สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

เวทีเสนอทางออกแก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควันเชียงใหม่

26 กันยายน 2563 อธิบดีกรมป่าไม้ คณะอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สภาลมหายใจจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ธกส. และภาคประชาสังคม ร่วมประชุมนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน ทั้งในด้านปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน การป้องกันไฟป่า การจัดการเชื้อเพลิง การสร้างแรงจูงใจในการมีส่วนร่วม และการสนับสนุนของเครือข่ายความร่วมมือ ณ ห้องประชุมบัวเรศ คำทอง ชั้น 5 ตึกสำนักงานมหาวิทยาลัย 2 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ในส่วนของคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ของมช.เอง มีภารกิจที่สำคัญอยู่หลายด้าน ยกตัวอย่างภารกิจที่มชรับมาจากทางจังหวัดเชียงใหม่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้เข้าพบท่านอธิการ เพื่อขอให้ทางเราช่วยวางระบบการจัดการเชื้อเพลิง ตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเราก็ได้หารือกับทางผู้ปฏิบัติงาน คืออบจ.และหลายๆท่านที่เกี่ยวข้อง ว่ามันจะต้องมีการวางระบบหลายขั้นตอน ยกตัวอย่างเช่นว่าจะต้องมีการทำโมเดล วัดคุณภาพอากาศ เพื่อจะบอกได้ว่าอีก 3 วัน 5 วันข้างหน้าเนี่ยจะเป็นอย่างไร มี PM 2.5 สูงไหม ซึ่งเราจะใช้ในเรื่องของอัตราการระบายอากาศในแนวดิ่ง เป็นตัวตัดสินว่าเราควรจะจัดการเชื้อเพลิงในช่วงนั้นหรือไม่ แต่ในช่วงที่ผ่านมามันอาจจะไม่ทันสถานการณ์หมอกควันในช่วงที่ผ่านมาคาดว่าปีที่จะถึงเราน่าจะทำงานในส่วนนี้ได้ในส่วนของจังหวัดเองจะดูแลเฉพาะพื้นที่เกษตร เพราะฉะนั้นในพื้นที่ป่า ถ้าจะมีการจัดการเชื้อเพลิงร่วม ในส่วนของภาควิชาการด้วยจะมีประโยชน์ น่าจะได้ผลมากขึ้น โดยพื้นที่นำร่องที่ได้มีการพูดคุยกันไปแล้ว คือทางตำบลแม่ทา ที่เมื่อกี้พูดถึง มีตัวแทนของสปก. สำนักนโยบายนายกรัฐมนตรีร่วมกับทาง ทางวิชาการก็คือมช.เข้าไป ก็คือส่วนหนึ่งของโครงการนี้ 

อีกเรื่องหนึ่งก็คือนวัตกรรม นวัตกรรมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 ซึ่งทางมชก็ได้ทำเรื่องนี้มา พอสมควรแล้ว และที่เรากำลังพัฒนาคือหน้ากากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่จะต้องไปดับไฟป่าไม่เหมาะกับการใช้หน้าธรรมดา n95 ปกติก็เอาไม่อยู่ ต้องมีเรื่องของระบบเพิ่มเติม เรื่องของ ventilation ความเย็น น้ำหนัก เป็นเจ้าของโครงการในการทำหน้ากากตัวนี้

คณะกรรมการขับเคลื่อนเต็มที่ คือสิ่งที่เรียกว่า ซีมิลโมเดล เป็นการทำงานร่วมกับพื้นที่ โดยมีพื้นที่นำร่องในป่าอนุรักษ์ พื้นที่อุทยาน เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ทำร่วมกับจังหวัดด้วย โดยเราเลือกพื้นที่บ้านป่าตึงงาม ที่ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว เป็นพื้นที่นำร่อง ที่จะนำเอาองค์ความรู้ต่างๆ ที่ ทาง มช.มีเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อที่จะลดการเกิดไฟ ในช่วงฤดูหมอกควันให้ได้มากที่สุด อันนี้ก็คือตัวอย่างของ แผนงานที่มช. ได้ขับเคลื่อน

ายไพรัช ใหม่ชมภู รองนายก อบจ.เชียงใหม่  ระบุว่า ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ได้ร่วมหารือกับกลุ่มย่อยประมาณ 6 ครั้ง กลุ่มย่อย คือ คณะทำงานด้านป่าไม้และที่ดินในพื้นที่ป่า ภายใต้คณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่แบบบูรณาการและมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่แต่งตั้ง กับทางสภาลมหายใจเชียงใหม่ อปท. และพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จที่ผ่านมา หารือกัน 6-7 ครั้งลงเวทีพูดคุย ในเรื่องการทำแผน ควบคุมไฟป่าในระดับ หมู่บ้าน และระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแบ้ว 8 แห่ง ข้อสรุปที่พวกเราได้สรุปเรื่องร่วมกันเบื้องต้น คิดว่าการควบคุมฝุ่นควันไฟป่า คำตอบน่าจะอยู่ที่หมู่บ้าน หมู่บ้านหมายถึงคณะกรรมการหมู่บ้าน และพี่น้องหมู่บ้านที่เขาเป็นจิตอาสา นี่เป็นคำตอบที่คณะลงพื้นที่ 3-4 เดือนที่ผ่านมา เราก็มาคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไร จึงหาวิถีทางที่จะสนับสนุนหมู่บ้าน ปกติแต่ละหมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จ ต้องการเงินสดๆ ก่อนฤดูไฟ เพื่อที่จะไปทำแนวกันไฟต่างๆให้เรียบร้อย แล้วตอนที่เผชิญกับไฟป่าก็จะมีเรื่องของค่าตอบแทน อาหารการกิน ของหน่วยลาดตระเวน ที่ผ่านมาเวลาไฟเกิดขึ้นแล้วเราก็สมทบกันบริจาคบ้าง เอกชนบ้างรัฐบาลบ้าง วิ่งบริจาคกันอาหารนี่เยอะแยะ ขอเป็นเงินดีกว่า  นี่คือความต้องการของเขา พวกเราก็มาหารือกันต่อ ว่าเราจะสนับสนุนหมู่บ้านอย่างไร ก่อนฤดูไฟช่วงมกราคม ก็ไปหาตัวเลขแต่ละหมู่บ้าน ที่ผ่านมาเขาเก็บเงินเป็นหลังคาหมู่บ้าน เป็นครัวเรือน บางแห่งก็เอาพื้นที่ป่า ที่หมู่บ้านนั้นดูแล อาจจะเป็น 5,000 ไร่ แล้วเอาประชากรหมู่บ้านหาร ก็ตกเก็บไร่ละ 3-4 บาท ที่แม่วิน เนาะ ความมีเสน่ห์ของพี่น้องประชาชน ประมาณ 30,000 ถึง 50,000 บาท ค่าใช้จ่ายที่เขา แบบประหยัดที่สุดจำกัดจำเขี่ย ไปสมทบกับเงินที่เขามีอยู่ที่เขาเก็บเป็นรายครัวเรือน ถ้าเรายื่นงบตรงนี้ไปให้เขา น่าจะเป็นกำลังใจ ไปต่อยอดสิ่งที่เขาทำ เราก็เลยจัดทำข้อมูลหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ 2,066 หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในเขตอปท. คือ เทศบาล อบต. 210 แห่ง สำหรับอบจ.นี่เป็น อปท.ระดับข้างบนพี่ใหญ่ เพราะฉะนั้น 2,066 หมู่บ้านในเชียงใหม่ หมู่บ้านที่ดูแลป่าที่มีพื้นที่ป่าประมาณ 1,800 ตอนนี้กำลังทำข้อมูล 1,800 หมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านมีพื้นที่ป่าที่ดูแลเท่าไหร่ เอาข้อมูลตรงนี้ออกมาก่อนให้เป็นข้อมูลสาธารณะ แต่ละหมู่บ้านอาจจะแตกต่างกันขนาดเล็กขนาดใหญ่ เราก็จะมาหางบประมาณสนับสนุน งบประมาณมาจากไหนครับมาจากองค์กรท้อง ถิ่นในพื้นที่อบตเทศบาล บางแห่งเขาเตรียมไว้แล้ว อบจ.ก็เตรียมไว้แล้ว ถ้าซัก 30,000 บาท อบจ.น่าจะรับผิดชอบได้ซัก 500 หมู่บ้าน ที่นี้สภาลมหายใจ องค์กรเอกชน บริษัทร้านค้าในเชียงใหม่ ใครจะมาบริจาค ขอให้จองหมู่บ้านเลย มกราคมต้องให้เสร็จ ถ้าเป็นอย่างนี้มันจะเป็นระบบ ถ้าแนวทางนี้ปีนี้ลงไปอย่างนี้ทุกหมู่บ้าน

“ลองดูซิว่าไฟป่าจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ถ้าลดลงจากปีก่อนๆแสดงว่าวิธีการนี้ได้ผล หลังจากเสร็จงานก็ประเมิน ทางวิชาการก็ลงไปเก็บข้อมูล ที่นี้เป็นห่วงว่าบางหมู่บ้านเขาไม่ทำอะไรเลยแล้วเขาได้เงิน ไม่เป็นไร 100 หมู่บ้านอาจจะเอาจริงเอาจัง 80 หายไป 20 ก็ไม่เป็นไร เอาส่วนดีไปแล้วที่เหลือก็จะตาม ” นายไพรัช ระบุ

นายเดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ  ระบุว่า จากการสะกัดรายละเอียดสิ่งที่ชุมชนร่วมกันทำและใกล้เคียงกัน  มีอยู่ 8 ประเด็น คือ

1.การมีขอบเขตการรับผิดชอบที่ชัดเจน เป็น commitment ของชุมชน ที่จะต้องมีขอบเขตรับผิดชอบ การจัดการไฟป่า

2.มีกติกาที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น ก็จะเป็นเรื่องสำคัญว่ากติกาในการ ดูแลการใช้ประโยชน์และการ แยกแยะว่าตรงไหนจะใช้ไฟ ตรงไหนจะไม่ให้เกิดไฟตรงไหน กติกาก็จะเกิดขึ้น และที่สำคัญ 

3.กติกาต้องเป็นผลจากการตัดสินใจร่วมกันของคนในชุมชน เพื่อให้เกิดการยอมรับกติกานั้นๆ ไม่ใช่เป็นการที่ใครเขียนก็ไม่รู้ จะเป็นเรื่องการปลูกฝังความรับผิดชอบในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ของแผ่นดินในระยะยาว ถ้าเป็นกติกาที่มาจากการตัดสินใจร่วมกัน 

4. ต้องมีระบบติดตามตรวจสอบอย่างชัดเจน อันนี้ก็ชัดเจนนะครับเราประสานงานกับกรมป่าไม้ว่า ในจุดเริ่มต้นเราจะเอา burnt scar มาตรวจสอบว่าหมู่บ้านนี้เคยมีพื้นที่เผาไหม้เท่าไหร่ แล้วมาร่วมกันจริงๆจังๆ มี burnt scar และ hot spot ควรจะต้องลดลงและดีกว่าเดิม ไม่ใช่ไปจัดการแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็คิดเรื่องระบบติดตามและตรวจสอบ ว่าถ้าจะจัดการเชื้อเพลิง มีระบบติดตามโดยภาพรวม ความกดอากาศเป็นอย่างไร มีเรื่องระบบติดตามตรวจ สอบค่อนข้างชัด 

5. คือเรื่องการฝ่าฝืน บทลงโทษคงจะค่อยเป็นค่อยไปคงไม่ใช่การจับเพื่อที่จะเข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรมเลยมีการตักเตือนมีการลงโทษตามระเบียบกติกาของชุมชนในเรื่องที่ 5 ก็จำเป็นเพราะจะทำให้รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้มีกฎกติกาชุมชนก็จะได้รู้ว่านี่คือกฎของหมู่บ้านจะฝ่าฝืนไม่ได้เป็นการลงโทษเพื่อย้ำว่ายังมีกฎกติกา

6. คือเวลาเกิดความขัดแย้งก็จะมีกลไกในการระงับความขัดแย้ง 

7. นี้สำคัญครับการรับรองสิทธิ์โดยชอบจากหน่วยงานภาครัฐซึ่งตอนนี้เรามีพรบ.ป่าชุมชน เรามีคทช. เรามีพรบ.อุทยาน เรามีการออกเทศบัญญัติท้องถิ่น ทำข้อบัญญัติท้องถิ่นซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญ ว่าเวลาการขับเคลื่อน ที่ทางอบจพยายามทำอยู่ ชอบไม่ชอบในวิธีงบประมาณ สตงก็จะมาตรวจอีก เพราะฉะนั้นคิดว่าการรับรองโดยชอบในมิติ ทรัพยากรระเบียบงบประมาณ ก็เป็นเรื่องสำคัญ 

และ 8. คือการเชื่อมโยงกับหน่วยงาน อื่นๆอย่างเป็นระบบ การเชื่อมโยงกับคนในเมืองการเชื่อมโยงกับภาคีธุรกิจ

ซึ่งในระยะตั้งหลักนี้ เราอาจจะเข้มแข็งบ้างไม่เข้มแข็งบ้าง แต่เราจะสะสมความสำเร็จ ในระยะยาวต่อไป 

ในส่วนที่ 2 การคิดโจทย์เรื่องระยะยาว การใช้พื้นที่เกษตรเชิงเดี่ยวให้เป็นระบบเกษตรที่เป็นมิตร กับระบบนิเวศ เป็นเรื่องระบบปลูกป่า เป็นเรื่องการเปลี่ยนระบบเกษตรเชิงเดี่ยว ไปส่งเสริมระบบน้ำ ระบบโคกหนองนาโมเดลหรือ ระบบสร้างป่าสร้างรายได้ อันนี้ก็จะเป็นจุดหนึ่งที่จะลดการใช้พื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ไปสู่การใช้พื้นที่ที่เหมาะสมมากขึ้นอันนี้ก็จะมีโจทย์ย่อย 2 อันก็คือว่าภายใต้กระบวนการนี้ โจทย์ทางท้องถิ่นก็คือว่า ท่านอธิบดีก็จะรู้อยู่แล้วว่าทำอย่างไรเราจะเพิ่มสปีด ในเรื่องการสำรวจ ที่อยู่ที่อาศัยที่ทำกิน เพื่อให้ดำเนินการตามโครงการ คทช.ให้เร็วมากขึ้น เพราะตอนนี้ กรมป่าไม้เองก็ได้รับงบประมาณค่อนข้างจำกัด แล้วทำให้การเดินหน้าเรื่องนี้น้อย เชียงใหม่มีงบดำเนินการประมาณเฉลี่ยนปีละ 30,000 กว่าไร่แต่ว่า พื้นที่เป้าหมายในเขตกรมป่าไม้มีอยู่ 1 ล้าน 6 แสนไร่ Speed มันช้ามันใช้เวลา 54 ปี ทางอบจ.กับท้องถิ่นก็หารือกันว่าภายใต้พรบ. เรื่องภาษีและสิ่งปลูกสร้าง ที่ออกมาใหม่ที่ให้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินการ “ผมก็เคยนำเรียนท่านอธิบดีว่า เราจะทำรูปธรรมข้อสำคัญในเรื่องนี้ให้เร็ว รวมถึงการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์พืชที่ไม่เหมาะสม ไปสู่ระบบวนเกษตรหรือสวนป่า ทางอาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ ท่านคณบดีช่วยแลกเปลี่ยน เพื่อจะสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน ” นายเดโช กล่าว

นายสมพล อนุรักษ์วนภูมิ นายก อบต. บ้านทับ อ.แม่แจ่ม ระบุว่า ทำงานแก้ปัญหาไฟป่ามาตั้งแต่ปี 48 ดูแล้วในพื้นที่ของท้องถิ่น แม่แจ่ม 1,700,000 ไร่ พื้นที่ทำกิน 400,000 ไร่ ประชากร 6 หมื่น แยกย่อย ตำบลผล 2 แสนกว่าไร่ ประชากร 6 พันกว่าคน พบว่าพื้นที่ทำกิน ไหม้น้อยสุด แต่ข้างๆ เป็นป่า มากที่สุด 90 จุด ประเด็นอยู่จรงนั้น หัวใจอันหนึ่ง  มีกฎหมายหลายตัวอยู่ จะปลูกก็ปลูกไม่ได้ แต่ถ้าไฟป่ามาก็ให้ชาวบ้านไปดับ ก็คุยกับอธิบดีมาหลายรอบแล้วเกษียณไปหลายคนแล้วก็จะแก้ยังไงล่ะก็มีอยู่ทางเดียว ตำบลผมตอนนี้ถามว่าบุกรุกไหม หยุดได้แล้ว ก็อยู่ในขอบเขตของที่เราทำ ตอนนี้ถามว่า ใน 6,000 คนเนี่ยใครจะเผาเมื่อไหร่ผมรู้ เพราะมีที่จัด แต่เราจะพัฒนายังไงต่อไป เรายังติดเรื่องกฎหมายอยู่ ชาวบ้านก็อยู่ไกลมันก็น้อยใจเหมือนกัน ขอโรงเรียนก็ไม่ได้ขอถนนก็ไม่ได้ ขอไฟฟ้าก็ไม่ได้ ไฟป่ามาก็เดือด บอกว่าชาวป่าชาวเขามันเผาป่า เรื่องหมอกควันตั้งแต่ปี 48 มาผมมาประชุมเกือบทุกรอบ ผู้ว่าเกษียณมาหลายคน สรุปใกล้ๆที่ผ่านมา เงินมาแต่ละอย่างแต่ละก้อน ไม่เหมือนกัน ท้องถิ่นตั้งไว้อยู่ สตง.ก็ไม่ให้ตั้งอีก ซ่อนโน่นซ่อนนี่ไว้ ให้หมู่บ้านละหมื่น เฉลี่ยแล้วผมประชุมวันล่าสุด 2 วันก่อนนะ ผมต้องใช้คนวันละ 5 คน 60 วันหมู่บ้าน ละ 75 คน หมดไปประมาณ 90,000 บาท 130,000 ไว้กองกลาง 40,000 บาท จะได้หมู่บ้านเดียว ไม่ขึ้นสักจุดดับเงียบแน่นอน มีตั้งแต่ลาดตระเวน ทำแนวกันไฟ ดูแลป่าด้วย เฉพาะขอบเขต ของตัวเองที่ทำกิน มันไม่ยาก

“เพราฉะนั้นถ้าท้องถิ่นแม่แจ่ม ท้องถิ่นเชียงใหม่ ช่วยกันแล้ว ก็มีผู้ว่า หรือ ทางกรมป่าไม้ จะให้สิทธิของชาวบ้าน อันใดอันหนึ่งที่เขา พัฒนาชีวิตเขาได้ ให้อยู่ถูกต้องตามกฎหมาย มันจะแก้ปัญหาได้ ป่าก็คือส่วนป่า ที่ทำกินก็คือที่ทำกิน ดูแลกันได้ เขาก็มีกำลังใจ อันนี้ก็อยู่มาเหมือนคนเถื่อน พอไฟป่าขึ้นก็ต้องดับ จะแก้ปัญหาตรงนี้ ก็คือต้องมีความจริงใจต่อกันด้วย”นายก อบต. บ้านทับ กล่าว

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุว่า ได้มีโอกาสคุยให้หลายๆคนได้ฟังในเรื่องราวที่พวกเราทำ พอฟังแล้วดีใจ ดีใจที่ตรง ในวันนี้ที่ผมมาเป็นหมวกกรมป่าไม้ก็จริง และกำลังจะไปเป็นอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญ และfocal point ในการแก้ไขปัญหามลพิษต่างๆ จะมีการตั้งคณะกรรมการซึ่งเป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เป็นคณะอนุกรรมการว่าด้วยการสื่อสารการแก้ไขปัญหา มลพิษทางอากาศ มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีท่านอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมมลพิษเป็นรองประธาน และให้มีโฆษกประจำคณะอนุกรรมการด้วย เหมือนกับโฆษกของ ศปค. จะเห็นว่ารัฐบาล ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากเรื่องนี้กำลังจะเข้าครม.วันนี้ผมเอาร่างที่จะเข้าครมวันอังคารมาด้วย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปมอบนโยบาย เรื่องหมอกควันไฟป่า ที่จะเล่าให้ฟัง ที่จังหวัดเชียงราย ตรงกันเกือบทุกอย่างเลย เพื่อจะให้เป็น Road Map ที่ให้สำคัญ กับความร่วมไม้ร่วมมือ ของภาคีเครือข่ายโดยเฉพาะภาคเอกชน ภาคประชาชน นักวิชาการ เพราะฉะนั้นเครือข่ายของจังหวัดเชียงใหม่ที่รวมตัวกัน เป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ จริงๆ อยากให้มีทุกจังหวัด กับคำถามที่ว่าจะย้ายตำแหน่งไปกรมควบคุมมลพิษ ภารกิจที่เราคุยในวันนี้จะหายไป หรือจะสานต่อกันอย่างไร ขอในมั่นใจว่า ไม่หายแน่นอน เพราะเป็นแนวทางที่รัฐบาลทำเป็นกรอบมาตรการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายไม่ว่าจะเป็นมติครม หรือแนวทางปฏิบัติที่กรมใช้ และเป็นภารกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านเร่งรัดโดยเฉพาะคทช.

“ตอนนี้คทช.ติดแล้วนะ ผมเชื่อว่าจากนี้ไปจะเร็วขึ้น อะไรที่มันเป็นปัญหาอุปสรรค ก็คงจะได้รับการแก้ไข รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาพี่น้องประชาชนที่อยู่ ก่อนประกาศเขตป่า ทั้งเรื่องป่าทุกคนและคนรุกป่า และเรื่องการปลูกไม้มีค่า ตอนนี้ครม.ก็ผ่านแล้ว สปก. เตรียมกำลังจะประกาศ ต่อไปเขาก็จะเป็นพื้นที่เป้าหมาย ที่ปลูกไม้มีค่าได้ ท่านสามารถรับรองตนเองได้ คงไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลทั้งหมด ทั้งมวลเป็นกรอบที่เราได้วางไว้แล้ว” อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุ

ขอบคุณภาพ : กรมป่าไม้

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin