สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

มลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

โดย ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
หน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้
ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ม.เชียงใหม่
กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่

ภาพ : greenpeace

บทความนี้เป็นการย่อเรื่องราวของมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 เพื่อใช้สร้างเสริมความรู้ความ เข้าใจถึงผลกระทบมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ต่อชีวิตและสุขภาพของมวลมนุษยชาติเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับบคุลากรทางการแพทย์ ประกอบการใช้เผยแพร่องค์ความรู้และการแนะนำผู้้ป่วย ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจถึงความสำคัญของการป้องกันพิษภัยมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 เนื่องจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มโรคสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มติดเชื้อ (infectious diseases) กลุ่ม โรคภูมิแพ้ (allergic diseases) และกลุ่มโรคไม่ติดต่อ(non-communicable diseases) ประมาณการว่าราวกว่าร้อยละ 95 ของมวลมนษุยชาติได้สูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 นอกอาคาร (ambient PM2.5) เป็นระยะเวลายาวนานจนเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตราวปีละ 4.1 ล้านคนหรือร้อยละ 7.5 ของการ เสียชีวิตทั่วโลก สูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-adjusted life year, DALY) 106 ล้านปี หรือร้อยละ 4.4 ของ DALY ทั่วโลก ซึ่งการคำนวณดังกล่าวใช้การเสียชีวิตและการสูญเสียปีสุขภาวะจากการติดเชื้อ ทางเดิน หายใจส่วนล่าง (lower respiratory tract infection) ร่วมกับ กลุ่มโรคไม่ติดต่อ เพียง 4 โรคเท่านั้น (ischemic heart disease, stroke, COPD,และ lung cancer) 1 ซึ่งจำนวนผู้เสียชีวิตอาจสูง ถึง 8.8 ล้านคน หรือ เพิ่มขึ้นกว่าที่เคยประมาณการไว้กว่า 2 เท่าหากคำนวณการเสียชีวิต โดยคำนึงถึงการสูดมลพิษอากาศจาก แหล่งกำเนิดอื่นร่วมด้วย (ได้แก่ การสูดมลพิษในครัวเรือน การสูดมลพิษควันบุหรี่) ความเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น สำหรับประชาชนที่อาศัย อยู่ในเมืองที่มีระดับมลพิษสูงมากเมื่อเทียบกับเมืองที่มีระดับมลพิษต่ำถึงปานกลาง และการเสียชีวิตจากโรคเรื้อรังอื่น ที่สัมพันธ์กับมลพิษอากาศนอกเหนือจาก 4 โรคที่ ใช้คำนวณอยู่เดิม ดังนั้นมาตรการเพื่อลดระดับมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 น่าจะมีประสิทธิภาพในการลดความเสียชีวิตสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงวัย มีโรคไม่ ติดต่อและมีระดับมลพิษสูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ที่ยังมีรายได้ต่ำหรือรายได้ปานกลาง

นิยาม ส่วนประกอบสาคัญและกลไกที่มีผลต่อสุขภาพ

มลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 คือ อนุภาคมลพิษอากาศขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางน้อย กว่า 2.5 ไมครอน มีส่วนประกอบเป็นของแข็ง หรือของเหลว สามารถแขวนลอยในบรรยากาศได้เป็น เวลานานหลายวันจึงมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชากรโลกอย่างเด่นชัด ส่วนประกอบหลักที่สำคัญ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆดังต่อไปนี้

1.ผงฝุ่น เขม่าดำ(Black carbon) ซึ่งประกอบไปด้วย organic carbon และelemental carbon โดย organic carbonเกิดจากการเผาไหม้ของสารอินทรีย์ต่างๆโดยตรง และจากปฏิกิริยาทางเคมีของสารต่างๆในบรรยากาศ ส่วน elemental carbon เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงโดยตรง

2. ธาตุต่างๆทั้ง โลหะ(metal) โลหะทรานซิชั่น (transitional metal) อโลหะ (non-metal) แลนทาไนด์(lanthanides) และแอคติไนด์ (actinides)

3. สารกลุ่ม polycyclic aromatic hydrocarbons (PAHs) ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง (carcinogenicPAHs) และกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง (non-carcinogenic PAHs)

4. เกลือต่างๆ ได้แก่ เกลือคลอไรด์ ไนเตรท ซัลเฟต และแอมโมเนี่ยม

5. สารประกอบทางชีวภาพต่างๆได้แก่ เชื้อไวรัส ละอองเรณู (pollens) สารพิษจากผนังแบคทีเรีย (endotoxin) สารจากเชื้อรา (glucans) ส่วนประกอบเหล่านี้มีสัดส่วนเปลี่ยนไปบ้างตามแหล่งกำเนิดมลพิษ และฤดูกาล สารบางชนิดใช้ระบุแหล่งกำเนิดของมลพิษได้ เช่น Potassium,Nitrate, และChloride พบในฝุ่น ที่มาจากการเผาเกษตร เพราะสารเหล่านี้เป็นสารที่อยู่ในปุ๋ย และยาฆ่าแมลง สาร levoglucosan พบมากจากแหล่งกำเนิดจากการเผาป่า

6. ส่วนประกอบของมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 เหล่านี้ เป็นพิษต่อร่างกาย โดย 2 กลไกสำคัญ คือ กลไกการกระตุ้น ระบบประสาทอัตโนมัติทำให้เกิดหลอดเลือดหดตัว (vasoconstriction) และกลไกการเกิดอนุมูล อิสระที่กระตุ้นเซลล์ในเนื้อเยื่ออวยัวะต่างๆให้เกิดการอักเสบ (oxidative stress) อย่างเฉียบพลันและเรื้อรัง

7. เกิดวงจรขบวนการทำลายและซ่อมแซมเซลล์ถี่ขึ้นอย่าง ชั่วคราว หรืออย่างต่อเนื่องจนสามารถก่อให้เกิดความเสื่อมของระบบอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เกิดโรคติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงได้แก่ โรคติดเชื้อในทางเดินหายใจและปอดอักเสบ เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เยื่อบุตาและผิวหนัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคสมาธิสั้น โรคสมองเสื่อม โรคไตเสื่อม โรคเบาหวาน โรคซึมเศร้า และโรคมะเร็งปอด เป็นต้น

ภาพ : greenpeace

ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ

เนื่องจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดง เมื่อสูดหายใจเข้าไป จึงเข้าสู่เซลล์ของถุงลม ซึ่งมีจำนวนมาก จึงเกิดการอักเสบของเซลล์ต่างๆในถุงลมได้อย่างมหาศาล สารเคมีต่างๆ ที่เกิดจากการอักเสบที่เซลล์ถุงลมทะลักเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต จึงกระจายการอักเสบไปยังอวัยวะ ต่างๆได้อีกด้วย อนุภาคย่อยของมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ยิ่งมีขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะส่วนที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมครอน (PM0.1) หรือเรียกว่ามลพิษฝุ่นจิ๋ว PM 0.1 จะซึมผ่านเข้าสู่เส้นเลือดฝอยได้ง่าย เข้าสู่เซลล์ของระบบอวัยวะภายในต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และสามารถทำให้เกิดการอัก เสบของอวัยวะต่างๆได้อย่างรุนแรงนอกจากนี้ มลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 สามารถเข้าสู่สมองผ่านผนังด้านบนของโพรงจมูก กระต้นุระบบประสาทอัตโนมัติ ชนิดซิมพาเทติก (sympatheticnervoussystem) ได้โดยตรง ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดแดงหดตัว (vasoconstriction) จากทั้งกลไกการอักเสบและหลอดเลือดแดงหดตัวดังกล่าว มลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 จึงมีผลกระทบต่อทุกระบบอวยัวะของร่างกาย ผลกระทบมากหรือน้อย ขึ้นกับปัจจัยสำคัญ ดังนี้

1. ระดับความเข้มข้นของมลพิษฝุ่นละเอียดPM2.5ที่ร่างกายได้รั
2. ระยะเวลาสะสมที่ร่างกายได้รับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5
3. สัดส่วนของสารชนิดต่างๆในมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5
4. สภาวะของร่างกาย ขณะได้รับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 โดยผลกระทบต่อสุขภาพจะเด่นชัด ในเด็กเล็ก ผู้สูงวัย ผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอยู่เดิม ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ และผู้ที่มีความไวต่อมลพิษเฉพาะแต่ละบุคคลจากพันธุกรรม
5. ความเข้มข้นและปริมาณที่มลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 สามารถเข้าสู่แต่ละอวัยวะนั้นๆ ผลกระทบดังกล่าวอาจมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ยังไม่ปรากฏอาการ ไม่มีการอักเสบ ไม่ปรากฏอาการแต่มี การอักเสบแฝงในระบบอวัยวะจนเกิดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดได้ทั้งฉับพลันทันทีทันใดแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง โดยผลกระทบตามระยะต่างๆอาจทำให้เกิดโรคขึ้นใหม่ หรือทำให้โรคเดิมรุนแรงขึ้น ทำให้เซลล์ ของอวัยวะต่างๆเสื่อมจนทำให้อวัยวะทำงานเสื่อมเร็วและรุนแรงขึ้น และขบวนการทำลายและซ่อมแซม อาจทำให้เซลล์เสื่อมสภาพถาวร หรือกลายพันธ์เป็นเซลล์มะเร็ง

จากรูปที่ 1 แผนภาพพีระมิดแสดงภาพรวมของผลกระทบต่อสขุภาพอันสัม พันธ์กับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 จากสัดส่วนฐานประชากร ที่ได้รับผลกระทบ (population attributable fraction, PAF) ส่วนใหญ่สู่ฐานประชากรลดหลั่นน้อยลงตามลำดับความรุนแรงของผลกระทบ โดยฐานประชากรส่วนใหญ่ จะได้รับผลกระทบในระดับที่ยังไม่แสดงความผิดปกติทางคลินิก แต่อาจมีความผิดปกติทางสรีรวิทยา ชีวภาพหรือกายภาพ ซึ่งประชากรกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งหากสูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ต่อไปในขนาดสูง และนานขึ้น จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ที่จะแสดงความผิดปกติทางคลินิกในเวลาต่อมา ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติแบบเฉียบพลัน เกิดในระยะเวลาอันสั้นหรือเกิดในระยะยาว เมื่อมีอาการมากขึ้น คุณภาพชีวิตสัมพันธ์กับสุขภาพ(health-related quality of life) จะลดลงเกิดเป็นโรค 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองเสื่อมสภาพ หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคไตเสื่อม เบาหวาน มะเร็งปอด กลุ่มโรคติดเชื้อเฉียบพลัน เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อในทางเดิน หายใจ กลุ่มโรคภูมิแพ้ของระบบการหายใจ ของเยื่อบุตาและผิวหนัง ซึ่งโรคเหล่านี้ต้องใช้ยา รักษาหรือยาควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง หากมีโรคเหล่านี้ป็นโรคประจำตัวอยู่แล้ว โรคอาจจะรุนแรงขึ้น ควบคุมได้ยากขึ้น ใช้ยาเพิ่มขึ้นกำเริบง่ายขึ้น เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรง ถึงขั้นต้องมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน บางส่วนต้องนอนโรงพยาบาลในระยะสั้น เสี่ยงต่อการเสียชีวิตฉับพลันเพิ่มขึ้น เสียชีวิตรายวันเพิ่มขึ้น เสียชีวิตรายปีเพิ่มขึ้น และในระยะยาวประชากรเหล่านี้มีอายุขัยที่สั้นลง

รูปท่ี1พีระมิดผลกระทบต่อสขุภาพจากฝุ่นมรณะระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง

ผลการศึกษามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 พบว่ามีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมายทั้งในการศึกษาแบบทดลองในสัตว์ทดลอง (animal model experimental study) แบบทดลองผลกระทบทางคลินิกในมนุษย์ (clinical human experimental study) และการศึกษาผลกระทบต่อมนุษย์ในสถานการณ์จริงเชิงระบาดวิทยา (real-life epidemiological study) ด้วยการออกแบบเป็นการศึกษาระยะยาว (longitudinal study) และใช้สถิติมาตรฐานในการวิเคราะห์ (ได้แก่ time-series และ case-crossover methods) ทั้งระดับเมือง ระดับเขต ระดับประเทศ ระดับทวีป และระดับโลก ซึ่งผลการศึกษาสอดคล้องกันทั้งหมดว่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 มีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชากรในทุกๆประเทศทั่วโลก กล่าวโดยสรุปถึงผลกระทบจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ต่อระบบอวยัวะสำคัญหลักในการดำรงชีวิต ได้แก่ระบบการหายใจการอักเสบจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ส่งเสริมให้ระบบการหายใจมีการอักเสบมากขึ้นเป็นทวีคูณ เม่ือได้รับสารก่อแพ้และการอักเสบจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ยังทำให้ติดเชื้อ (เช่น ไวรัสไข้หวัด ไวรัสไข้หวัดใหญ่ แบคทีเรีย) ได้ง่าย และรุนแรงมากขึ้นหลายเท่า และจำนวนไม่น้อยที่เกิดการอักเสบทั้งแบบภูมิแพ้และแบบติดเชื้อผสมผสานกัน โรคสำคัญที่พบบ่อยได้แก่ การอักเสบทั้งแบบภูมิแพ้และติดเชื้อของโพรงจมูก โพรงไซนัสการอักเสบหลอดคอ กล่องเสียงและหลอดลม ปอดอักเสบ โรคภูมิแพ้ของโพรงจมูก โรคหอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ระบบหัวใจ การอักเสบและการหดตัวของหลอดเลือดจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ทำให้เกิดโรคสำคัญที่พบบ่อย ได้แก่ กล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิด จังหวะหัวใจล้มเหลวระบบหลอดเลือดความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบเส้นเลือดสมองแตก หรือตีบ (stroke) หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองเสื่อม (cerebral atherosclerosis) หลอดเลือดดำชนิดอยู่ลึกอุดตัน (deep vein thrombosis, pulmonary embolism) ระบบสมอง ได้แก่ สมองด้อยประสิทธิภาพ สมองเสื่อมสมาธิสั้น ระบบจิตประสาท ได้แก่อารมณ์แปรปรวนความผิดปกติทางจิตแบบซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย ระบบไต มีส่วนทำให้เกิดโรคไตเสื่อมสภาพเรื้อรัง ระบบต่อมไร้ท่อ มีส่วนทำให้เกิดโรคเบาหวาน หรือทำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น และมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด ดังนั้นมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 จึงเป็นมลพิษที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิต และการเจ็บป่วยทั้งแบบฉับพลัน ทั้งในระยะสั้น (acute) และทั้งในระยะยาว (long term) มีผลทำให้ช่วงอายุขัยสั้นลง (shortening lifespan) ด้วยโรคต่างๆดังกล่าว โดยการเจ็บป่วยระยะฉับพลัน และระยะสั้น อาจรุนแรงถึงกับต้องไปรับการรักษาที่แผนกฉุกเฉิน หรือต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนการเจ็บป่วยในระยะยาวเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย เรื้อรังด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อ หรือทำให้โรคไม่ติดต่อดังกล่าว มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอด จากที่ประชากรโลกส่วนใหญ่ในทุกประเทศ สูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 เป็น ระยะเวลายาวนานผลกระทบของฝุ่นมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ต่อชีวิตและสุขภาพดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ ช่วงอายุขัย (lifespan) โดยเฉลี่ยของประชากรโลก สั้นลงราว 2.9-3 ปี

ภาพ : โดรนอาสา

แหล่งกำเนิดสำคัญในประเทศไทย

โดยทั่วไปแหล่งกำเนิดมลพิษหลักมี 2 แหล่ง คือ แหล่งกำเนิดโดยธรรมชาติ (Natural source) เช่นฝุ่นจากลมพายุฝุ่นเถ้าจากภูเขาไฟระเบิดฝุ่น ควันไฟป่าโดยธรรมชาติฝุ่นละอองฝอยของ เกลือทะเล และแหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น (anthropogenic source) ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักทั่วโลก ได้แก่ การเผาผลาญเชื้อเพลิง (เช่น ยานพาหนะ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม และครัวเรือน) การเผาผลาญมวลชีวภาพ (เช่น การเผาเกษตรการเผาป่าการเผาขยะ)ซึ่งแต่ละทวีปแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศ แต่ละภาค แต่ละท้องถิ่นมีสัดส่วนของแหล่งกำเนิดที่แตกต่างกันไปได้มากแล้ว แต่ กิจกรรมกำเนิดมลพิษที่มนุษย์สร้างขึ้น

ประชากรของประเทศไทย สูดฝุ่นมลพิษและได้รับผลกระทบด้านชีวิตและสุขภาพจากฝุ่นมลพิษที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแทบทุกภาคมาอย่างยาวนานราวสองทศวรรษ แหล่งกำเนิดในเมืองใหญ่ (เมืองที่มีประชากรหนาแน่น มีการจราจรคับคั่ง และมีโรงงานหรือนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่) เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ แต่แหล่งกำเนิดหลักในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศคือการเผาชีวมวลการเกษตร ประชาชนของเมืองในพื้น ที่เหล่านี้ทำอาชีพการเกษตรเป็นสาคัญ เมื่อคิดเฉลี่ยทั้งปีพบว่าแหล่งกำเนิดหลักของฝุ่น มลพิษ PM 2.5 ที่เป็นปัญหาและมีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนมากที่สุดคือ การเผาชีวมวล (เผาซากเกษตร และไฟป่า) ไม่ใช่การปล่อยไอเสียจากการจราจรทางบก หรือจากปากปล่องโรงงาน อุตสาหกรรม ในช่วงฤดูแล้งของทศวรรษที่ผ่านมา การเผาเกษตรทวีความรุนแรงมากขี้น เรื่อยๆ (ช่วงเดือน ธันวาคม-เมษายน) เนื่องจากมีการเผาในพื้นที่เกษตรที่เพิ่มขึ้น อย่างมาก จากการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร (โดยเฉพาะอตุสาหกรรมอ้อยข้าวโพดและข้าวในทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ซึ่งยังคงปลูกพืชตระกูลยาง และปาล์มน้ำมันเป็นหลัก) และยังมีการเผาในพื้นที่ทำเกษตรพืชเชิงเดี่ยวในพื้น ที่ภูเขา บ่อยครั้งที่เกิดไฟลุกลามออกนอกพื้นที่ปลูก กลายเป็นสาเหตุสำคัญ ส่วนหนึ่งของไฟป่า (ภาคเหนือตอนบน) นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มการเผาพื้นที่เกษตรจากการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตร ในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นอีกด้วยเช่นกัน จากการส่งเสริมเกษตรพันธะสัญญาในกลุ่มประเทศ AEC (Asian Economic Community) ทำให้ในช่วงฤดูแล้งพื้นที่ทุกภาคของประเทศไทย (ยกเว้นภาคใต้) ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 จากการเผาเกษตรกันอย่างถ้วนทั่ว รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งได้รับมลพิษฝุ่นละเอียดPM2.5จากการ เผาอุตสาหกรรมเกษตรจากภูมิภาคต่างๆด้วยเช่นกัน เพราะอิทธิพลทางอุตุนิยมวิทยาส่งเสริมให้มลพิษ จากการเผาอุตสาหกรรมเกษตรจากจังหวัดปริมณฑล และจังหวัดห่างไกลโดยเฉพาะจังหวัดภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคตะวันตก รวมทั้งประเทศกัมพูชาโดยกระแสลมพัดมวลมลพาฝุ่นละเอียด PM 2.5 จากแหล่งกำเนิดเข้าสู่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลร่วมกับสภาพความกดอากาศ การกักขัง อากาศไม่มีการ ถ่ายเทเอื้อให้มลพิษฝุ่นละเอียดPM2.5 ลอยแขวนในบรรยากาศอยู่นาน ทำให้สัดส่วนแหล่งกำเนิดมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 มาจากการเผาอุตสาหกรรมเกษตรมีอิทธิพลมากกว่ามลพิษจากการจราจรหรือมลพิษ จากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม

กล่าวโดยสรุปได้ว่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ในประเทศไทย ในช่วงฤดูแล้งมีระดับที่สูง มากกว่าช่วงฤดูฝนหลายเท่า ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมืองใหญ่ และเมืองเล็กหรือเขตชนบทในทุกภาค (ยกเว้นภาคใต้) เกิดจากการเผาอุตสาหกรรมเกษตร อ้อย ข้าวโพด และข้าว เป็นหลัก ส่วน จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรจานวนมากแหล่งกาเนิดมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 มาจากการเผาเกษตรในพื้นที่ราบการเผาเกษตรในพื้นที่ป่าจนเกิดเป็นไฟป่าและการเผาป่านอกจากนี้ในหลายพื้น ที่ยังถูกซ้ำเติมด้วยการเผาอุตสาหกรรมเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง กัมพูชา เมียนม่าร์ และลาว

ภาพ : โดรนอาสา

ผลการศึกษาวิจัยผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพในประเทศไทย

ในประเทศไทย ผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของมลพิษฝุ่นละเอียดPM 2.5 ต่อสุขภาพ ยังมีน้อยนอกจากนี้ผลงานวิจัยถูกจำกัดการนำไปประยุกต์ใช้ด้วยหลากหลายปัจจัย เช่น จำนวนตัวอย่างที่ใช้ ศึกษาน้อยออกแบบการศึกษาระยะสั้น ศึกษาแบบจำกัดเฉพาะกลุ่มย่อย ขาดการศึกษาแบบทดลองขาด การศึกษาทางคลินิกที่แสดงถึงผลกระทบของฝุ่นมลพิษต่อสุขภาพโดยตรง แม้แต่การศึกษาระยะยาวเชิงระบาดวิทยา หรือการศึกษาด้วยการใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ ในการคาดการณ์ผลกระทบยังมีรายงาน จำนวนน้อยในบทความนี้ จึงขออ้างถึงผลการศึกษาระยะยาวเชิงระบาดวิทยาแบบมาตรฐานพอเป็นสังเขปเท่านั้น ในปี ค.ศ.2008 มีรายงานผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษฝุ่นหยาบPM10 ในกรุงเทพมหานครเทียบกับเมืองใหญ่ในจีน 3 เมืองที่อยู่ในเขตอบอุ่น ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และอู่ฮั่นโดย พบว่าค่าเฉลี่ยรายวันมลพิษฝุ่นหยาบPM10 ทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับจำนวนอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยของชาวกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.25 ซึ่งสูงกว่าอีก 3 เมืองอย่างเห็นได้ชัดอาจเป็นเพราะว่า ประชาชนในกรุงเทพมหานครใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านหรือนอกอาคารนานกว่า มีเครื่องปรับอากาศน้อยกว่า หรือมีปัจจัยร่วมด้านสุขภาพอื่นๆที่ทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่าอีก 3 เมืองที่อยู่ในเขตอบอุ่น

ในปี ค.ศ. 2014 มีผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยรายวันมลพิษฝุ่นหยาบ PM10 ทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับจำนวนอัตราการเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยของชาวกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 ซึ่งผลกระทบต่อการเสียชีวิตรายวันลดลงกว่าการศึกษาแรกอย่างชัดเจน อาจเพราะเป็นช่วงเวลาการศึกษาที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตของประชาชนเปลี่ยนไปจากเดิม มีการป้องกันระมัดระวังตัวเองจากปัญหามลพิษมากขึ้นเช่น มีการใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นมลพิษมากข้ึน โดยการเสียชีวิตรายวัน มาจากโรคระบบการหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับการศึกษาอื่นๆ ในการศึกษานี้ได้ยังวิเคราะห์เน้นให้เห็นชัด ว่าในฤดูร้อนและฤดูหนาวซึ่งเป็นฤดูเผา เพื่อเตรียมการปลูกหรือหลังเก็บเกี่ยวพืชเกษตร มีอัตราการเสียชีวิตรายวันที่สัมพันธ์กับค่ามลพิษฝุ่นหยาบ PM10 สูงกว่าในช่วงฤดูฝนอย่างเห็นได้ชัด

ในปี ค.ศ.2019 มีรายงานผลการศึกษาว่ามลพิษฝุ่นหยาบPM10 สัม พันธ์กับการเจ็บป่วยขั้นนอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ด้วยโรคระบบการหายใจ (ปอดอักเสบ หอบหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง)และโรคหัวใจ (โรคกล้ามเนื้อ หัวใจตายเฉียบพลันและโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด) โดยผู้สูงอายุเป็นผู้ที่ได้รับ

ในปีค.ศ.2019 ผู้เขียนได้รายงานผลกระทบของมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ต่อการผลกระทบมากที่สุด พบการเสียชีวิตของประชาชนเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยผลการศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่าทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม ของค่าเฉลี่ยรายวันของมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ1.6 ซึ่งอัตราการเสียชีวิตจากผลการศึกษานีส้อดคล้องกับผลการศึกษาที่กรุงเทพมหานคร ในการศึกษาแรกซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบของมลพิษฝุ่น หยาบ PM10 ซึ่งมีความเป็นพิษน้อยกว่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 สาเหตุ และอัตราการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กับค่าเฉลี่ยรายวันของมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม.มีดังนี้โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกำเริบร้อยละ 7.2-8.9 โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันร้อยละ 8.6 ภาวะเป็นพิษจากการติดเชื้อ (sepsis) หรือภาวะช็อกจากการติดเชื้อ (septic shock) ร้อยละ 5.7-6.1 หากนับจำนวนวันที่มีค่าเฉลี่ยรายวันของมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวัน ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด มาคำนวณหาจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันที่เพิ่มขึ้น ในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม ของปี ค.ศ.2019 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี ค.ศ.2017 และค.ศ.2018 พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตรายวัน เพิ่มขึ้นจาก 87 ราย ในปี ค.ศ.2017 เป็น 151 ราย ในปี ค.ศ.2018 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 73 และ 225 รายในปี ค.ศ.2019 หรือเพิ่มขึ้นกว่าปี ค.ศ. 2017 ถึง 158% แม้จำนวนวันที่มีค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่นละเอียด PM2.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันที่องค์การอนามัยโลกกำหนดเพิ่มมากขึ้น เพียง 10 และ 14 วัน ตามลาดับ แต่ค่าความเข้มข้นเฉลี่ยรายวันและค่าสูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก(รูปที่2กและ2ข)

ผลการศึกษาเฉพาะอำเภอเชียงดาว ที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นละเอียด PM 2.5 จากการเผาป่าและการเผาเกษตรที่สาคัญพบว่า อัตราการเสียชีวิตในชุมชนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.519 ซึ่งสงูกว่าอัตราการเสียชีวิตของ ทั้งจังหวัดกว่า 2 เท่า ทั้งนี้อาจเกี่ยวกับประชาชนในอำเภอเชียงดาว สูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ต่อวัน นานกว่าประชาชนทั้งจังหวัด เนื่องจากอาศัยอยู่ใกล้แหล่งกำเนิดมลพิษจากการเผาเกษตรและเผาป่า ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร บ้านพักอาศัยเป็นแบบเปิดโล่ง รับอากาศและมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 จากภายนอกเข้ามาในตัวบ้านได้ตลอดเวลา (open house style) ไม่มีเครื่องฟอกอากาศทำให้สูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ยาวนาน ทั้งในบ้านและนอกบ้านตลอดเวลากลางวันและกลางคืน นอกจากนี้ประชาชนอาจมีจำนวนผู้สูงวัยมีโรคประจำตัวมากกว่า มีผู้สูบบุหรี่หรือเคยมากกว่าและสูบหนักกว่าค่าเฉลี่ยของประชาชนทั้งจังหวัดส่วนการเจ็บป่วยขั้นรุนแรงจนต้องมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลได้แก่โรคปอดอุดกั้นเรื้อ รังกาเริบเฉียบพลันซึ่งสัมพันธ์กับมลพิษฝุ่นหยาบPM10และฝุ่น ละเอียดPM2.5 ปอดอักเสบในชุมชนสัมพันธ์กับมลพิษก๊าซ SO2, CO, และ O3 กลุ่มอาการหัวใจล้มเหลวสัมพันธ์กับมลพิษก๊าซ O3 กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดสัมพันธ์กับมลพิษก๊าซ NO2 และโรคเส้นเลือดสมองแตก หรือตีบเฉียบพลัน (stroke) สัมพันธ์กับมลพิษก๊าซ SO2 นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ป่วยที่นอนรับการรักษาในโรงพยาบาล ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประชาชนในชุมชนราว 4 เท่า โดยพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นร้อยละ15 ต่อทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม. ของค่าเฉลี่ยมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 รายวันที่เพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนให้เห็น ผลกระทบรุนแรงเพิ่มขึ้น อย่างมากในผู้ที่เจ็บป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในปี ค.ศ. 2016 ผู้เขียนได้รายงานความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการกำเริบของโรคหืด และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกำเริบที่ ทำให้ต้องมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้น ร้อยละ29 และ 35 ตามลำดับ ภายใน 7 วันหลังที่ค่าเฉลี่ยรายวันมลพิษฝุ่นหยาบPM10 สูงเกิน 50 มคก./ลบ.ม.ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด20 แต่ประเทศไทยกำหนดค่ามาตรฐานเฉลี่ยรายวันมลพิษฝุ่นหยาบ PM10 ที่120 มคก./ลบ.ม. ซึ่งสูงเกินกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้มาก ซึ่งหากพิจารณาอัตราการกาเริบที่ระดับเกินระดับมาตรฐานของประเทศไทยอาจทำให้เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง เพราะเห็นว่าไม่พบว่าสัมพันธ์กับการกำเริบของทั้งสองโรคดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโรคกำเริบตั้งแต่ระดับมลพิษฝุ่นหยาบPM10 เกินค่าที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไปแล้ว ในปี ค.ศ. 2019 ผู้เขียนได้รายงานผลการศึกษาผลกระทบของมลพิษฝุ่นละเอียดPM2.5 ท่ีทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และสมรรถภาพปอดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงฤดูหมอกควันเม่ือเปรียบเทียบกับในช่วงฤดูฝน

รูปท่ี2ก จำนวนผู้เสียชีวิตรายวันชาวเชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับค่าฝุ่น มรณะที่เกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (Modified from Pothirat C et al. Int.J.Environ. Health Research 2019 Oct 1:1-10)
รูปท่ี 2ข ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นรายวันค่าต่ำ-สูงสุดรายวันจำนวนวันที่ค่าสูงเกินมาตรฐานและจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันที่สัมพันธ์กับค่าฝุ่นมรณะที่เกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกเปรียบเทียบในช่วงฤดูเผาเกษตรปีพ.ศ.2560-2562 (Modified from Pothirat C et al. Int.J.Environ. Health Research 2019 Oct 1:1-10)

เกณฑ์ระดับความปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพโดยองค์การอนามัยโลก

ผลการศึกษาต่างๆทั่วโลก พบว่าไม่มีค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ที่ต่ำสุดที่ถือว่าปลอดภัย ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่องค์การอนามัยโลกได้แนะนำถึงความเป็นไปได้ ที่ประเทศต่างๆ ควรกำหนดเป้าหมายในการควบคุมและมีแผนการในการลดระดับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ลงตามลำดับ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน นำไปสู่เป้าหมายที่แนะนำองค์การอนามัยโลกได้กำหนดเป้าหมายที่แนะนำล่าสุด ในปี ค.ศ.2005 ไว้ 2 ค่าดังนี้ ค่าเฉลี่ยรายวันไม่เกิน 25 ไมโครกรัม(มคก.)/ลบ.มและค่าเฉลี่ย รายปีไม่เกิน 10 มคก./ลบ.ม22 การตั้งเกณฑ์เป้าหมายมาตรฐานดังกล่าว เป็นไปตามมติจากคณะผู้เชี่ยวชาญ ที่ร่วมกันพิจารณาตามหลักฐานงานวิจัยจากทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ ให้เหลือความสูญเสียน้อยเท่าที่จะยอมรับ และบริหารจัดการได้ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนแต่ละประเทศจะกำหนดค่ามาตรฐานของประเทศตนเองอย่างไร ขึ้นอยู่กับระดับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ของแต่ละประเทศ ความรู้ ความเข้าใจ ความตั้งใจและความจริงจัง ในการปรับปรุงคุณภาพอากาศของผู้นำ และคณะผู้บริหารประเทศใน การไตร่ตรองพิจารณาชั่งความสมดุล เรื่องชีวิตและสุขภาพกับงบประมาณการลงทุนเพ่ือปรับปรุงสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศ และทิศทางความเห็น การยอมรับของภาคการเมืองการปกครอง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ประเทศที่มีความก้าวหน้า ในการลดระดับมลพิษ สามารถพิจารณาได้จากการมีผู้นำฝ่ายปกครอง มีคำมั่นสัญญาต่อประชาคม (political commitment) ที่ชัดเจน กำหนดนโยบาย งบประมาณ แผนการดำเนินการ วิธีการดำเนินการ และการประเมินผลที่ทันต่อสถานการณ์แนวโน้มระดับมลพิษอากาศเป็นรูปธรรม นำไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีกรอบระยะเวลาการดำเนินการและการประเมินผลชัดเจน จากการศึกษาในต่างประเทศในหลายประเทศ พบว่างบการลงทุนเพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ มีความคุ้มทุนสูงมากหลายสิบเท่า และเห็นผลดีอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านชีวิตสขุภาพและเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า ควบคู่ไปกับอากาศที่มีคุณภาพได้ ตัวอย่างเช่น ประเทศจีน และสหรัฐอเมริกา

ค่าเฉลี่ยของมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 รายวัน หรือ 24 ชั่วโมง นิยมใช้ในการศึกษาวิจัย ผลกระทบต่อการสญูเสียชีวิตและสุขภาพในระยะสั้น และค่าเฉลี่ยรายปี นิยมใช้ในการศึกษาวิจัยผลกระทบต่อการสูญเสียชีวิตและสุขภาพระยะยาว ต่อการเกิดโรคเรื้อรังของระบบอวัยวะต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็ง และช่วงอายุขัยที่สั้นลง ส่วนค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ในระยะสั้นกว่า 24 ชั่วโมง หรือไม่ถึงชั่วโมง มีผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกัน ส่วนจะมีผลกระทบมากน้อย แตกต่างกันตามปัจจัยทั้ง 5 ที่กล่าวข้างต้น จึงนิยมใช้ค่ารายชั่งโมงที่ผ่านมาล่าสุด หรือนำค่ารายชั่วโมงล่าสุด ไปคำนวณกับค่ามลพิษอากาศอื่นๆ ที่สำคัญในแต่ละท้องถิ่น หรือประเทศนั้นๆ เป็นดัชนีคุณภาพอากาศ (air quality index) เพื่อใช้เตือนประชาชน ในการวางแผนบริหารความเสี่ยงในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ในชั่วโมงถัดไป

ภาพ : greenpeace

คำแนะนำหลัก สำหรับประชาชนในการดูแลตนเอง

1. ติดตามค่าดัชนีคุณภาพอากาศ ในบริเวณที่ตัวเองอยู่ หรือใกล้เคียงที่สุดเป็นระยะๆ โดยเลือกดัชนีที่สะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพ ในช่วงเวลาชั่วโมงล่าสุดเป็นสำคัญ หากไม่มีค่าคุณภาพอากาศในบริเวณใกล้เคียงที่ตัวเองอยู่การใช้เครื่องวัดค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 แบบพกพา แม้ไม่แม่นยำเท่าเครื่องมาตรฐาน แต่ได้ค่าสอดคล้องกันเป็นอย่างดี ราคาถูก มีประโยชน์ในการติดตามแนวโน้มค่ามลพิษส่วนบุคคล และสามารถร่วมกันทำเป็นเครือข่ายในพื้นที่ที่ละเอียดขึ้น (แต่มีข้อจำกัดหากวัดในที่ความชื้นสูงมาก จึงต้องหมั่นตรวจสอบและปรับค่า) ไม่ควรใช้ดัชนีคุณภาพอากาศย้อนหลังรายวัน มาใช้ในการวางแผน ดำเนินกิจกรรมปัจจุบันในชีวิตประจำวัน การใช้ค่าคุณภาพอากาศหรือค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 จากสถานีมาตรฐาน ที่ตั้งห่างไกลเกินไป สถานที่ตั้งไม่เหมาะสม และรายงานเฉพาะค่า 24 ชั่วโมงย้อนหลัง ไม่สามารถสะท้อนคุณภาพอากาศ และค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ในอากาศรอบตัวเองได้ อาจทำให้ประเมินสถานการณ์มลพิษผิดพลาด เสี่ยงต่อการเกิดผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนค่าดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพของประชาชนแท้จริง อาจไม่ใช่ดัชนีคุณภาพอากาศที่ถูกกำหนดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม และการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ตามที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น

2. ปิดประตูหน้าต่างเพื่อไม่ให้มลพิษอากาศเข้ามาสะสมในอาคาร และใช้เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง (high efficacy particulate air filter, HEPA filter) ซึ่งสามารถกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอนได้ถึง 99.7% ในอาคารที่มีขนาดเหมาะสมกับปริมาตรห้อง เช่น ห้องทำงานห้องเรียน หรือห้องที่อยู่อาศัยเป็นเวลานาน ข้อควรระวังหากปิดห้องสนิทจนอากาศภายใน และภายนอกไม่สามารถถ่ายเทกันได้ ระบบไหลเวียนอากาศไม่เพียงพอ (ทำให้รู้สึกอึดอัด ปวดหรือมึนศีรษะ อ่อนล้า) แนะนำให้เปิดพัดลมระบาย อากาศออกร่วมด้วย หรือหากไม่มีพัดลมระบายอากาศออก อาจเปิดแง้มห้องเพื่อช่วยในการระบายอากาศเป็นระยะๆ แต่สำหรับห้องที่มีร่อง หรือรอยแตกอยู่บ้างแล้ว เช่นตามขอบประตู หน้าต่าง ฝาผนังหรือพื้น ถือว่ามีการช่วยระบายอากาศอยู่บ้างแล้ว อย่างไรก็ดีไม่ว่าสภาพห้องแบบใด ควรมีเครื่องตรวจวัดค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 แบบพกพาราคาถูก เพื่อวัดประสิทธิภาพของการฟอกอากาศ และติดตามค่าในอากาศที่อยู่รอบตัวเอง (microenvironment) จนค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 หรือค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลง มาอยู่่ในระดับที่ปลอดภัยสำหรับแต่ละบุคคล

3. ควรสวมหน้ากากชนิด N-95 เมื่ออยู่นอกอาคาร หรืออยู่ในอาคารที่ไม่มีระบบ หรือเครื่องฟอกอากาศ เพราะสามารถกรองมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แต่จำเป็นต้องสวมให้ถูกวิธี โดยต้องเลือกขนาดที่ใส่ได้กระชับกับรูปจมูกและใบหน้า หากเริ่มอึดอัดหรือเหนื่อยให้ถอดออกเพียงชั่วครู่ ก็จะรู้สึกสบายขึ้น แล้วรีบสวมใหม่ ทำสลับกันไปเช่นนี้จนค่ามลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 หรือค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยกับ ตนเอง การใส่หน้ากากN95 ที่มีวาล์วระบายลมหายใจออก จะทำให้อึดอัดน้อยลงและใส่ได้นานขึ้น ไม่แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า

4. หลีกเลี่ยงการทำงาน การออกกำลังกายนอกอาคาร หรือในอาคารที่ไม่มีระบบฟอกอากาศ โดยเฉพาะการทำงานหรือออกกำลังกายอย่างหนัก และต่อเนื่องนานๆ เพราะทำให้สูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 เข้าปอด และร่างกายได้มากกว่าปกติหลายเท่า อาจทำให้โรคที่ซ่อนเร้น เช่น หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองตีบแคบอยู่แล้ว แต่ไม่ปรากฏอาการ โรคภูมิแพ้โพรงจมูก และหอบหืด ที่มีการอักเสบและมีความไวเกินของเยื่อบุต่อการถูกกระตุ้นอยู่แล้ว แต่ยังไม่ปรากฏอาการเกิดกำเริบเฉียบพลัน เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือเสียชีวิตอย่างฉับพลันได้ อาจต้องงดการทำงาน หรือออกกำลังกายขึ้นกับระดับมลพิษ PM 2.5 และคุณภาพอากาศในช่วงเวลานั้น และปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล

5.หลีกเลี่ยงการอยู่ในอาคารขนาดใหญ่ ที่ไม่มีระบบฟอกอากาศ แม้จะมีระบบปรับอุณหภูมิอากาศให้รู้สึกเย็นสบาย เช่น โรงแรม ศูนย์การค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ที่ไม่มีระบบฟอกอากาศ ภายในอาคารเหล่านี้ หากดูด้วยสายตา ก็ไม่เห็นความพร่ามัวของอากาศในอาคารจากฝุ่นมลพิษที่หนาแน่น และจะไม่ได้กลิ่นเผาไหม้ หากไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิดมลพิษ จากการเผาไหม้ ถ้าจำเป็นต้องอยู่ในอาคารดังกล่าว ควรใช้เวลาให้น้อยที่สุด และควรสวมหน้ากาก N-95 และทำตามคำแนะนำ ข้อ3

6. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงหรือโรคระบบหายใจเรื้อรัง เช่น หอบหืดปอดอุดกั้นเรื้อรัง ผู้ที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบจากการสูดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ได้เร็วกว่าคนปกติ จึงไม่ควรขาดนัดขาดยาที่แพทย์ให้ใช้ควบคุมโรค ในช่วงมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 อยู่ในระดับสูงกว่าที่องค์การอนามัยโรคกำหนด และควรหมั่นสังเกตอาการโรคกำเริบ ถ้ามีอาการกำเริบควรใช้ยา หรือรักษาเบื้องต้นตามที่แพทย์เคยแนะนำ และไปพบแพทย์โดยเร็ว หากอาการไม่ทุเลาจนเป็นปกติ

7. ผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว หรือแข็งแรง ถ้ามีอาการผิดปกติที่รบกวนชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์เช่นกัน อาการสำคัญที่ควรรีบไปพบแพทย์อย่างฉุกเฉิน ได้แก่ แน่นอก หรือเจ็บอก หรือเจ็บท้องใต้ลิ้นปี่เหมือนมีของหนักกดทับ เหนื่อยหอบผิดปกติ ปวดมึนศีรษะ ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าหรือแขนขาซีกใดซีกหนึ่งอย่างฉับพลัน มุมปากตกปากเบี้ยวพูดไม่ชัด พูดไม่ออกสับสนมองไมเ่ห็นฉับพลัน มีอาการไอแบบระคายเป็นชุด ไอมีเสียงดังหวีด มีไข้และหอบเหนื่อย เป็นต้น

8. สวมแว่นตาขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันดวงตาจากมลพิษ ใช้น้ำเกลือมาตรฐานล้างตา หรือใช้น้ำตาเทียม หยอดตาหากรู้สึกระคายเคืองตา

9. ใช้น้ำเกลือล้างจมูกเมื่อมีอาการคัดแน่นจมูก หรือมีมูกเมือกในโพรงจมูก เพื่อล้างเมือกมูกเมือก และฝุ่นหยาบ ลดอาการคัดจมูก หรือกลั้วคอ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ แต่การใช้น้ำเกลือล้างจมูก ไม่สามารถล้างฝุ่นละเอียดออกจากเยื่อบุโพรงจมูกได้ เพราะฝุ่นละเอียดเหล่านี้ จะซึมซับเข้าในผนังเยื่อบุและเส้นเลือดฝอย ทันทีที่สูดเข้าไป

10.ไม่เป็นผู้ก่อมลพิษเอง หรือเลี่ยงการก่อมลพิษเท่าที่จำเป็น ไม่ก่อมลพิษในอาคาร ได้แก่ ไม้กวาดในอาคารควรใช้เครื่องดูดฝุ่น หรือใช้ผ้าเปียกชื้นเช็ดถู ไม่สูบบุหรี่ ไม่จุดเตาหุงต้ม ไม่ก่อสร้างต่อเติมหรือทาสีอาคาร ไม่ก่อมลพิษนอกอาคาร ได้แก่ ไม่เผาทุกชนิดในที่โล่ง ไม่สูบบุหรี่ ไม่ใช้รถโดยไม่จำเป็น และไม่ใช้รถดีเซลหรือรถควันดำ

ภาพ : โดรนอาสา

บทสรุป

มลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 เป็นมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุกคามชีวิตและสุขภาพของมวลมนุษยชาติทุกประเทศทั่วโลก มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่มวลมนษุยชาติไม่ค่อยร่วมมือใส่ใจจริงจัง ในการลดระดับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตามที่องค์การอนามัยโลกกำหนด เนื่องมาจากประชากรที่เพิ่มขึ้น และอยู่อาศัยกันหนาแน่นขึ้น มีการพัฒนาการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น ทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและการคมนาคมที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง อุตสาหกรรม การเกษตรที่มีการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ และเพื่อทำลายซากเกษตร ตลอดจนการเกิดไฟป่าทั้ง จากน้ำมือมนุษย์ และจากภัยธรรมชาติ แม้ในประเทศที่พัฒ นาแล้ว และมีรายได้สูง จะประสบความสำเร็จในการลด หรือชะลอการเพิ่มขึ้นระดับมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 เพิ่มขึ้นหลายประเทศ โดยในช่วงระยะเวลาสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการใช้เชื้อเพลิงคุณภาพสะอาด และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่ออตุสาหกรรมการผลิตที่เกิดมลพิษฝุ่นละเอียด PM 2.5 น้อยลง แต่ประเทศที่กาลังพัฒนา ที่มีรายได้น้อย-ปานกลาง ยังคงขาดแคลนอุตสาหกรรมการผลิต ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาดและเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่กลับมีการเร่งการผลิตสูงขึ้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระยะสั้น ทำให้ในภาพรวมมลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 จึงมีแนวโน้มที่จะยังคงครองตำแหน่งมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการคุกคามชีวิตและสุขภาพของมวลมนุษยชาติดังกล่าว ต่อไปอีกยาวนาน เว้นแต่ทุกประเทศร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในการสร้างสมดุลของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนรุักษ์ธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีเขียว (greeneconomy) เพื่อการพัฒนาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนเหมือนที่หลายประเทศประสบความสำเร็จมาแล้ว อย่างคุ้มค่ากับการลงทุน ในการพัฒนาแบบเศรษฐกิจสีเขียวดังกล่าว

โดย ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์
หน่วยวิชาโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้
ภาควิชาอายรุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่

>>ดาวน์โหลดไฟล์ PDF<<

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin