สภาลมหายใจเชียงใหม่

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin

17 ชุมชนรอบดอยผ้าห่มปก อ.แม่อาย “รับมอบสิ่งของ” สะท้อนปัญหา “ต้องเจียดเงินเดือน-ส่วนตัว”เติมน้ำและเลี้ยงข้าวกันเอง

นายอำเภอแม่อาย ตั้งเป้ายกระดับแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันปีหน้า เตรียมคุยเพื่อนบ้าน “ถามหาความชัดเจน” ขณะที่แกนนำชุมชนสะท้อน “ต้องเจียดเงินเดือนและเงินส่วนตัว”มาเติมน้ำมันขึ้นไปดับไฟ และเลี้ยงข้าวกันเอง หลังท้องถิ่นไม่มีระเบียบรองรับ

(7 พฤษภาคม 2563) ห้องประชุม อบต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ฝ่ายปกครองอำเภอแม่อาย มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ อาสาสมัครฯ ม.แม่โจ้ และงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันส่งมอบเครื่องเป่าลม 38  เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 38 เครื่อง หัวคราด 380 หัว และสิ่งของที่ได้รับบริจาคเพิ่มเติม ให้กับ 17 ชุมชน ที่อยู่รอบอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ประกอบด้วย

ตำบลท่าตอน
– บ้านห้วยปู
– บ้านห้วยมะเฟือง
– บ้านห้วยส้าน

ตำบลแม่นาวาง
– อบต.แม่นาวาง
– บ้านแม่เมืองน้อย
– บ้านห้วยม่วง
– บ้านห้วยหลวงพัฒนา

ตำบลบ้านหลวง
– บ้านสันห้าง
– บ้านป่าแดงอภิวัตร
– บ้านปงพัฒนา

ตำบลแม่สาว

– บ้านสันป่าข่า
– บ้านเมืองหนอง
– บ้านโป่งไฮ
– บ้านศรีเวียง

ตำบลแม่อาย
– บ้านปางต้นเดื่อ
– ย้านดอยแหลม

และ ตำบลมัลลิกา
– บ้านบางต้นฆ้อง

คุณนลี อินทรนันท์ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า สภาลมหายใจฯ คือกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพ ที่เล็งเห็น และอยากจะแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ที่เราต้องเผชิญทุกปี โดยพร้อมจะทำงานเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งของที่นำมาส่งมอบวันนี้ เป็นสิ่งของที่ได้รับการบริจาคและสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศ ผ่านสภาลมหายใจฯ ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ เพราะส่งกระทบต่อลมหายใจของเราทุกคน “ขอชื่นชมและขอบคุณทุกเจ้าหน้าที่ อาสา และทุกชุมชน ที่ร่วมกันแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในช่วงที่ผ่านมาอย่างเต็มความสามารถ” ช่วงเผชิญเหตุก่อนหน้านี้ สภาลมหายใจฯ ได้ลงพื้นที่ส่งมอบของบริจาคในบางชุมชนไปแล้วหนึ่งครั้ง การลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นระยะที่ 2 เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับชุมชน

แม่หลวงผ่องศรี สามทาน ผู้ใหญ่บ้าน ปางต้นฆ้อง หมู่ 1 ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ บอกว่า นอกจากความเสี่ยงเรื่องไฟป่าแล้ว การเข้าควบคุมไฟป่าในพื้นที่ชายแดน ที่ไม่มีการกำหนดเขตชัดเจน เป็นเรื่องที่ยากและเสี่ยงมาก ทุกก้าวที่เดินหมายถึงชีวิต ไม่รู้เลยว่าจะพบ หรือเหยียบกับระเบิดเมื่อไหร่ ยอมรับว่าในหลายจุดหลายพื้นที่ ชาวบ้านต้องทำแนวกันไฟห่างๆ เพื่อรอ และเข้าไปดับ ในจุดที่มั่นใจว่าปลอดภัยเท่านั้น ขณะที่ไฟในเขตป่าซึ่งอยู่ติดกับชุมชน ปีนี้ค่อนข้างน้อย จนติด 1 ใน 4 อำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีจุดความร้อน (hotspot) ลดลงจากปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเชื่อว่า “มาจากการลงพื้นที่สร้างความเข้าใจ และย้ำถึงบทลงโทษกับทางชุมชนอย่างหนัก ตามนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่”

แม่หลวงผ่องศรี ยังบอกอีกว่า ช่วงเผชิญเหตุที่ผ่านมา แม้ในช่วงแรกจะได้รับงบสนับสนุนจากหน่วยป้องกันไฟป่าในหลักพัน แต่หลังจากนั้นหลายชุมชนต้องระดมทุนกันเอง ผู้นำต้องเจียดเงินเดือนและเงินส่วนตัว มาเป็นค่าน้ำมันเพื่อเข้าพื้นที่ และเป็นค่าอาหารให้กับอาสาดับไฟฯ ซึ่งท้องถิ่น “ไม่มีระเบียบการเบิกจ่ายรองรับ” โดยตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา แทบไม่มีวันได้หยุดพักและหลายคนเริ่มท้อ การลงพื้นที่มาพบปะกับชุมชนวันนี้ “อยากให้สภาลมหายใจเชียงใหม่” ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนต่อสู้เรื่องนี้โดยเฉพาะ “หาแนวทางหรือเสนอปัญหานี้ต่อส่วนที่เกี่ยวข้อง” เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและสนับสนุนด้านสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่และอาสาดับไฟฯ ในทุกพื้นที่ต่อไป

และ “ขอขอบคุณผู้บริจาคทั่วประเทศ ที่บริจาคเงินและสิ่งของจำเป็น ผ่านสภาลมหายใจเชียงใหม่ มามอบให้ถึงชุมชม เครื่องเป่าลม เครื่องพ่นน้ำ และหัวคราด เป็นสิ่งที่ใช้ได้จริง ช่วยให้การควบคุม-ทำแนวกันไฟง่ายขึ้นมาก และเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับชุมชน” แม่หลวงผ่องศรี กล่าวทิ้งท้าย

นายสิทธิศักดิ์ อภิกุลชัยสุทธิ์ นายอำเภอแม่อาย เปิดเผยว่า สาเหตุของไฟป่า มาจากคนแน่นอน ไม่ปฏิเสธว่าส่วนหนึ่ง เผาเพื่อหาของป่า หวังขยายพื้นทำกิน ขณะที่ไฟป่าข้ามแนวชายแดนมายังฝั่งไทย ซึ่งต้องยอมรับว่า ปีนี้เพื่อนบ้านมีการเผากันเยอะมากและหลายจุด ที่ผ่านมาได้จะมีการพูดคุยขอความร่วมมือกับทางทหารในฝั่งเพื่อนบ้าน ที่มีฐานปฏิบัติการตามแนวชายยาวกว่า 50 กิโลเมตร ราว 30 ฐานแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้รับรายงานว่าปีที่ผ่านมา มีคนจีนจำนวนหนึ่ง มาเช่าพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฝั่งเพื่อนบ้าน และมีการเผาซังตอเพิ่มขึ้นอีกด้วย

นายอำเภอแม่อาย ยังบอกอีกว่าในปีหน้า ชุดทำงานแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันอำเภอแม่อาย จะยกระดับและต่อยอดแนวทางแผนการทำงานจากปีนี้ ซึ่งจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจ ให้ชาวบ้านเกิดตระหนักถึงปัญหา และเดินหน้าขอความชัดเจนในความร่วมมือจากเพื่อนบ้านต่อไป

สำหรับสิ่งของที่นำมาส่งมอบ 1 หมู่บ้าน จะได้รับเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง เครื่องพ่นน้ำ 2 เครื่อง หัวคราด 20 อัน เพื่อให้เป็นอุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน ในการจัดการและแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในระยะต่อไป ขณะเดียวกันยังมีสิ่งของที่ได้รับบริจาคเพิ่มเติม เช่น หน้ากากป้องฝุ่นควัน แว่นตากันสะเก็ดไฟ อาหารแห้ง-กระป๋อง ยาเวชภัณฑ์ น้ำเกลือ และเครื่องดื่มชูกำลัง มาส่งมอบให้ด้วย

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin