สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

วิเคราะห์ จังหวัดแชมป์เผา 2563 ทำไมต้อง แม่ฮ่องสอน

โดย ทีมข่าว WEVO สื่ออาสา

หากถามว่าจังหวัดไหนของภาคเหนือที่มีปัญหาไฟป่าไฟไหม้และมลพิษฝุ่นมากสุด คำตอบนั้นยากจะตอบได้ง่ายๆ เพราะขึ้นกับปัจจัยและมุมมอง แม้กระทั่งสถิติของจุดเผาไหม้หรือ Hot Spot ดาวเทียมแต่ละระบบก็ไม่เหมือนกัน ยังมีสถิติอื่นที่ต้องพิจารณาร่วมคือ ขนาดพื้นที่จังหวัดและร่องรอยการเผาไหม้จริง

รายงานการวิเคราะห์ชิ้นนี้ ให้ผลว่า จังหวัดภาคเหนือที่มีการไหม้หนักหน่วงสุดได้แก่แม่ฮ่องสอน รองลงมาคือ ลำพูน และลำปางตามลำดับ การเรียงลำดับเช่นนี้อาจจะไม่ตรงกับรายงานการจัดลำดับของราชการที่สังคมคุ้นเคย

#ภาคเหนือตอนบน คือแชมป์ประเทศไทย

ในฤดูแล้งประเทศไทยมีการเผาไหม้ในที่โล่งทั้งที่ป่าที่โล่งและที่เกษตรกรรมจำนวนมากทุกปีในทุกภูมิภาค โดยภาคที่มีปัญหาการเผามากที่สุดก็คือภาคเหนือ สถิติจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่า ข้อมูลดาวเทียม Terra/Aqua ระบบ MODIS พบจุด ความร้อนสะสมทั้งประเทศไทย ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 จำนวนทั้งสิ้น 26,308 จุด โดยส่วนใหญ่เกิดจุดความร้อนสะสมสูงสุดในพื้นที่ ภาคเหนือตอนบน จำนวน 7,779 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 6,678 จุด ภาคเหนือตอนล่าง จำนวน 6,331 จุด ตามลำดับ

เฉพาะภาคเหนือตอนบน มีจุดความร้อนมากกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งภาค!

#เชียงใหม่แชมป์ฮอตสปอต

สถิติจุดความร้อนสะสม (Hot Spot) จากระบบดาวเทียม Terra/Aqua ระบบ MODIS ในช่วง 5 เดือนแรก ของภาคเหนือตอนบน (รวมตาก) 9 จังหวัดเรียงลำดับจากมากไปน้อย ปรากฏดังนี้

  • ระบบ MODIS ลำดับหนึ่ง – เชียงใหม่ 2,155 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับสอง – แม่ฮ่องสอน 1,497 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับสาม – ตาก 1,377 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับสี่ – เชียงราย 942 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับห้า – น่าน 848 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับหก – ลำปาง 692 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับเจ็ด – แพร่ 429 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับแปด – พะเยา 346 จุด
  • ระบบ MODIS ลำดับเก้า – ลำพูน 314 จุด

หากใช้สถิตินี้เชียงใหม่จะเป็นแชมป์เผาประจำปีของภาคเหนือ รองลงมาคือ แม่ฮ่องสอน และ ตาก

นอกจากการวัดด้วยดาวเทียมระบบ MODIS แล้ว GISTDA ยังมีการตรวจวัดด้วยดาวเทียมระบบ VIIRS ที่ละเอียดกว่า ซึ่งก็พบว่าลำดับการเกิดจุดความร้อนรายจังหวัดก็ไม่แตกต่างกัน กล่าวคือ

  • ระบบ VIIRS ลำดับหนึ่ง – เชียงใหม่ 21,658 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับสอง – แม่ฮ่องสอน 16,607 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับสาม – ตาก 14,842 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับสี่ – ลำปาง 8,556 จุด (เลื่อนจาก MODIS ลำดับหก)
  • ระบบ VIIRS ลำดับห้า – น่าน 7,523 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับหก – เชียงราย 7,391 จุด (ระบบ MODISอยู่ลำดับสี่)
  • ระบบ VIIRS ลำดับเจ็ด แพร่ 5169 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับแปด พะเยา 3929 จุด
  • ระบบ VIIRS ลำดับเก้า ลำพูน 3180 จุด

#ปัญหาของฮอตสปอต ไม่สอดคล้องกับไหม้จริง

แต่อย่างไรก็ตามปัญหาของการใช้จุดความร้อน หรือ Hot Spot มาเป็นตัวชี้วัดปัญหาไฟป่าการเผาและมลพิษฝุ่นควัน pm2.5 เพียงปัจจัยเดียว ยังไม่สามารถบ่งชี้สภาพปัญหาที่แท้จริงได้ เนื่องจาก ดาวเทียมมีข้อจำกัดที่สามารถถ่ายภาพจุดความร้อนได้แค่วันละ 2 รอบ รอบดึกราวๆ ตีหนึ่งตีสอง และรอบเที่ยง ประมาณบ่ายโมง-บ่ายสอง ดังนั้น หากมีการเผาในช่วงเวลาที่เหลือและดับไปก่อน ดาวเทียมก็ไม่สามารถนับเป็นจุดความร้อน

ในทางปฏิบัติตลอดหลายปีมานี้ ผู้เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนและเกษตรกรทราบถึงข้อจำกัดของดาวเทียม หลายแห่งจึงเลือกที่จะเผาแปลงเกษตรหรือเผาป่าโซนที่ต้องการในช่วงประมาณบ่ายสามโมงเป็นต้นไป หากมีการจัดการที่ดีดับสนิทก่อนค่ำ พื้นที่เผาจุดดังกล่าวจะไม่มีในรายงาน ไม่เพียงเท่านั้นการเผาในป่าบางแห่งเป็นการคุลามกินพื้นที่ไปเรื่อย หากเป็นป่าทึบมีไม้ใหญ่อาจไม่มีเปลวไฟขนาดใหญ่เพียงพอให้ดาวเทียมตรวจจับ

ที่ผ่านมาหน่วยงานของรัฐใช้มาตรการประกาศวันห้ามเผา และใช้สถิติจุดความร้อน (hot spot) เป็นเป้าหมายความสำเร็จ ในทางสถิติตัวเลขบางจังหวัดสามารถควบคุมจุดความร้อนได้ดี แต่ข้อเท็จจริงในระดับพื้นที่ยังมีการเผาและขนาดของมลพิษเกินมาตรฐานอยู่เช่นเดิม

#Burnt Scars แม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ลำปาง เกินล้านไร่

     ดังนั้นสถิติจุดความร้อนจากดาวเทียมจึงควรเป็นเพียงข้อมูลประกอบส่วนหนึ่ง ยังต้องอาศัยข้อมูลชุดอื่นประกอบเพื่อให้ได้ภาพจริงของปัญหา ซึ่งนั่นก็คือ ภาพถ่ายพื้นที่เผาไหม้ (burnt scars) GISTDA ได้ทำสถิติพื้นที่เผาไหม้จากภาพถ่ายดาวเทียม Landsat-8 ออกมาพบว่าภาคเหนือตอนบน มีขนาดร่องรอยการเผาเป็นจำนวนไร่ เรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้

ลำดับหนึ่ง แม่ฮ่องสอน จำนวน 1,786,194 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 22.36%

ลำดับสอง ตาก จำนวน 1454741 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 13.45%

ลำดับสาม เชียงใหม่ จำนวน 1,384,078 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว.10.05%

ลำดับสี่ ลำปาง 1,340,402 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 17.17%

ลำดับห้า น่าน จำนวน 827,926 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 10.89%

ลำดับหก ลำพูน 561,461 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 20.06%

ลำดับเจ็ด เชียงราย 473151 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 6.54%

ลำดับแปด แพร่ 423,133 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว.10.44%

ลำดับเก้า พะเยา 364,385 ไร่
คิดเป็นสัดส่วนต่อพื้นที่รวมทั้งจว. 9.42%

#แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปางแชมป์เผาภาคเหนือประจำปี ‘63

การตรวจวัดพื้นที่ถูกเผาไหม้ เป็นร่องรอยที่ปรากฏบนพื้นควรจะใช้เป็นเครื่องบ่งชี้ความสำเร็จของมาตรการแก้ปัญหา แทนการใช้ Hot Spot หรือจุดความร้อนที่สามารถหลบเลี่ยงได้ และสถิติของปี 2563 ที่ผ่านมา บ่งบอกว่าบางจังหวัดที่มีจุดความร้อนน้อย ไม่ได้หมายถึงจะเกิดพื้นที่เผาไหม้น้อยตามไป ในทางกลับกัน บางจังหวัดที่มีจุดความร้อนน้อยกลับมีพื้นที่เผาไหม้สูงสุดเป็นล้านไร่ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกันเองของตัวชี้วัด ไม่เพียงเท่านั้น พื้นที่รวมของจังหวัดแต่ละจังหวัดก็มีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน  การคำนวณกลับเป็นสัดส่วนการเผาไหม้ต่อพื้นที่รวมอาจทำให้สังคมมองเห็นความสามารถในการบริหารจัดการไฟของแต่ละจังหวัดได้ชัดเจนขึ้น

การจัดลำดับจังหวัดที่มีสัดส่วนพื้นที่เผาไหม้ (5เดือน) ต่อพื้นที่รวมของจังหวัดประจำปี 2563 โดยการคำนวณของ WEVO สื่ออาสา ได้ผลเรียงลำดับดังนี้

การเผาต่อพื้นที่รวมลำดับหนึ่ง แม่ฮ่องสอน รองลงมาคือลำพูน และลำปาง ลำดับสี่ได้แก่จาก ลำดับห้าน่าน ลำดับหกเชียงใหม่ ลำดับเจ็ดแพร่ ลำดับแปดพะเยา และลำดับสุดท้ายที่มีสัดส่วนการเผาต่อพื้นที่น้อยสุดได้แก่เชียงราย เป็นจังหวัดที่สามารถกล่าวว่าบริหารจัดการไฟได้ดีในแทบทุกมิติการชี้วัด

โดย ทีมข่าว WEVO สื่ออาสา

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin