สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

วัด ต้นไม้ และลมหายใจ วางอนาคต กำหนดทิศทาง สร้างพื้นที่สีเขียว

14 กันยายน 2563 ฝ่ายวิชาการและนโยบาย สภาลมหายใจเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ทบทวนการแก้ปัญหา และคิดกลไกการขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ต้องเผชิญกันทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนธันวาคม ถึงปลายเดือนเมษายน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.ชยันต์  วรรธนะภูติ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ (ฝ่ายวิชาการฯ)  สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่ง คือการเผาเพื่อจัดการเชื้องเพลิงเพลิงทางการเกษตร ทั้งประเทศไทย และเพื่อนบ้าน แล้วลมพัดเข้ามาหาเรา แต่ปัญหาหลัก คือ เรายังคงวนเวียนอยู่กับมายาคติ คนที่เผชิญปัญหา มักจะมองว่า “ปัญหามาจากผู้อื่น” อย่างเช่น คน(ใน)เมือง มักจะพูดกันว่า คนบนดอยเผาป่า เพราะต้องการหาของป่า ล่าสัตว์ ทั้งที่คน(ใน)เมืองเอง หมายถึงเราทุกคน ก็ล้วนเป็นต้นเหตุจากการใช้รถยนต์ทุกๆวัน และปริมาณของการใช้รถยนต์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน 

“ปัญหาที่เผชิญอยู่ คือความไม่รู้ ต้องยอมรับว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ยังไม่มีความรู้เพียงพอ ถึงสาเหตุ ว่าฝุ่นควันมาจากไหน ลำพังจะให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชาวบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่การบริหารจัดการของราชการ ยังมองที่การดับไฟเป็นหลัก เมื่อผู้กำหนดนโยบายก็ไม่รู้ จึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด กลายเป็นการออกคำสั่งจากส่วนกลาง แล้วมอบหมายลงมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการ การแก้ปัญหาจึงยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และบางครั้งจังหวัดเองมีแผนการจัดการที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลลงพื้นที่ ก็มองและให้ทำอีกแบบ แผนที่เคยคุยก็ล้มเลิกไป ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่าย และมีเป้าหมายเดียวกัน คือลดให้ได้ พร้อมๆกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว” ดร.ชยันต์  กล่าวฯ

พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า จากการนำเสนอของสื่อ ภาพที่ทุกคนเห็น คือจุดความร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่นควัน ขึ้นสีแดงทั้งแผนที่ เชื่อว่าคนจำนวนมาก และเป็นส่วนใหญ่ พากันคิดว่าเป็นฝีมือของพี่น้องบนดอย ประเด็นหลัก คือยังไม่มีการอธิบายให้เข้าใจจริงๆ ว่ามาจากสาเหตุไหน การสื่อสารจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

“เพราะคนในเมืองเอง เขาก็มั่นใจว่าเขาไม่ได้เผา เขามีกฎหมายห้ามเผาในที่โล่งบังคับอยู่ จึงตราหน้าว่า มาจากคนบนดอย จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างที่เราทราบ อยากให้สภาลมหายใจเชียงใหม่ ช่วยสื่อสาร อธิบาย และถ่ายทอดให้คนในเมืองฟังด้วย ว่าทุกคนก็ล้วนมีส่วนในสาเหตุเช่นกัน สำคัญที่สุด ทุกคนก็ต้องช่วยกันหาวิธีเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันด้วย เพราะต่างก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบ” พระครูพิพิธสุตาทร กล่าว

อ.วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์ภูมิสถาปัตย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาจารย์ป้อง วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์ภูมิสถาปัตย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอข้อมูล ต้นไม้ของเมืองในหุบเข้า บางประเด็นของการใช้พืชพรรณเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน  ในช่วงหนึ่งระบุว่า วัฎจักรของฝุ่น คือล่องลอยในอากาศ แล้วไปเกาะอะไรบางอย่าง เมื่อมีน้ำมาชะล้าง ก็จะไหลลงสู่ดิน ซึ่งพบว่าใบไม้ สามารถเกาะจับฝุ่นได้เป็นอย่างดี การปลูกต้นไม้เพื่อดักฝุ่นจึงเป็นไปได้ แต่จะปลูกอะไร จึงจะเหมาะสม และจะดูแลต่ออย่างไร คือเรื่องใหญ่

“ต้องยอมรับว่า กระแสการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ และกำลังมีการทำกัน จำนวนไม่น้อย ปลูกเป็นอีเว้นท์  ปลูกแล้วจบ ไม่ได้มีการดูแลต่อเนื่อง สุดท้ายต้นไม้ตาย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ และเป็นมาโดยตลอด ทั้งที่การดูแลให้เขารอดและอยู่ได้นานที่สุด เป็นเรื่องที่ควรคิดและวางแผนเป็นลำดับแรก ไม่ใช้คิดแค่ต้องการปลูก ขณะที่การเลือกพรรณไม้มาปลูก ก็จำเป็นต้องสอดคล้อว และเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ด้วย” อาจารย์วรงค์ กล่าว

อาจารย์ป้อง ยังบอกอีกว่า บทบาทวัดในการเป็นพื้นที่สีเขียว มักจะถูกเบียดบังโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ พระเองก็ไม่รู้ว่าอีก 20 ปี วัดจะพัฒนาไปทางไหน การออกแบบผังวัดล่วงหน้า 20 ปี อาจจะเป็นเฟสๆ จะช่วยให้วัดเดินทางไปในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ สัดส่วนพื้นที่สีเขียวกับอาคาร มักก็จะถูกควบคุมด้วยผัง ใครจะเอาอะไรมาถวายก็กางผังดู ว่าวัดยังขาดสิ่งไหน อายุต้นไม้ก็จะอยู่ได้นานขึ้น “วัด จึงสำคัญมาก สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ คือต้องทำให้วัด เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ราคาแพงๆ หรือต้นตามความเชื่อ แต่อาศัยร่วมเงาไม่ได้ ภายใต้บริบททางวัฒนธรรม”

พระมหาอินสอน คุณวุฑโฒ  ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ 

อาจารย์พระมหาอินสอน คุณวุฑโฒ  ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์  ระบุว่า ในช่วงวิกฤติฝุ่นควันที่ผ่านมา ในพื้นที่มีการประชาสัมพันธ์ รับซื้อเศษใบไม้จากชุมชน มาทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกองเพื่อลดฝุ่นควัน โดยได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้ามาอบรมให้ความรู้ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 2 เดือน  ขณะเดียวกันก็มีการทำเตาเผาเศษกิ่งไม้ด้วยเตาใบโอชาร์ แบบไร้ควันในราคาประหยัด สิ่งที่เห็นได้ชัด คือเมื่อชาวบ้านทราบข้อมูลว่ามีวิธีการแบบนี้อยู่ ช่วยให้เกิดความตระหนักรู้ ทำให้ช่วงวิกฤติฯที่ผ่านมา ในชุมชนไม่มีการเผา หรือแอบเผาช่วงกลางดึก เมื่อในอดีตอีก

“เราเผชิญมาหลายปี เป็นแชมป์โลกซ้อนก็หลายปี ตอนนี้การเผาในช่วงวิกฤติ กลายเป็นเทศกาลประจำปีไปแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากชาวบ้านไม่มีทางออก เชื่อแนวทางการจัดการเศษใบไม้และกิ่งไม้แบบไร้มลภาวะ เป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดฝุ่นควัน ที่เราสามารถทำได้ และทำได้เลย ซึ่งเรากำลังทำเป็นชุมชนต้นแบบ ขยายไปใน12 ทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่นั้น เรากำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย และจะทำกันตลอดทั้งปีด้วย” อาจารย์พระมหาอินสอน กล่าวย้ำ

ในช่วยท้ายของการเสวนา มีการเปิดให้พระนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ อปท. ในเขตตำบลสุเทพ และผู้เข้าร่วมฯ ได้นำเสนอแนวคิดและวิธีปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยน โดย พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) กล่าวสรุปว่า พร้อมจะเป็นสื่อกลาง ในการประสาน เปิดเวทีให้มาแลกเปลี่ยน และขยายผล แนวคิดวิธีการที่เหมาะสม ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin