สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

ผวจ.เชียงใหม่ตั้งเป้า ลดจุดความร้อน 25% เตรียมความพร้อมก่อนฤดูฝุ่นควันปีหน้า

20 ตุลาคม 2563 ณ ห้องประชุม 3 ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมประชุมเพื่อรายงานความก้าวหน้าผลการดําเนินงาน และแผนการดําเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหา ฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่ ปี 2564 ของคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่แบบบูรณาการทุกภาคส่วน ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ เลขาคณะทํางานพื้นที่เมือง ภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และชุมชนในเมือง ระบุว่า จากแผนปฏิบัติการในพื้นที่เมือง พบว่าแหล่งกำเนิดของมลพิษหลัก มาจากยานยนต์ทางบกและทางอากาศ สิ่งที่ทำได้เลย คือการนำร่อง ประกาศว่าหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ เครื่องยนต์สะอาด ผ่านการตรวจควันดำ  และกระตุ้นหน่วยงานอื่นๆปฏิบัติตาม ซึ่งสภาลมหายใจเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน อยู่ระหว่างการเตรยมกิจกรรม ปั่นเพื่อเปลี่ยน เพื่อนำร่อง สื่อสารไปยังคนนอกเมือง ว่าเราในฐานะคนในเมือง ก็เห็นปัญหาและร่วมแก้เช่นกัน ส่วนการแก้ปัญหาอากาศยานยังคงจะมีการศึกษาต่อไป ขณะที่การปัญหาการเผาในที่โล่ง ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ รับจะเป็นผู้ประสาน และดูแล ในเฉพาะในพื้นที่ชุมชน และบ้านจัดสรร รวมถึงภาคอุตสาหกรรม SME และพื้นที่เกษตร ส่วนการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง โครงการเขียวสู้ฝุ่น ภายใต้โครงการของสภาลมหายใจเชียงใหม่ ก็รับเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ผ่านมามีการปลูกต้นไม้ไปแล้ว 2 จุดใหญ่ บริเวณเชิงสะพานนวรัฐ และเชิงสะพานรัตนโกสินทร์ นอกจากนี้ยังร่วมกับ อปท. ในการปลูกต้นไม้ในพื้นที่อำเภอแม่แตง รวมปัจจุบันปลูกไปแล้วกว่า 4 พันต้น ซึ่งข้อมูลการศึกษาของกลุ่มใจบ้าน ที่ว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ ควรจะมีต้นไม้เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 หรือราว 3 แสนต้น ซึ่งต่อจากนี้ยังต้นต้องมีแผนและร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องอีก โดยจากการทำงานในห้วงที่ผ่านมา หนึ่งในแนวทางที่สำคัญที่จะนำไปสู่ทางออกในระยะ 5-20 ปี คือการมีคณะกรรมการแก้ไปฝุ่นควันระดับจังหวัด ที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเมืองเชียงใหม่-เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนขึ้นมา  ซึ่งคาดหวังให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหลักในการผลักดันประเด็นนี้  ขณะที่การแก้ปัญหาในระยะเผชิญเหตุ คณะทำงานฯ เห็นตรงกันว่า จะร่วมกันผลักดัน ให้เกิดการสื่อสารรณรงค์ สร้างความตระหนักต่อสุขภาพ ผ่านความร่วมมือของภาครัฐที่มีกลไกลอยู่แล้ว เพื่อประชาสัมพันธ์ต่อข้อมูลไปสู่ประชาชนให้เกิดการตื่นตัว

นายสมชาติ วัฒนากล้า ผอ.สำนักการช่าง อบจ.เชียงใหม่ ผู้แทนคณะทํางานดูแลรักษาต้นยางนา ต้นไม้ใหญ่ และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเมือง ระบุว่า อบจ. และสมาคมยางนาขี้เหล็กสยาม ได้ดำเนินการตัดแต่งกิ่งต้นยางนาตามหลักรุกขกรรมไปแล้ว 360 ต้น จากทั้งหมด 900 ต้น ฟื้นฟูรากตามหลักรุกกรรม ไปแล้ว 61 ต้นจาก 160 ต้น คาดว่าปีนี้จะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด ขณะที่การปลูกต้นไม้ในเส้นทางต่างๆ ทาง อบจ. ปลูกไปแล้ว ราว 10,000 ต้น ไปพร้อมๆกับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเส้นเลียบทางรถไฟ อ.เมือง , เส้นแม่ตะมาน อ.แม่แตง , ผาช่อ อ.ดอยหล่อ , และบ้านป่าเลาภูดิน และบ้านสันป่ายาง อ.แม่แตง  ขณะที่งบประมาณในปี 2564 จะปลูกต้นไม้ใหญ่ ขนาด 2-3 เมตร เพิ่มอีกราว 1,000 ต้น จัดทำฝายต้นน้ำ (กึ่งถาวร) ร่วมกับกรมป่าไม้ อีกจำนวน 2,000 ฝาย ตามลุ่มน้ำที่กรมป่าได้เลือก และทางอธิบดีกรมป่าไม้ได้อนุมัติเรียบร้อยแล้ว

นายเดโช ไชยทัพ ประธานคณะทํางานด้านป่าไม้ และที่ดินในพื้นที่ป่า ระบุว่า สิ่งหนึ่งที่เราคาดหวัง คือ ทั้ง 1,086 หมู่บ้าน จาก 147 ตำบล หลังจากนี้จะต้องเข้ามามีส่วนร่วม และภารกิจชัดเจน ในการดูแลและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ใน 101 ตำบลตอนนี้ อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งหลังการสรุป จะช่วยให้ทราบถึงระยะแนวกันของทั้งทั้งหวัด พื้นที่เสี่ยงในการเกิดไฟ รวมถึงพื้นที่ที่มีความประสงค์ในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้น ส่วนการประสานงาน เพื่อให้เกิดการสั่งการหรือระเบียบที่ชัดเจน ทั้งจาก กรมป่าไม่ กรมอุทยานฯ คณะกรรรมการกระจายอำนาจ ขณะนี้มีการดำเนินการ ว่าถ่ายโอนภารกิจรวมถึงข้อสั่งการต่างๆที่ยังคลุมเครือไปยังท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ท้องถึงกังวลและไม่จัดการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสานกับทาง อบจ.เชียงใหม่ เพื่อทำจดหมายหารือมายัง ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนโดยเฉพาะการสนับสนุนงบอุดหนุน ในการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ขณะที่การแก้ปัญหาในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทั้ง 4  พื้นที่ คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อุทยานแห่งชาติศรีล้านนา อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี  ซึ่งมีนายอำเภอแต่ละพื้นที่เป็นประธานคณะทำงาน ล่าสุดอยู่ระหว่างการทำแผนการป้องกันและเฝ้าระวังในเขตที่ทำกินและเขตป่าอนุรักษ์อย่างไร ส่วนการทำข้อเสนอเพื่อพัฒนาระบบเกษตรและพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ป่า ยังอยู่ระหว่างการคัดเลือกพื้นที่ตัวอย่าง และขออนุญาตจากกรมป่าไม่และกรมอุทยานฯ เพื่อจะพัฒนาระบบเกษตรและแหล่งน้ำให้มีความเหมาะสม

“อีกประเด็น ทางคณะทำงานฯ ได้หารือกันว่า ต่อไปนี้ระบบการสนับสนุนงบประมาณลงสู่ชุมชน จะมีแหล่งงบประมาณที่ไปสนับสนุนอยู่ประมาณ 3-4 แหล่ง ถ้าเราสามารถจัดการให้เรียบร้อย มีความชัดเจน และแล้วเสร็จในเดือนธันวาคนนี้ จะทำให้ชุมชนสามารถตั้งหลักในการบริหารจัดการ ไม่ต้องไปรอถึงฤดูไฟแล้วงบค่อยลงไป ถ้าเราสามารถสนับสนุนงบประมาณไปอยู่ทุกหมู่บ้านในพื้นที่เป้าหมายให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม เขาก็จะมีความพร้อม โดยแหล่งที่มาของงบประมาณ มาจาก อบต. เทศบาล และ อบจ. (ได้หารือเบื้องต้นแล้ว ทาง อบจ.จะกระจายไปยังทุกหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการนี้) หน่วยราชการ (เช่นกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ) ภาคีเอกชน และห้างร้าน ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการบรูณาการทำแผน เพื่อให้ได้แผนการแก้ไขปัญหาฯที่อย่างชัดเจน”

นายเดโช ไชยทัพ ระบุ

ผู้แทน คณะทํางานข้อมูลวิชาการและการสื่อสาร ระบุว่า จากการลงพื้นที่ 22 อำเภอ มี 6 อำเภอที่มีการทำแผนระยะยาว เช่นการปลูกต้นไม้ ปลูกป่า และสร้างฝาย แต่ในอีก 17 อำเภอ ยังไม่มีแนวคิดในการทำงานระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนที่จะดำเนินการทำงานต่อไปในระยะที่ 2 ขณะที่การลงพื้นที่ภายใต้คณะทำงานประเทศไทยไร้หมอกควัน ซึ่งมีการทำงานในการพัฒนาแผนร่วมกับ 9 จังหวัด การทดสอบโดยการสนับสนุน Zero Burning  ซึ่งพื้นที่ไหนทำดีอยู่แล้วก็จะมีการสนับสนุนให้ ซึ่งในส่วนนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับคณะทำงานภาคเอกชนอยู่ เพื่อรับรางวัล เช่นเงินสนับสนุน จำนวน 50,000 บาท  อุปกรณ์ดับไฟ หรือ อุปกรณ์ส่งเสริมอาชีพในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างการทำดีต่อ

นายไพรัช โตวิวัฒน์ คณะทํางานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และลดผลกระทบจากฝุ่นควัน ระบุว่า  สิ่งที่ได้เริ่มในปัจจุบัน คือการคุยกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ เรื่องการตั้งกองทุนสนับสนุนหมู่บ้านเพื่อป้องกันไฟ เบื้องต้นจะระดมทุนจากภาคเอกชนก่อน ซึ่งขณะนี้มีมาแล้วประมาน 5 กองทุนๆละ 50,000 บาท สำหรับการตั้งต้น ก่อนจะมีการขยายผลต่อไป โดยใช้ข้อมูลของคณะทํางานข้อมูลวิชาการและการสื่อสาร ใน 23 ตำบลแรกก่อน ส่วนการสนับสนุนภาคประชาชน เรื่องการจัดการใบไม้เพื่อทำปุ๋ย ผ่านทางสภาลมหายใจ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รับรองคุณภาพของปุ๋ยอินทรีย์ และมหาวิทยาลัยพายัพ จะช่วยทำธุรกิจนี้ ในรูปของ SE (Social Enterprise) วิสาหกิจชุมชนอีกอันหนึ่ง นอกจากนี้เอกเอกชนยังได้คุยกันอีกว่า จะทำการกิจกรรมรณรงค์การตรวจสภาพรถ ร่วมกับทางสภาลมหายใจ ตลอดถึงการสนับสนุนภาคประชาชน ในการปรับปรุงภูมิทัศน์ ผ่านการระดมวัสดุต่างๆที่เกี่ยวกับข้องจากร้านค้าและผู้ประกอบการ

“สำหรับการสนับสนุนกองทุน ในระดับหมู่บ้าน เราไม่ได้มองแค่การหยุดไฟป่าอย่างเดียว เรายังมองไปถึงการเปลี่ยนแปลงอาชีพในอนาคต และจะรับดูแลจัดการ Supply Chain ทั้งเส้น ตั้งแต่การปลูก จนถึงการจัดหาตลาดด้วย”

นายไพรัช โตวิวัฒน์ กล่าว

ผู้แทนแผนการดําเนินงานด้านสุขภาพ (สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่) ระบุว่า ข้อมูลโรคที่เกิดจาก pm 2.5 เปรียบเทียบ ระหว่าง ปี 2562 กับ ปี 2563 พบว่า ใน 4 กลุ่มโรคหลัก โรคทางเดินทางใจ ยังมีค่าเฉลี่ยที่สูงกว่าโรคอื่นๆ แต่พบว่ามีอัตราผู้ป่วยที่ลดลงต่อเนื่อง ปัจจัยหนึ่งเชื่อว่ามาจากประชาชนมีความตื่นตัวในการสวมหน้ากากป้องกัน ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลกลุ่มเสี่ยง 5 กลุ่ม แยกราย อปท.  ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการแจ้งให้กับ อปท.ทุกแห่ง ในการเตรียมจัดซื้อตามกลุ่มเป้าหมาย ราว 540,000 ราย  ส่วนห้องปลอดภัยจากฝุ่นควัน ปัจจุบันจากการสำรวจ สถานบริการสาธารณสุข (โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลชุมชน) พบว่ามีอยู่ทั้งหมด 25 แห่ง ในสาธารณสุขอำเภอและ รพ.สต. มีอยู่ 291 แห่ง ในจำนวนนี้มีทั้งหมด 29 แห่ง ที่มีการติดตั้ง Dustboy  ขณะที่แผนปฏิบัติในปี 2564 มีการเตรียมรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยจาก 13 กลุ่มโรค แบบรายวัน  ตามระบบรายงานของกรมควบคุมโรค และสำนักงานสาธารสุขจังหวัด ไปพร้อมกับการสื่อสารความเสี่ยงในหลายภาษา ร่วมกับทางประชาสัมพันธ์จังหวัด ผ่านช่องทางออนไลน์ เสียงตามสาย และผ่าน อสม.  30,000 กว่าคน โดยวิธีเคาะประตูบ้าน ซึ่งเชื่อว่าจะเข้าถึงทุกบ้านได้ มีแผนสร้างห้องปลอดภัยจากฝุ่นในทุก อปท. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของ อปท. นอกจากนี้ยังได้เตรียมเวชภัณฑ์เพื่อรองรับผู้ป่วย  และประสานไปยัง อปท. เพื่อจัดซื้อหน้ากาก N95 ไว้แจกผู้ป่วยอีกด้วย โดยหากเกิดสถานการณ์วิกฤติ ก็จะมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน EOC ด้านสุขภาพ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เพื่ออำนวยการ รับมือ และสื่อสารความเสี่ยงตามลำดับ

แนวทางของปี 64

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานการประชุมฯ ระบุว่า การดําเนินงานในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในระยะต่อไป หนึ่งในข้อมูลชุดสำคัญ คือการตอบคำถามให้ได้ว่า Hotspot 2 หมื่นกว่าจุดที่ผ่านมา เกิดในพื้นที่ทำกินและพื้นที่ป่า จำนวนเท่าไหร่ และเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยต้องการให้ทาง สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงใหม่ เร่งรวบรวมและสรุปข้อมูลในส่วนนี้ เพื่อนำมาประกอบกับกางวางแผนบริหารจัดการและป้องกันไฟป่าและฝุ่นควัน ปี 2564  ซึ่งมีเป้าหมายให้จุด Hotspot ลดลงให้ได้อย่างน้อย ร้อยละ 25 จากสถิติของปี 2563 และป้องกันการเกิดไฟในพื้นที่ป่าที่กำลังฟื้นตัวจากการเกิดไฟป่า รวมทั้งป้องกันไม่ให้พื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้กลายเป็นพื้นที่ทำการเกษตร นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในระดับอำเภอ และระดับตำบล เพื่อวางแผนดำเนินการของแต่ละพื้นที่ พร้อมจัดให้มี Safety Zone เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่ท้องถิ่นที่ไม่ได้อยู่ในเขตป่า ต้องการให้ทุก อปท.ไปสำรวจ ว่ายังมีพื้นที่องค์กรท้องถิ่นใด ที่ยังไม่ได้ออกข้อบัญญัติ หรือข้อบังคับตำบล ในเรื่องของการควบคุมการเผาในที่โล่งแจ้ง และให้เร่งรัดทำให้แล้วเสร็จก่อนเดือนมกราคมนี้

“อีกประเด็นที่สำคัญ คือ การใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ผมได้ยืนยันมาตลอด ว่าสามารถใช้เงินได้ แต่เราอาจจะระวังตัวมากเกินไป จนกลัวว่าจะมีการถูกทักท้วงและเรียกเงินคืน ขอยืนยันอีกครั้ง ไม่ว่าจะมีการกระจายอำนาจ หรือไม่มีการกระจายอำนาจ การใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้ สามารถดำเนินการได้ตามระเบียบข้อกฎหมาย โดยสำนักงานท้องถิ่นจังหวัด อยู่ระหว่างการถอดเทป คำแนะนำการใช้งบประมาณส่วนนี้ ที่รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ให้ข้อเสนอแนะ ช่วงที่ลงพื้นที่ ตำบลแม่ทา อ.แม่ออน ก่อนหน้านี้ เพื่อให้ทุก อปท. ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ”

นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุ

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ที่ผ่านมาเราทั้งหมดทุกภาคส่วน พยายามรณรงค์อย่างเต็มที่ เช่นในเมือง ก็มีชุมชนและกลุ่มต่างๆในเมือง ลุกขึ้นมาขับเคลื่อน โดยมีทางเทศบาลและหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วย ส่วนภาคชนบท ก็มี อปท. ท้องที่ ท้องทุ่ง สภาองค์กรชุมชน เป็นหลักในการขับเคลื่อน หมายถึงว่า ทุกพื้นที่ทุกตารางนิ้ว มีเจ้าภาพดูแลแล้วในปีนี้ ซึ่งเราเน้นการป้องกันเป็นหลัก แต่ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ ศิลปิน และสื่อมวลชน เข้ามาชุมหนุน ซึ่งเราจะปล่อยให้ชุมชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีความพร้อม และยังขาดมีองค์ความรู้ในอีกหลายเรื่อง แก้ไขปัญหานี้เพียงลำพังไม่ได้

“ผมคิดว่า องคาพยพทั้งหมด กำลังก่อตัวในการขับเคลื่อน บูรณาการและสนับสนุนกัน โดยมีเป้าหมายคือ ลด pm 2.5 ให้ได้ ธงที่เราคุยกันในสภาลมหายใจ คือ ไฟไม่จำเป็นทั้งหมด ขอเป็น Zero Burning อีกส่วนหนึ่งที่จำเป็น ขอให้มีการบริหารจัดการในพื้นที่สว่าง ทุกฝ่ายมาดูด้วยกัน  ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราสามารถจัดกระบวนการกันแบบนี้ ผมว่าเอาอยู่”

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าว

ประธานฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ยังบอกอีกว่า ฝุ่นควันที่ข้ามกันไปมาระหว่างจังหวัด ลำพังเชียงใหม่จังหวัดเดียว แก้ไม่ได้ ปัจจุบัน หอการค้า สภาองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ มีการประสานงานเชื่อมการทำงานกับจังหวัดข้างเคียงไปแล้ว 6 จังหวัด ในนามสภาลมหายใจของแต่ละจังหวัด ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างหารือกันเพื่อขอให้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมช่วยประสาน เพื่อจัดให้มีการ MOU เพื่อเชื่อมโยงการทำงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้ง 8 จังหวัดบวก 1 รวมทั้งจังหวัดตากด้วย ขณะเดียวกันยังมีการเชื่อมความร่วมมีระหว่างประเทศ ซึ่งเราได้ไปเชื่อมกับกับทางฝั่งรัฐฉาน แล้ว และเตรียมจะไปคุยกับพี่น้องในหลวงพระบาง ในนามภาคประชาชนเร็วๆนี้ด้วย

นายชัชวาลย์ ระบุต่อว่า สภาลมหายใจเชียงใหม่ เตรียมจะจัดกิจกรรมลานนาฟ้าใส ลมหายใจเดียวกัน โดยมีเป้าหมายหลัก คือแก้ไขปัญหาฝุ่นควันด้วยความร่วมมือและความสร้างสรรค์ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส สร้างฟ้าใสอากาศสะอาด ให้ลูกหลานล้านนาได้หายใจเต็มปอด ด้วยเทศกาลระดับภูมิภาค ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ จากความร่วมครั้งใหญ่ของทุกฝ่าย หลักการสำคัญ คือ ต้องการให้เกิดความเข้าใจถึงรากเหง้า ไม่โทษกัน หาทางออกร่วมกัน ทำทันที แก้ให้ตรงจุด และสร้างความยั่งยืน เพื่อให้มีลมหายใจที่สะอาดสำหรับทุกคน มีทั้ง Media , Campaign , Exhibition , Showcase , EXPO , งานศิลปะ , TED Talks และ New Media ซึ่งพยายามจะสร้างการรณรงค์ให้คนเชียงใหม่ ได้รับรู้เรื่องนี้ทั้งหมดในภาพที่ใหญ่ขึ้น แล้วเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนเมษายน 2564 โดยในวันที่ 2 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ จะมีการจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ณ ลานลีลาวดี พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา (ฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์สามกษัตริย์) พร้อมกับเปิดตัวกิจกรรมปั่นเพื่อเปลี่ยน ซึ่งจะเป็นกิจกรรมแรก ที่จะจัดทุกวันอาทิตย์ ต่อเนื่องไป 13 สัปดาห์ โดยมี 13 ชุมชนในเขตเมืองเก่าเป็นเจ้าภาพ

ทั้งนี้การเตรียมงานของจังหวัดเชียงใหม่สำหรับรับมือกับฤดูฝุ่นควันยังจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น แอพพลิเคชั่นจองเบิร์นนำร่องการจองเผาและบริหารจัดการเชื้อเพลิง กำหนดจะทดลองใช้ในพื้นที่อ.แม่แจ่ม ระบบรายงานแจ้งพิกัดเจ้าพนักงานในพื้นที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่กับพิกัดฮอตสปอตเพื่อจะสั่งการได้รวดเร็วขึ้น โดยสำนักนายกรัฐมนตรีกำลังอยู่ระหว่างการประสานและเตรียมการ

รายงานโดย
ทีมข่าว WEVO สื่อสู้ฝุ่น

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin