สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

สถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

สถานการณ์ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอเเม่เเจ่ม

ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวโน้มลดลง จากเดิมมีประมาณ 120,000 ไร่ ลดลงเหลือประมาณ 85,000 ไร่ ในปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งมาจากปัจจัยด้านราคาที่ทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าไม่คุ้มกับต้นทุน เนื่องจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีต้นทุนการผลิตที่สูงมาก ในปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ราคารับซื้อเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของแหล่งรับซื้อในท้องถิ่นอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 6-7 บาท จากเดิมอยู่ที่ราคาประมาณ 5 บาท ในมุมมองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดถือว่าราคาดีขึ้น ประกอบกับนโยบายการประกันราคาของรัฐ หากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ในปี พ.ศ. 2564 พื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอำเภอแม่แจ่มช่วงต้นฤดูฝนที่ใกล้จะมาถึงนี้อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สูง (ภูเขา) ในอำเภอแม่แจ่มกว่าร้อยละ 90 มีอาชีพและรายได้จากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่ายและใช้น้ำน้อย ส่วนอีกกว่าร้อยละ 10 มีอาชีพและรายได้จากการรับจ้างและค้าขาย และเกษตรที่อาศัยอยู่บริเวณเนินภูเขาและที่ราบกว่าร้อยละ 60 มีอาชีพรายได้หลักจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และอีกกว่าร้อยละ 40 มีอาชีพและรายได้จากการปลูกและขายพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าว หอมแดง กระเทียม ถั่วเหลือง ฟักทอง เป็นต้น เนื่องจากใกล้น้ำแม่แจ่ม ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสายหลักในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เกษตรกรที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าวจึงต้นทุนด้านทรัพยากรน้ำที่ดีกว่าเกษตรกรที่อยู่บนพื้นที่สูง

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นที่นิยมอย่างมากในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกแล้วการันตีว่าขายได้แน่นอน เพราะมีความต้องมากในตลาดอุสาหกรรมอาหาสัตว์ จึงเป็นทางเลือกที่น่าดึงดูด ประกอบกับในพื้นที่ก็พร้อมไปด้วยแหล่งจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา ฯลฯ ที่หาซื้อได้สะดวก แม้ไม่มีทุนมากพอก็มีแหล่งทุนเงินกู้ทั้งจากรัฐและเอกชนที่พร้อมอำนวยความสะดวกให้อย่างเป็นระบบครบวงจร

ต้นทุนการผลิตสูงที่แลกมากับปัญหาหนี้สิน

          ต้นทุนในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีปริมาณที่สูงมาก เมื่อคำนวณบวกลบต้นทุนกำไรแล้วเกษตรกรต้องแบกรับสภาพการขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ข้อเท็จจริงนี้สามารถวิเคราะห์ต้นทุนและค่าใช้จ่ายของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้

  1.  ค่าเช่าที่ดิน ในกรณีที่เกษตรกรไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ราคาค่าเช่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อไร่/ต่อปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของที่ดิน
  2. ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด มีตั้งแต่ราคาถุงละ 800-1,200 บาท ถุงละ 10 กิโลกรัม ยิ่งราคาแพงยิ่งเป็นการการันตีว่าอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย โดยเฉลี่ย 1 ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดประมาณ 10 ถุง
  3. ค่าปุ๋ย(เคมี) ปุ๋ยเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในกระบวนการปลูก เพื่อให้ต้นข้าวโพดมีความสมบูรณ์และให้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานตามที่โรงงานผู้รับซื้อต้องการ ในหนึ่งฤดูการผลิตเกษตรกรจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกข้าวโพดประมาณ 3-4 ครั้ง ต้นทุนครั้งละประมาณ 1,500 บาทต่อไร่
  4. ค่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลง เมื่อต้นข้าวโพดเริ่มโตและติดฝัก ฝักและเมล็ดข้าวโพดเป็นอาหารของเหล่าแมลงสัตรูพืช เกษตรกรจำเป็นต้องฉีดพ้นสารเคมีเพื่อกำจัดแมลงไม่ให้กัดกินผลผลิตของตนเสียหาย
  5. ค่าสารเคมีคุมกำเนิดหญ้า เกษตรกรใช้สารเคมีชนิดนี้หลังจากการฉีดพ้นสารเคมีสำหรับกำจัดสัตรูพืช เมื่อมีการหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลงปลูก เกษตรกรก็จะฉีดยาคุมกำเนิดหญ้าเพื่อไม่ให้ต้นหญ้าหรือวัชพืชเจริญเติบโตแย่งสารอาหารจากปุ๋ยที่หว่านบำรุงต้นข้าวโพดในแปลง
  6. ค่าแรงหรือค้าจ้างแรงงาน ในปัจจุบันแรงงานในระดับครอบครัวเหลือน้อยมาก วัยรุ่นหนุ่มสาวในพื้นที่ไม่นิยมทำการเกษตร ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่ขาดแคลน จำเป็นต้องจากแรงงานจากคนนอกพื้นที่และแรงงานต่างด้าวในแต่ละกระบวนการเพราะปลูกไปจนถึงกระบวนการเก็บผลผลิต ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

เราไม่สามารถคำนวณต้นทุนที่แท้จริงออกมาเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้ เนื่องจากพื้นที่การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรแต่ละคนนั้นมีปริมาณพื้นที่ที่ไม่เท่ากัน และเงื่อนไขในการเลือกส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนการปลูกและเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน แต่จากข้อมูลที่กล่าวมาก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงต้นทุนในทุกกระบวนการผลิตที่เกษตรกรจะต้องจ่ายสูงมากเพื่อจะได้มาซึ่งเมล็ดข้าวโพดที่จะนำมาขายกิโลกรัมละ 6-7 บาท เกษตรกรที่เป็นเจ้าของไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากไม่ได้นำต้นทุนในการผลิตทั้งหมดเหล่านี้มาคำนวณกับราคาเมล็ดข้าวโพดที่ขายได้มาหลักกลบกับต้นทุนที่ตนต้องจ่าย จึงไม่แปลกที่จะประสบกับปัญหาการขาดทุนและปัญหาหนี้สินที่วนเวียนอย่างไม่จบสิ้น

ทำไมเกษตรกรในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มถึงยังคงปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่?

วงจรหนี้สินของเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

          เมื่อวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้ว พบว่าเกษตรกรขาดทุนและติดอยู่ในวงจรหนี้สินจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เหตุใดที่ทำให้เกษตรกรเหล่านี้ยังคงเลือกที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อไปถึงแม้จะขาดทุนก็ตาม

คำตอบที่ได้ คือ ในระบบเกษตรการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือเงินทุนหมุนเวียนในระบบ เมื่อเกษตรกรมีความต้องการที่จะทำการเกษตรและปลูกพืชเศรษฐกิจที่ภาครัฐส่งเสริม โดยมีมาตรการการประกันราคาการรับซื้อผลผลิต คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการปลูก “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” เพราะโรงงานผู้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจะรับซื้อเมล็ดข้าวโพดจากเกษตรกรเกือบร้อยเปอร์เซ็น “ข้าวโพดที่ปลูกขายได้ทุกเมล็ด” เนื่องจากเมล็ดข้าวโพดมีความต้องการอย่างมากในระบบอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ทั้งนี้ราคาที่เกษตรกรขายได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลผลิตโดยมีความชื้นเป็นตัวแปรในการกำหนดราคารับซื้อ

การเข้าถึงแหล่ง(ขาด)ทุน

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น เป็นทางเลือกที่ที่จะทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น สถาบันทางการเงินของรัฐที่สนับสนุนและส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายด้านสินเชื่อให้กับเกษตรกรและกลุ่มสหกรณ์การเกษตรทีมีความประสงค์จะกู้ยืมเงินไปลงทุนในการทำการเกษตรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาที่ยุ่งยากและซับซ้อน

ในกรณีที่เกษตรกรต้องการเป็นผู้ยืมกู้เอง ตามเงื่อนไขจำเป็นจะต้องมีผู้ค้ำประกันในสัญญากู้ยืม สหกรณ์เพื่อการเกษตรที่เกษตรกรเป็นสมาชิกอยู่ในฐานะนิติบุคคล สามารถเข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันให้กับเกษตรกรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น เกษตรกรจะต้องซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการเกษตรจากสหกรณ์ เป็นต้น

และในกรณีที่เกษตรกรกู้ยืมเงินกับสหกรณ์การเกษตรที่เกษตรกรเป็นสมาชิก สหกรณ์เหล่านี้มีแหล่งทุนสนับสนุนจากสถาบันทางการเงินของรัฐ โดยสินเชื่อส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนและอีกส่วนหนึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำการเกษตร เงื่อนไขการชำระหนี้คืนนั้นเกษตรกรสามารถเลือกได้ 2 ทาง คือ ชำระเป็นผลผลิต และ/หรือ ชำระเป็นเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย

การเข้าถึงแหล่งทุนที่ง่ายของเกษตรกรเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรหนี้สิ้นในอนาคต เมื่อมีค่าต้นทุนในการผลิตที่สูงประกอบกับราคาขายที่ขาดทุนส่งผลให้เกิดภาวะหนี้สินซ้ำเติม การดิ้นรนแสวงหาแหล่งทุนอื่น ๆ เพื่อนำมาอุดรอยรั่ว จากทั้งสถาบันทางการเงินของเอกชนและแหล่งทุนนอกระบบยิ่งซ้ำเติมให้เกษตรกรในพื้นที่ประสบกับปัญหาหนี้สินหนักขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามแม้เกษตรกรจะมีปัญหาหนี้สินรัดตัว พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีถัดไป สถาบันทางการเงินเหล่านี้ก็พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกด้านทุน(เงินกู้)ให้แก่เกษตรกรเสมอ หากเกษตรกรให้เหตุผลในการกู้ยืมว่า “จะเอาเงินไปลงทุนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” แม้จะมีหนี้สิ้นเดิมที่ค้างชำระก็ตาม เกษตรกรไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าเพราะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาได้เงินทุนมาบริหารค่าใช้จ่ายชีวิตให้ตนเองและครอบครัวในฤดูการเพราะปลูกถัดไป เป็นวงจรอย่างนี้ไม่รู้จบสิ้น

ผลกระทบด้านปัญหาสิ่งแวดล้อม จากกระบวนการการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกได้ปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงปลายเดือนเมษายนของทุกปี โดยการใช้ไฟเผาพื้นที่ไร่ข้าวโพดเก่าของปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาที่เศษตอซังข้าวโพดและวัชพืชแห้งสนิท โดยเฉพาะพื้นที่สูงนิยมใช้วิธีการเผา เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดต้นทุนในการผลิต ส่วนพื้นที่ราบและเนินเขามีการเตรียมพื้นที่เพราะปลูกด้วยการเผาเช่นกัน มีเพียงส่วนน้อยที่เตรียมพื้นที่การเพราะปลูกด้วยวิธีไถพรวน การใช้ไฟเผาในช่วงที่เชื้อเพลิงแห้งสนิทมีผลให้เศษวัชพืชถูกกำจัดได้ดีและฟื้นกลับมาในช่วงฤดูฝนได้น้อย ช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในส่วนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ฉีดพ้นในพื้นที่แปลงข้าวโพด

การใช้ไฟในการเผาพื้นที่แปลงเกษตร เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันสะสมในอากาศ ซึ่งเป็นมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง หากเป็นการเผาในพื้นที่แปลงเกษตรขนาดใหญ่ ปริมาณของฝุ่นควันที่สะสมอยู่ในอากาศเหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับสภาพของภูมิอากาศและทิศทางของลมก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะพัดพานำเอาฝุ่นควันเหล่านนี้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วย

ปัญหาการชะล้างและการสูญเสียพื้นที่หน้าดิน

การไถพรวนเพื่อเตรียมพื้นที่ในการปลูกข้าวโพด แม้จะมีข้อดีในการช่วยลดมลพิษทางอากาศ โดยการไม่ใช้ไฟในการเผาและไม่ก่อมลพิษฝุ่นควัน แต่ก็มีข้อเสียอื่น ๆ ที่เกษตรกรในพื้นที่สะท้อนให้เห็นในอีกแง่มุม คือ การไถพรวนมีต้นทุนค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การไถพรวนในพื้นที่ 1 ไร่ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 800 บาท และทำได้เฉพาะพื้นที่ราบ การไถพรวนทำให้หน้าดินฟู เมื่อถึงฤดูฝนต้องประสบกับปัญหาการชะล้างของหน้าดินตะกอนดินไหลไปตามทางน้ำแม้จะเป็นพื้นที่ราบก็ตาม

ทุก ๆ ฤดูฝน แหล่งน้ำในที่ลุ่มของอำเภอแม่แจ่มจะมีปริมาณของตะกอนทรายเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากการชะล้างของหน้าดินจากพื้นสูงที่มีการทำเกษตรที่เปิดหน้าดินเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ในขณะเดียวกันพื้นที่ราบเชิงเขาก็ประสบกับปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรที่มีการไถพรวนให้ดินร่วนฟู เมื่อหน้าดินถูกน้ำฝนชะล้างจะเกิดความเสียหายและพังทลายของหน้าดิน ตะกอนดินจากการชะล้างและพังทลายเหล่านี้จะไหลไปตามกระแสน้ำและไปร่วมกันที่แม่น้ำและแหล่งน้ำ ส่งผลให้แหล่งน้ำในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มตื้นเขินด้วยตะกอนทรายทับถม

ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ

ขั้นตอนในการเตรียมพื้นที่และการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มอาบชุ่มไปด้วยสารเคมีจากภาคการเกษตรในปริมาณที่เข้มข้น เนื่องจากคุณภาพแร่ธาตุอาหารของดินมีน้อย เพราะผ่านการทำการเกษตรมาเป็นระยะเวลานานขาดการพักและฟื้นฟู ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีเพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นในดินให้พืชที่ปลูกได้ผลิตที่ดีตามความต้องการของตลาด

ในช่วงปลายเดือนเมษายน เกษตรกรจะใช้ไฟในการเผาพื้นที่แปลงเกษตรกำจัดเศษวัชพืชเพื่อเตรียมการเพราะปลูก หลังจากที่ฝนตกลงสู่พื้นผ่านไป 1 ครั้ง เกษตรกรจะฉีดพ้นยาฆ่าหญ้าเพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชเกิดใหม่ในพื้นที่การเพาะปลูก และหลังจากที่ฝนตกในพื้นที่การเพาะปลูกผ่านไป 2-3 ครั้ง เกษตรก็จะเริ่มหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลง หลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลงในแปลงแล้ว เกษตรกรจะฉีดพ้นยาคุมกำเนิดหญ้าทั่วพื้นที่การเพาะปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชเติบโตแย่งสารอาหารจากปุ๋ย เมื่อต้นกล้าของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์งอกได้ความสูงประมาณ 10 เซนติเมตร เกษตรกรจะเริ่มใส่ปุ๋ยรอบแรก ต้นข้าวโพดโตได้ประมาณ 20-25 เซนติเมตร เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกรอบที่สอง ต้นข้าวโพดโตได้ประมาณ 50-80 เซนติเมตร เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยในแปลงปลูกรอบที่สาม และเมื่อต้นข้าวโพดเริ่มจะติดฝัก เกษตรจะทำการใส่ปุ๋ยอีกเป็นรอบสุดท้าย รวมแล้วใส่ปุ๋ยทั้งหมด 4 รอบ

ก่อนจะเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรกรจะฉีดพ้นยาฆ่าหญ้าทั่วแปลงปลูกข้าวโพดอีกหนึ่งครั้ง เมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต เกษตรจะนำเอาผลผลิตไปขายให้กับนายทุนผู้ตั้งโรงงานรับซื้อผลผลิตใกล้แหล่งปลูกหรือสหกรณ์เพื่อการเกษตรที่ตนเป็นสมาชิก ซึ่งราคาที่ขายได้จะต่ำกว่าราคาที่ประกาศรับซื้อหน้าโรงงานอยู่ประมาณ 1-2 บาท

(หัวข้ออะไรดี?)

จากข้อมูลข้างต้นก็พอแสดงให้เห็นภาพได้ชัดเจนถึงรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปจนถึงขั้นตอนก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตว่ามีการใช้สารเคมีในพื้นที่มากเพียงใด สารเคมีเหล่านี้นอกจากจะตกค้างในต้นข้าวโพดแล้ว ยังตกค้างอยู่ในพื้นดิน ระเหยเป็นไอล่องลอยในอากาศ หากมีฝนตกลงมาในพื้นที่สารเคมีบางส่วนก็จะไหลลงไปรวมกันที่แหล่งน้ำในพื้นที่ ส่งผลให้คุณภาพของน้ำลดลงปนเปื้อนไปด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำและส่งผลกระทบยังระบบนิเวศของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรแวดล้อมยังพื้นที่นั้นด้วย

ปัญหาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากพิจารณาอย่างละเอียดจะพบว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และไม่อาจโทษเกษตรกรว่าเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มปาก เพราะในขณะเดียวกันหากเราตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้มีส่วนสนับสนุนให้เกิดปัญหาดังกล่าว ก็จะพบว่าการบริโภคของเรามีผลโดยตรงต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจที่สนับสนุนให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันความต้องการปริโภคเนื้อสัตว์ของมนุษย์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารมนุษย์และสัตว์เติบโตตามไปด้วย แต่กลับไม่มีมาตรการศึกษาและแก้ไขปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากนโยบายนี้อย่างจริงจัง พฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปและการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพต้องแลกมาด้วยกับความสูญเสียอย่างมหาศาล ของคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ลดลง ความเจ็บป่วย สวัสดิการที่ต่ำกว่ามารฐาน คุณภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต

ดาวน์โหลดไฟล์https://breathcouncil.org/สถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยง/

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin