สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

ชุมชนท้องถิ่น 9 จังหวัดภาคเหนือ หารือการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน ฝุ่นควัน ไฟป่า อย่างยั่งยืน

(12 – 13 มิ.ย. 63) มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ ร่วมกับ สภาลมหายใจเชียงใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และเครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง 9 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน แนวทางความร่วมมือขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นสู่การจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ดิน ฝุ่นควัน ไฟป่า อย่างยั่งยืนภาคเหนือ ณ โรงแรมฮอลิเดย์การ์เด้น

ในการพูดคุย มีการแบ่งออกเป็น 6 ประเด็นหลัก คือ การเตรียมความพร้อมก่อนเดินหน้าออกแบบแผนการจัดการป่าและไฟป่าอย่างมีส่วนร่วม นำเสนอทิศทางการขับเคลื่อนการจัดการป่า ไฟป่า 9 จังหวัด นโยบาย กฎหมาย “โอกาส ข้อจำกัด” และปัจจัยที่เอื้อต่อแนวทางการขับเคลื่อนแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนืออย่างยั่งยืน บทบาทและแนวทางการสนับสนุนภาคธุรกิจกับการจัดการป่าและไฟป่า และทิศทางความร่วมมือการยกระดับการแก้ปัญหาฝุ่นควัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า จากการพูดคุยตลอดทั้ง 2 วัน ทุกฝ่ายมีเป้าหมายใหญ่ร่วมกัน คือการดูแล ใช้ประโยชน์ รักษาทรัพยากรป่าอย่างยั่งยืน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีชุมชนเป็นฐานหลัก ทำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยกรมป่าไม้แจ้งว่าได้มอบหมายภารกิจให้แล้ว แต่ยังไม่มีงบประมาณดำเนินการ ข่าวดีก็คือกำลังจะมีการปลดล็อค ขณะที่สภาองค์กรชุมชน พร้อมจะเข้ามาหนุนเสริมทั้ง 9 จังหวัด โดยเฉพาะเรื่องที่ดิน ป่าไม้ และฝุ่นควัน เพื่อผนึกกำลัง

ขณะที่ฝั่งภาครัฐ จะมีการเร่งรัดโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) จากปัญหาสิทธิที่ทำกินที่ขาบเกี่ยวกับแนวเขตป่า มีการเร่งศึกษา ตาม พรบ.อุทยานฯ 2562 ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สำรวจการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่อาศัยหรือทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ซึ่งจะแล้วเสร็จ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2563 นี้ โดยจังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่นำร่อง 3 พื้นที่ ใน 3 หมู่บ้าน ของอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อุทยาแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ก่อนจะมีการสรุป และประเมินเพื่อขยายผลต่อในอนาคต ส่วนการขับเคลื่อน พรบ.ป่าชุมชน ซึ่งกรมป่าไม้ มีเป้าหมายในการผลักดันให้เกิด 15,000 แห่ง มีหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วม 18,000 หมู่บ้าน รวมพื้นที่ป่าไม้ทั้งประเทศ 10 ล้านไร่ ในระยะเวลา 5 ปี

ภาคธุรกิจ จะเข้ามาสนับสนุน 2 ประเด็นหลัก คือการระดมทุนเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่า ให้กับชุมชนที่สามารถดูแลจัดการไฟป่าได้เป็นอย่างดี ในลักษณะกองทุนฯ และจะมีการสนับสนุนด้านการตลาดให้กับชุมชนที่ช่วยลดฝุ่นควันและมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภาคประชาสังคม ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ สภาลมหายใจเชียงใหม่ จะเป็นผู้เชื่อมโยงการทำงาน เปิดพื้นที่ผนึกกำลังให้ทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันคิด วางแผนและแก้ปัญหา ภาควิชาการ จะเข้าหนุนเสริมด้านข้อมูล ข้อเท็จจริง และชุดความรู้ที่เป็นประโยชน์ ภายใต้ข้อตกลงที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ

และอีกส่วนงานที่สำคัญ ซึ่งมีความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจ คือการสื่อสารสาธารณะ สิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังคิด ติดตามเรื่องที่กำลัง ซึ่งเมื่อไหร่ที่พลังสาธารณะมาหนุนเสริม และเกิดเป็นกระแสสังคม เมื่อนั้นทุกคน รวมถึงภาครัฐ จะฟังเสียงเรา

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ต่างก็ตอบรับ และพร้อมจะเข้ามาสนับสนุน ผลักดัน และแก้ปัญหานี้ร่วมด้วย

“เราจะเริ่มตั้งแต่ ตอนนี้ เวลานี้เลย เราจะคุยกับชุมชน ท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน ภาคีภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเตรียมความแผนการป้องกันทั้งหมด ในช่วง 8 เดือนหลังจากนี้ ก่อนจะเผชิญปัญหาร่วมกันในช่วง 3 เดือน คือ กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน ปีหน้า ซึ่งเชื่อว่าบทเรียนจากแผนการป้องกัน จะเป็นนวัตกรรมในการแก้ปัญหาวิกฤติฝุ่นควัน ให้กับสังคมและทุกคน” นายชัชวาลย์ กล่าวทิ้งท้าย

นายเดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ) และตัวแทนกรมป่าไม้ ได้นำเสนอความคืบหน้าของการผลักดันการถ่ายโอนภารกิจดับไฟให้กับ อปท.ในพื้นที่ ว่าทางระดับนโยบายให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หาก อปท. เข้ามามีบทบาทได้ทันในปีหน้าจังหวัดเชียงใหม่จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ป่าประมาณ 4.8 ล้านไร่ จากเดิมที่ไม่มีหน่วยรับผิดชอบโดยตรง อย่างไรก็ตาม นี่เป็นข้อท้าทายของชุมชนและ อปท. ที่ต้องปรับตัวเอง ที่ไม่มีข้อบัญญัติและแผนก็ต้องรีบดำเนินการให้ทันก่อนเดือนกันยายน 2563 ที่จะถึง

นายมานพ คีรีภูวดล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาร่วมรับฟัง กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่องหรือต้องหยุดไป คือการเริ่มต้นพูดคุยใหม่ทุกครั้ง ที่มีการเปลี่ยนนายอำเภอ และหัวหน้าอุทยานฯ โดยเสนอให้มีการทำเป็นข้อตกลง นโยบายหรือมาตรการ ที่มีข้อกฎหมายรองรับ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน เพราะการพูดคุยกันครั้งนี้ต้องไม่สูญเปล่าหรือหายไป และในฐานะ ส.ส. พร้อมจะผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนในระดับนโยบายรวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดต่างๆ

หลังจากนี้คณะทำงานในแต่ละฝ่ายทั้ง 9 จังหวัด จะมีการหารือและขับเคลื่อนแผนงานฯกันอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีการนัดพูดคุยกันทั้ง 9 จังหวัดอีกครั้ง ขณะที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคเหนือ มีแผนจะลงพื้นที่ในการจัดประชุมสัญจร ในจังหวัดต่างๆ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin