สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

ประชาสังคมลำพูน พร้อมทำงานเชื่อมเชียงใหม่ เตรียมหารือตั้งสภาลมหายใจจังหวัด สัปดาห์หน้า

(10 ก.ค. 63) สภาลมหายใจเชียงใหม่ ลงพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน กับแกนนำภาคประชาชน จังหวัดลำพูน ซึ่งมีการประชุมเชื่อมร้อยขบวนการภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูน 16 เครือข่าย ณ สวนภูดินสวนภูดิน อ.แม่ทา หนึ่งในวาระการพูดคุย คือหารือแนวทางการขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ร่วมกันกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ที่ลำพูนและเชียงใหม่ อยู่ในแอ่งเดียวกัน และเผชิญปัญหาเดียวกันมาโดยตลอด

ในการแลกเปลี่ยน สภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้เล่าประสบการณ์ การรวมตัวกันของภาคีเครือข่าย ที่มาจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาฯ ซึ่งวันนี้เริ่มเป็นระบบ และมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันยังร่วมกันสะท้อนปัญหา จากการทำงาน ร่วมกับทางราชการ ที่ยังติดขัด เต่างกัน มองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง รวมถึงการโอนภารกิจจากกรมป่าไม้ มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการ แต่กลับไม่มีงบประมาณมาให้ จนกลายเป็นช่องว่างของปัญหาที่ยังรอการแก้

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการเชียงใหม่ เล่าว่า 14 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าลำพังแค่ภาคราชการ แก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้ ถ้ายังอยู่แบบเดิม คาดหวังจากราชการ ปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้ไข การมาพูดคุยกับภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูนครั้งนี้ อยากให้ทางเครือข่ายฯ ร่วมกันขับเคลื่อน ในนามสภาลมหายใจลำพูน และเชื่อมการทำงานกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ในช่วงต่อจากนี้

“การสั่งการลงมาเป็นแท่ง ของภาครัฐ มันแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งเป็นปัญหาแบบบูรณการ ที่ต้นเหตุมาจากการคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่งแจ้ง การเผาจากเกษตรเชิงเดี่ยว ไฟในเขตป่าสวงน-อุทยานฯ และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก และเกี่ยวข้องกับทุกกลุ่ม การจะแก้ปัญหา จำเป็นต้องมองแบบองค์รวม บูรณาการ และมีแผนการทำงานต่อเนื่องในระยะยาว การรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ที่มาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ ราชการ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน จะช่วยให้เสียงของพวกเรามีพลังมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายเห็นปัญหาร่วมกัน ว่าเกิดจากอะไร และร่วมกับแก้ที่ต้นเหตุแล้ว จะช่วยให้ภาคราชการ เข้ามาสนับสนุนได้ตรงจุด ผู้มีอำนาจจะรับฟังเรา ซึ่งมั่นใจว่าการแก้ปัญหาหลังจากนี้ จะดีขึ้นกว่าเดิม” ประธานฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าว

นางกัลยา ใหญ่ประสาน นายกสมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.ลำพูน กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะที่ผ่านมาจังหวัดลำพูน ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใด ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่มีเวทีกลาง ให้ได้พูดคุย หารือ และสะท้อนปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันอย่างชัดเจน ทั้งที่ต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับคนเชียงใหม่ สิ่งที่ต้องเร่งและทำให้ได้ คือสร้างการรับรู้ เข้าใจปัญหา ตระหนัก และนำไปสู่การปรับเปลี่ยน ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ภาคประชาชนทำ ราชการก็ต้องทำด้วย

นายวิเศษ สุจินพรัหม ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน จ.ลำพูน สะท้อนว่า สิ่งหนึ่งที่ภาคราชการต้องตอบตัวเองให้ได้ คือรู้และเข้าใจปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน มากน้อยแค่ไหน หรือมองแค่เป็นอีเวนท์ 3 เดือน ที่จะต้องทำในแต่ละปี

“ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัด ว่าราชการยังมองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง การสั่งการแบบรวมศูนย์อำนาจ คิดเอง กำหนดเอง โดยไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ปัญหามันจึงแก้ไม่ได้ เมื่อผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็ใช้วิธีทุ่มงบประมาณเพิ่ม ซึ่งเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤติ และไม่มีความยั่งยืน หลายครั้งที่เคยร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และกำลังจะไปได้ดี พอมีผู้ใหญ่ลงพื้นที่ ชี้ว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แผนทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนถูกยกเลิก วันนี้ลำพูนอาจจะยังไม่พร้อมเท่าเชียงใหม่ แต่หากจะมีการจัดตั้งชุดทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ เชื่อหลายเครือข่าย มีความยินดี และพร้อมจะเข้ามาร่วมด้วย” นายวิเศษ ระบุ

เบื้องต้นแกนนำภาคประชาสังคมทั้ง 16 เครือข่าย เห็นตรงกันว่า จะนำประเด็นการหารือ เพื่อรวมตัวกันทำงานแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ในนามสภาลมหายใจลำพูน เข้าเป็นหนึ่งในวาระการประชุมสภาพลเมืองจังหวัดลำพูน ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยจะมีการสอบถามความคิดเห็น และพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง/

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin