษภาคมที่อากาศระบายดีและเริ่มเข้าฤดูฝน

            การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดไฟในช่วงฤดูมลพิษฝุ่นเป็นหลักการสำคัญของการบริหารจัดการไฟ ควรมีการผลักดันให้เปลี่ยนแปลงเทคนิคหรือระบบการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน เช่น เปลี่ยนการต้องใช้ไฟมาเป็นใช้เครื่องจักรกลแทน แปลงนาข้าวบางแห่งใช้การเผาตอซังก็ต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรทำฟางอัดก้อน การเผาแปลงเกษตรเตรียมแปลงสามารถเปลี่ยนเป็นใช้เครื่องจักรได้

            ด้วยหลักการเดียวกัน แหล่งกำเนิดมลพิษในเมืองจำนวนไม่น้อยที่สามารถบริหารจัดการชะลอการก่อมลพิษ หรือเปลี่ยนวิธีการใหม่เพื่อลดมลพิษลงได้ เช่น เปลี่ยนการเดินทางด้วยรถส่วนตัวเป็นรถประจำทาง ดับเครื่องรถเมื่อจอด หรือกระทั่งการเปลี่ยนเวลาเดินเครื่องจักรโรงงานในช่วงที่อากาศปิด เป็นต้น

#ไฟที่ไม่จำเป็น

            ไฟที่ไม่จำเป็น เป็นไฟขนาดใหญ่สุด มีผลกระทบมากสุด ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

            ไฟกลุ่มนี้เช่น ไฟป่า ไฟที่มนุษย์จุดในป่า โดยสถิติเป็นสัดส่วนพื้นที่เผาไหม้สูงสุดของภาคเหนือ  ไฟในป่าอาจจะเกิดจากความไม่ตั้งใจ ไปล่าสัตว์หาของป่าหุงต้มแล้วลาม หรืออาจจะมาจากความขัดแย้ง จงใจจุดก็ตาม ล้วนแต่เป็นสิ่งต้องห้าม นอกจากไฟในป่าแล้ว ไฟอย่างอื่น เช่นการประสงค์จะเผาที่แปลงหนึ่งแต่กลัวถูกจับ แกล้งเผาที่จุดอื่นเพื่อให้ลามเข้าไป ไฟที่จุดตามความเคยชินเข้าใจว่าหญ้ารก กำจัดวัชพืช การเผาเศษวัสดุใบไม้ (ขี้เหยื้อ) การเผาในที่โล่งอื่นๆ ที่สามารถเลี่ยงได้ล้วนแต่เป็นไฟที่ไม่จำเป็นทั้งสิ้น

#สรุป

          ไฟและมลพิษควันไฟไม่ได้เป็นแค่ต้นตอมลพิษเท่านั้น ยังเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทางสังคมอีกด้วย การแยกแยะเข้าใจภาพรวมของปัญหา แยกแยะไฟชนิดต่างๆ ที่จำเป็นและไม่จำเป็น  รวมถึงที่ควรจะมีแผนยกระดับเปลี่ยนแปลงวิธีการไม่ก่อให้เกิดมลพิษ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหา

หลักการสำคัญของการบริหารจัดการไฟ ก็คือ

1.การป้องกันไม่ให้เกิด หรือ ให้เกิดน้อยที่สุด

2.มองภาพรวมของไฟ ทั้งแหล่งมลพิษกำเนิดอื่นเสมือนกองไฟ เช่น ปากปล่องโรงงาน การหุงต้ม ยานพาหนะ และเข้าใจลมฟ้าอากาศที่เป็นปัจจัยหนุนเสริม เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพสูงสุด

3.มองเห็นความขัดแย้ง อันเกิดจากไฟ เพราะไฟเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและกิจกรรมมนุษย์ในสังคม มนุษย์ทุกคนเกี่ยวข้องกับไฟและเป็นต้นตอของมลพิษฝุ่นควันในทางใดทางหนึ่ง ด้วยกันทั้งสิ้น การจัดการไฟ ที่แท้ก็คือ การบริหารจัดการยกระดับการผลิตและพฤติกรรมสังคมนั่นเอง

4.กรณีไฟที่จำเป็น :บริหารจัดการให้เกิดมลพิษน้อยสุด คัดกรองเฉพาะที่จำเป็นจริง และหลีกเลี่ยงไม่ได้

5.กรณีไฟหลีกเลี่ยงได้ : หาวิธีการอื่นที่เลื่อนหรือใช้ไฟออกไป หาวิธีการทดแทนทั้งในระยะสั้นและยาว บริหารจัดการไม่ให้เกิดในช่วงฤดูอากาศปิด  

6.กรณีไฟไม่จำเป็น : ยกระดับการป้องกัน เพิ่มขีดความสามารถการบริหารจัดการเชื้อเพลิง /ลดปริมาณเชื้อเพลิง เพิ่มประสิทธิภาพมาตรการดับไฟ ลาดตระเวนและใช้กฎหมายเอาผิด

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin