สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

เชียงราย ไม่หยุด ตั้งวงคุย จับมือแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน

20 ก.ค. 63 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยน ในการสัมมนาทิศทางการจัดการป่าไม้ ที่ดิน การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจัวหวัดเชียงราย โดยมีกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน แทนสภาองค์กรชุมชน แกนนำชุมชน เครือข่ายภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และนักวิชาการ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยน

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการเชียงใหม่ ระบุว่า วิกฤติฝุ่นควันที่ผ่านมาภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท จากฝุ่นควัน pm 2.5 ที่กำลังกลายเป็นฤดูกาลใหม่ ของภาคเหนือ หลายปีก่อนหน้านี้ คนเชียงใหม่ได้เพียงแค่บ่น โทษกันไปมา ถึงขั้นล่ารายชื่อไล่ผู้ว่าฯ แต่ก็พบว่าปัญหาไม่ได้ทำถูกแก้ และต้องวนเวียนเผชิญกับวิกฤตินี้ทุกปี

“14 ปีมานี้ การแก้ปัญหาของภาคราชการ เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีการตั้งคณะกรรมการแต่สุดท้ายก็หาย เพราะมองว่าเป็นอุบัติภัย จบปีนี้ปีหน้าเอาใหม่ สั่งการจากบนล่างว่าห้ามเผา แต่ก็แก้ไม่ได้ โทษกันไปโทษกันมา ชัดเจนที่สุด คือโทษชาวบ้าน คนทำต้องเป็นคนแก้ และขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ปัญหาที่หนักขึ้นทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ภาคธุรกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ วันนี้เราต้องร่วมมือกัน ให้เกิดการแก้ปัญหาที่ต่อเนื่อง มีแผนระยะยาว แก้ทุกต้นเหตุ ทั้งในเขตป่า อุทยาน พื้นที่เกษตร ชุมชน รถยนต์ โรงงาน ก่อสร้าง และเพื่อนบ้าน” ประธานฯสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุ

นายชัชวาย์ ยังได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสภาลมหายใจเชียงใหม่ ที่หลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาชน NGO นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน ซึ่งล้วนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ เข้ามาร่วมกันทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยมีภาคราชการให้การสนับสนุน ทำให้เริ่มมีทิศทางการทำงานที่ชัดเจนขึ้น
“เราตั้งธงเอาไว้ว่า จะเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือ คาดหวังว่าจะแก้ปัญหานี้ให้ได้ใน 10 ปี สิ่งที่ทำจะไม่ใช่แค่ Event แต่จะ Movement แบบมีทิศทางและตรงจุดด้วย ลำพังเชียงใหม่จังหวัดเดียวแก้ไม่ได้” นายชัชวาย์ กล่าวย้ำ

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ และประธานสภาลมหายใจเชียงราย กล่าวว่า หนึ่งในการขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ที่สำคัญ คือ ร่าง พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่อความสะอาดของอากาศ หรือ พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแววดล้อม ได้รับเรื่องและอยู่ระหว่างการปรับแก้ ก่อนจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี อีกทางหนึ่งหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเครือข่าย ได้ยื่นรายชื่อ 12,000 รายชื่อ ต่อที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อยื่นเสนอฯ ต่อประธานรัฐสภา ซึ่งคาดว่าภายในปีนี้ จะผ่านสภาผู้แทนราษฎร ก่อนจะส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณาต่อตามลำดับ

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ และประธานสภาลมหายใจเชียงราย

“ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำให้เกิดการขับเคลื่อนและแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด และเป็นหนึ่งในความหวังของทุกคน ที่จะมีอากาศสะอาดหายใจ แต่จะสำเร็จได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ พลังของแต่ละคน วันนี้ต้องทบทวนตัวเอง ว่าเราคือหนึ่งในต้นตอของปัญหา แล้วจะมีวิธีแบบไหน ในการลดและไม่สร้าง ในนามประธานสภาลมหายใจจังหวัดเชียงราย และประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ พร้อมจะขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน และทุกจังหวัด เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้ได้” ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ ระบุ

นายประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จังหวัดเชียงราย

นายประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน จังหวัดเชียงราย ระบุว่า สภาองค์กรชุน 144 แห่ง ใน 18 อำเภอ ตอนนี้มีการกำหนด 3 แผนใหญ่ร่วมกัน ซึ่งการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันเป็นหนึ่งในนั้น ภายใต้การทำงาน ของคณะกรรมการเครือข่ายป่าชุมชน ที่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้มาก โดยมองตรงกันว่า การบริหารจัดการป่าและไฟป่า ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน หมดเวลาโทษกันไปโทษกันมา ต้องเปลี่ยนความขัดแย้ง ให้เป็นความร่วมมือให้ได้ เบื้องต้นเตรียมจะผลักดันสร้างพื้นที่ต้นแบบ ให้ได้ผู้ที่สนใจเข้าไปได้ศึกษาเรียนรู้ ขณะเดียวกันจะอาสา เชื่อมความร่วมมือ กับภาคราชการ และภาคธุรกิจ ให้สนับสนุนการชุมชนหรือตำบลที่มีความพร้อม และจะเป็นองค์กรนำร่อง ลงไปปฏิบัติการในพื้นที่ร่วมกับชุมชน สภาองค์กรชุมชน ทั้ง 144 แห่ง

นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย

ด้าน นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงราย ระบุว่า วันนี้ต้องยอมรับว่าไฟป่า เกิดจากคน 100% และฝุ่นควัน 2.5 ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ มีการระบุยืนยันอย่างชัดเจนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แม้จะไม่ส่งผลทันทีแต่จะมีผลในระยะยาว ประชาชนจำเป็นจะต้องกลัวและตระหนักกับปัญหานี้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หนึ่งในปัญหาใหญ่ คือฝุ่นควันข้ามแดน ที่ผ่านมาส่วนราชการไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการพูดคุยกับทางเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและเมียนมาไปแล้ว ส่วนหนึ่งที่ยังแก้ไม่ได้ คือเกิดในพื้นที่ของชนกลุ่มน้อย ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ ขณะเดียวกันยังยอมรับว่า ขาดกำลังพล อุปกรณ์ไม่มี งบประมาณไม่ได้ เป็นเพียงข้ออ้าง ว่าเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการทำงาน นอกจากนี้การถ่ายโอนอำนาจมาให้ท้องถิ่น แต่ไม่มีงบประมาณ ยังกลายเป็นปัญหาจากความบริหารที่ผิดพลาดของภาครัฐ ที่ต้องเร่งแก้ไขและสร้างความชัดเจน

“วันนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ลำพังแต่ราชการ แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องร่วมมือกัน มองเห็นปัญหาด้วยความเข้าใจ และขับเคลื่อนให้เกิดแผนการแก้ปัญหาในทุกระยะ และทำอย่างต่อเนื่อง” นายสรัชชา กล่าวฯ

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin