สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

รัฐใช้งบฯ แก้ไฟป่าฯ คุ้มแค่ไหน กลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อน”หยุดสร้างวาทกรรม และมองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง”

(09 ก.ค. 63) สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมสรุปบทเรียน การจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน (ไฟป่า) และจัดทำแผนฟื้นฟูและปกป้องฐานทรัพยากร เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ณ ศูนย์นวัตกรรมการจัดการที่ดิน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยมีชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกว่า 50 คน จาก 49 ชุมชน ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน และน่าน ภายใต้การทำงานของศูนย์สนับสนุนชุมชนสู้ไฟป่า นำโดยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาลมหายใจเชียงใหม่  และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ช่วงหนึ่งในวงเสวนาสถานการณ์ไฟป่ากับการจัดการทรัพยากร นายชัชวายล์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาฝุ่นควัน ทุกคนได้รับผลกระทบ และเราทุกคน ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสร้าง “ปัญหาฝุ่นควันจึงเป็นเรื่องของเราทุกคน” ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน ที่ได้ร่วมทำงานกับพี่น้องเครือข่ายชาติพันพันธุ์ และแกนนำในมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มาจนถึงวันนี้ ยังพูดได้เต็มปาก ว่า “คนอื่น ยังไม่เข้าใจเรา โดยเฉพาะภาครัฐ ที่ยังมองต่าง และตรงข้ามกับเรา” หลายอย่าง การทำงานของภาคประชาชน เน้นอนุรักษ์ ห้ามตัด ห้ามล่า ห้ามเผา บางพื้นที่ เป็นวิถีชีวิต การอยู่ กิน ใช้ประโยชน์ และรักษาแบบอนุรักษ์ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ แต่ภาครัฐกลับใช้กฎหมายป่าไม้ และอุทยานฯ ตีกรอบห้ามไม่ให้คนไปยุ่งเด็ดขาด ทั้งที่ชุมชนจำนวนมาก อยู่มาก่อนจะมีประกาศแนวเขตป่าขึ้นมาและทับพื้นที่ชุมชน จึงกลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้อย่างสุดชีวิต เพื่อปกป้องสิทธิ์ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาหลายอย่างวันนี้ เริ่มเห็นแนวทางในการแก้ ที่ค่อยๆดีขึ้น

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

“เรากับสู้กับชุดความรู้ ที่ชี้ว่า พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นจำเลยของสาเหตุไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่เราให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แม้กระทั่งยอมให้กระทบกับวิถีชีวิต ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า บางคนบางหน่วยงาน ยังมองเราเป็นฝ่ายตรงข้าม เห็นเราเป็นคู่ขัดแย้ง ขณะที่คนอื่น (คนในเมือง) ก็มองว่าเรื่องของเรา เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะเขาไม่ได้มาอยู่กับธรรมชาติแบบเรา แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ เราสามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นระบบได้ ว่าเราอยู่กับธรรมชาติอย่างไร เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งแค่ไหน และมีการจัดการธรรมชาติอย่างอย่างยืนอย่างไร จากนี้เราจะต้องไม่สู้ตามลำพังอีก ต้องให้เขามามีส่วนร่วม รับรู้ คิด และวางแผนการจัดการอย่างยั่งยืน ทำให้เรื่องของเราเป็นเรื่องของเขาด้วย และที่สำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถยกระดับความรู้ของเรา ให้เป็นความรู้สาธารณะได้ จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” นายชัชวาลย์ กล่าว

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

อาจารย์อภินันท์ ธรรมเสนา นักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า หนึ่งในงานที่กำลังทำ คือการทำให้ไร่หมุนเวียน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งประสบความสำเร็จแล้ว ในการขึ้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ  ก้าวต่อไปคือคาดหวังให้เป็นมกดกวัฒนธรรมของโลก ซึ่งเส้นทางไม่ได้ง่ายเลย เพราะเสียงเรายังดังไม่พอ ที่จะทำให้ผู้มีอำนาจเข้าใจเราได้ ซึ่งก็ได้พยายามสร้างกลไกลการสื่อสาร ให้ทราบว่าไร่หมุนเวียน ดีอย่างไร แต่ภาพจำของหลายคน ยังติดอยู่ที่กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของฝุ่นควันจากการเผาป่า ทั้งที่ความเป็นจริง เราสามารถควบคุมได้ ทั้งพื้นที่ และช่วงเวลาที่เหมาะสม เกิดควันน้อยที่สุด ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งแนวทางในการสื่อสารปีนี้ เราจะชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่ผู้ทำลายป่า แต่เรารักษาและอนุรักษ์ป่า จากภูมิปัญหาของชาวบ้านในการตัดการตนเอง ซึ่งเห็นตรงกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ว่าถ้าเรามีแผนการจัดการที่ดีจากการมีส่วนร่วม ไฟป่าและฝุ่นควันมันสามารถลดได้จริง ซึ่งจะนำไปโต้เถียงกับภาครัฐและมีผู้มีอำนาจในระดับนโยบายได้ โดยตลอดช่วงของการร่วมกันก้าว จะทำให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็งขึ้น รักพื้นที่ของตนเองมากขึ้น

นายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี แอดมินโพควา โปรดักชั่น หนึ่งในทีมสื่อสาร ของศูนย์สนับสนุนชุมชนสู้ไฟป่า บอกว่า ช่วงที่เชียงใหม่เกิดไฟป่าอย่างหนัก เมืองถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควัน PM 2.5 เวลานั้นเกิดคำถามในสังคม ว่าใครเผากันแน่ หนึ่งในนั้น คือกลุ่มชาติพันธุ์ ก็คือเรา  การที่เราอยู่ในพื้นที่ เข้าใจบริบทปัญหา จึงมองว่าสื่อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยบอกเล่าเรื่องราวของเรา ของบ้านเรา ให้คนอื่นๆได้รู้ หลายคนที่พอจะสื่อสารได้ ต่างช่วยกันถ่ายภาพและรายงานสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ของตนเองออกมา การมีพื้นที่ในการสื่อสาร ทำให้ทุกคนเริ่มได้เห็นภาพการทำงานอย่างสุดความสามารถของชาวบ้าน และหลายคนต้องกลับบ้านแบบร่างไร้วิญาณ เพื่อปกป้องผืนป่าและลมหายใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าน่ามันได้ช่วยสะท้อนกับสังคม และตอบคำถามที่หลายคนเคยสงสัยได้บ้าง ว่าเรา ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ คิดและกำลังทำอะไรอยู่

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

ขณะที่ช่วงท้ายของการพูดคุย ได้เปิดให้ชาวบ้าน ได้สะท้อนและแลกเปลี่ยน หลายคนเห็นตรงกันว่า ต้องการลบวาทกรรม ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน นโยบายการแก้ปัญหาฝุ่นควันของภาครัฐ ที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง เป็นการคิดแทน ชี้สั่งให้ชาวบ้านทำ ตีกรอบความคิดทั้งหมด ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านเข้าไปมีร่วม ไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำจะกระทบวิถีชีวิตของชาวบ้านหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤติ ขระเดียวกันหลายคนยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงการใช้งบประมาณของภาครัฐต่อการแก้ปัญหา ว่าคุ้มค่าหรือไม่ และมีความยั่งยืนแค่ไหน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนายังเห็นตรงกันอีกว่า อยากให้มีการฝึกอบรมการผลิตสื่อ และเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้าน ได้สื่อสารเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งจากคนในชุมชน คนภายนอก เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ให้ได้ทราบข้อเท็จจริง และรู้ว่าจะต้องเริ่มแก้จากจุดไหน/

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น
Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin