สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

พัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียน (บ้านโปกกะโหล้ง)

ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วม

กรณีบ้านโปกกะโหล้งตำบลแม่แดดอำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านที่ทำกันในหลายวัฒนธรรมในอดีต แต่ปัจจุบันพอจะหลงเหลือให้เห็นได้ในหมู่ชาวปกาเก่อญอ บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นวิธีการเพาะปลูกพืชในพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปลูกพืชแบบผสมผสาน ทั้งข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่างๆ รวมกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เมื่อทำการเพาะปลูกไประยะหนึ่งจนดินลดความอุดมสมบูรณ์ลง ก็จะย้ายไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่ใหม่ และปล่อยให้ดินในพื้นที่เดิมได้ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมนั้นอีกครั้ง จึงเป็นรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้มากที่สุดระบบหนึ่ง (https://sites.google.com)

ชุมชนบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงดำรงวิถีการผลิตในรูปแบบไร่หมุนเวียน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ราบสำหรับทำนา ทำสวน (กาแฟ กล้วย ถั่วแดง ถั่วลิสง ฯลฯ) เลี้ยงสัตว์ (วัว ควาย หมู ไก่) หาของป่า และรับจ้างทั้งภายในและภายนอกชุมชน สถานการณ์ปัญหาของพื้นที่ คือ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ทำให้มีปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้และการจัดการพื้นที่ทั้งที่ดินทำกินและป่า โดยเฉพาะ “การทำไร่หมุนเวียน” แม้จะมีงานวิชาการหลายชิ้น ที่ระบุว่าระบบการเกษตรในรูปแบบนี้ เป็นระบบการเกษตรยั่งยืนบนพื้นที่สูงรูปแบบหนึ่งที่ทำบนฐานความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ มีคุณค่าที่สำคัญในเรื่องการช่วยรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืชพื้นบ้านมากกว่า 80 ชนิดขึ้นไป และที่สำคัญคือช่วยรักษาพื้นที่ป่าและทรัพยากรในภาพรวมของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แต่ระบบดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ทั้งเรื่องของการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่ไร่เหล่าสำหรับการเพาะปลูก การใช้ไฟในการผลิต ซึ่งภาครัฐและสังคมมองว่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นควัน 2.5 pmอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ

มาตรการห้ามเผา 60 วัน ซึ่งทับคลอบช่วงเวลาที่ชุมชนต้องใช้ไฟเพื่อเตรียมการเพาะปลูก คือประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการคือ ปัญหาเรื่องวัชพืชและธาตุอาหารในดิน ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาคุม/ฆ่าหญ้า ทำให้มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ในแต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น นั่นคือ ค่าสารเคมี รวมทั้งต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อกำจัดวัชพืชและอื่นๆ อีกทั้ง ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหา การใช้ไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเองก็จะต้องเข้าใจต่อปัจจัยนี้ และมีการปรับตัวบนฐานข้อมูลและความเข้าใจที่รอบด้าน เพื่อค้นหาแนวทางการจัดการร่วมกัน โดยมีคำถามสำคัญ เช่น การใช้ไฟในพื้นที่ไร่ปลดปล่อยฝุ่นควันมากน้อยขนาดไหน จะทำอย่างไรให้ยังสามารถใช้ไฟได้อยู่โดยที่เกิดผลกระทบฝุ่นควันน้อยที่สุด แทนการห้ามใช้ไฟที่นำไปสู่ปัญหาเรื่องสารเคมีและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจัดการร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากหน่วยงานและภายนอกว่าไฟที่ใช้จะไม่ลุกลามเข้าไปในเขตป่า

จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยจัดการร่วมกับสำนัก 6 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของจังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ชาวบ้าน บ้านโปกกะโหล้งที่ยังคงทำไร่หมุนเวียน จำนวน 30 หลังคา และ กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ สมาชิกอื่นๆในชุมชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับตำบล อำเภอ หน่วยงานสนับสนุนจำนวนรวมประมาณ 20 คน หลังจากได้จัดตั้งคณะทำงาน จึงมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน ทำให้แกนนำชาวบ้านเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นระบบเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาการจัดการไฟในระบบเกษตรไร่หมุนเวียนและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อทำประชาคมหมู่บ้าน ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียนร่วมกันในชุมชน จนเกิดข้อตกลงร่วมในการดำเนินโครงการ และ การบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียน ในพื้นที่ป่า และมีแผนการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนในปี 2564 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งเสนอแผนกับหน่วยงานเพื่อสร้างความร่วมมือและบูรณาการการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการลงพื้นที่สำรวจจัดทำข้อมูลพื้นที่แปลงที่ต้องใช้ไฟ เลือกพื้นที่ และช่วงเวลาการเตรียมที่เหมาะสม รวมทั้งการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM 10 และ PM 2.5 ในชุมชน โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CCDC ข้อมูลที่ได้จากเครื่องมีลักษณะ REALTIME ทุกนาทีของวัน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์ฯ CCDC เพื่อเก็บและประมวลผลออกมาเป็นรายชั่วโมง ที่น่าสนใจคือ ทางศูนย์ฯ พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่สามารถโหลดลงมือถือเพื่อดูข้อมูลจากเครื่องวัดเพื่อแจ้งให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและทั่วไปในชุมชนทราบเพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ใช้สำหรับติดตามสถานการณ์ของฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพื่อประกอบการวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและเหมาะสมเท่านั้น ทำการได้ติดตั้งในชุมชนเป็นปีแรก ดังนั้น จึงไม่มีข้อมูลของปีที่ผ่านมา 2563 มาใช้เปรียบเทียบ แต่ก็ช่วยให้คณะทำงานมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการดำเนินงานเพื่อใช้สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงการได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในพื้นที่ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งชุมชนและหน่วยงานภาคีโดยมีเป้าหมายเดียวกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่บนฐานคิดเรื่องการจัดการร่วม และการจัดการที่ยั่งยืนต่อไป

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin