สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

“พิธีเลี้ยงผีปันน้ำ” ตำบลสุเทพ สภาลมหายใจฯ หนุนฟื้นป่าใกล้เมือง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

ไก่ต้ม 2 ตัว และเหล้า คือเครื่องเซ่นไหว้หลัก ที่ชุมชนตำบลสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นำมาเลี้ยงผีปันน้ำ ตามความเชื่อที่ว่า จะช่วยให้น้ำอุดมสมบูรณ์ ฝนตกต้องตามฤดูกาล ลำห้วยโป่งน้อย จะมีน้ำจากป่าดอยสุเทพ ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำบ้านสันลมจอย หล่อเลี้ยงคนในพื้นที่ตลอดทั้งปี

พ่อชื่น แก้วน้อย วัย 80ปี ปราชญ์ชาวบ้าน หมู่ 6 โป่งน้อย ผู้นำพิธีฯ เล่าว่า การเลี้ยงผีปันน้ำ คือการนำไก่ เหล้า และผลไม้ มาสังเวยผี หรือเทวดาอารักษ์ ที่ทำหน้าที่ในการปกปักรักษาผืนป่า พิธีกรรมจะทำในช่วงเดือนมิถุนายนของทุกปี มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยผู้นำพิธี จะนำขันดอกมาบนบานขอให้มีน้ำใช้ก่อนฤดูทำนา บางปีที่มีน้ำไหลในลำห้วย จะมีการนำไข่ไก่มาลอยเสี่ยงทาย ซึ่งหากไข่แตก เชื่อกันว่าปีนั้นฟ้าฝนจะดี

นายชนะ แสนใจ รองนายกเทศมนตรีตำบลสุเทพ เล่าว่า 4 ปีก่อน อ่างเก็นน้ำที่นี่ไม่มีน้ำเลยแม้แต่น้อย ดินก้นอ่างแตกระแหง หลายหมู่บ้านที่ยังใช้น้ำจากอ่างในการอุปโภค-บริโภค ได้รับผลกระทบ ทางเทศบาลและคนในชุมชนเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องเร่งพื้นฟูโดยเร็ว พิธีกรรมที่เคยเว้นห่าง ถูกมานำเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจอีกครั้ง หลังการรักษาฟื้นฟู และมีฝนที่ตก ป่าก็ค่อยๆเขียวและอุดมสมบูรณ์ขึ้น ทำให้ 2 ปีมานี้เริ่มมีน้ำไหลเข้าอ่างมากขึ้น แม้ก้าวเล็กๆที่ได้ร่วมกันทำ จะยังเรียกว่าความสำเร็จไม่ได้ แต่ชุมชนก็มีผนร่วมกันแล้วว่าจะผลักดันให้ป่าใกล้เมืองจุดนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้ได้

ช่วงสาย มีการทำพิธีลงนามข้อตกลงในการร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียนในเมือง ระหว่างเทศบาลตำบลสุเทพ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กองบิน41 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ กำนันตำบลสุเทพ และสภาลมหายใจเชียงใหม่ ก่อนจะร่วมกันปลูกต้นไม้รอบอ่างเก็บน้ำบ้านสันลมจอย

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า 14 ปี ที่เราต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควัน แต่หลายปีมานี้สถานการณ์รุนแรงและหนักขึ้นทุกปี จากการสรุปบทเรียน พบว่าเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากในป่า ซึ่งปีนี้มีมากถึงร้อยละ 90-95 เกิดในพื้นที่ทำการเกษตร พื้นที่ที่ปลูกข้าวโพด เกิดในพื้นที่ชุมชนจากการเผาในที่โล่งแจ่ง จากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม และมาจากประเทศเพื่อนบ้าน

“ปัญหามันใหญ่มาก การแก้เฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเมษายน ไม่พอ จำต้องต้องแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และต้องต่อเนื่อง โดยที่ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วม บูรณาการทั้งข้อมูล ความรู้ งบประมาณ กำลังคน รวมถึงแผนงานทุกด้าน”

นายชัชวาลย์ ยังกล่าวอีกว่า “ปีนี้สภาลมหายใจฯ ตั้งธงว่า จะเน้นแผนงานด้านการป้องกัน มากกว่าการดับไฟ ส่วนหนึ่งเราจะทำงานร่วมกับภาคชนบท คือสภาองค์กรชุมชน และองค์การปกครองท้องถิ่น ซึ่งกำลังเชิญให้ผู้ว่าราการจังหวัดมาเป็นประธาน เราจะพบกับชุมชนใน 101 ตำบล ที่กรมป่าไม้โอนภารกิจมาให้แล้ว แต่ไม่มีงบประมาณและกำลังพลพอ จะคุยกันเพื่อวางแผนกันว่า จะก้าวกันอย่างไร ในวันที่ 15 กรกฎาคมที่จะถึงนี้”

ขณะที่ชุมชนแนวกันชน (Buffer Zone) ซึ่งสำคัญมาก อย่างที่นี่ คือบ้านร่ำเปิง อุโมงค์ สันลมจอย และห้วยทราย อยู่ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งผู้คนเคารพนับถือ และปีที่ผ่านมาเกิดไฟไฟป่าหนักมาก ปีนี้เราจึงเห็นร่วมกันกันชุมชน ว่าจำเป็นต้องมีแผนการป้องกัน โดยให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม ตั้งแต่การวางแผน รับรู้ข้อมูล และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมที่เราได้สนับสนุน เชื่อว่าการบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควัน ก็จะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่วนการปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบอ่างเก็บน้ำสันลมจอยวันนี้ ถ้ามีการดูแล ทำให้เขียวชอุ่มได้ จะเป็นอีกหนึ่งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของ “ป่าใกล้เมือง” ซึ่งสภาลมหายใจจะเข้ามาหนุนเสริม ภายใต้โครงการสร้างชุมชนเชิงดอยสุเทพสร้างสรรค์นำร่อง (ดอยสุเทพฮับ)

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin