Categories
โครงการ

โครงการรถสองแถวโมเดล-รถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

โครงการรถสองแถวโมเดล
รถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

1. หลักการและเหตุผล

          ทุกๆปีระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินค่ามาตรฐานซึ่งมีแหล่งมลพิษหลักมาจากการเผาในที่โล่ง นับเป็นวิกฤตเรื้อรังที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 15 ปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ที่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สมบูรณ์ ประชากรต้องมียานพาหนะส่วนบุคคล มีจำนวนยานพาหนะทุกประเทศจดทะเบียนจำนวน 1.54 ล้านคัน มลพิษอากาศจากการจราจรจึงเป็นแหล่งก่อมลพิษอากาศที่สำคัญ แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยทั้งปีที่มาจากการจราจรในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 51.6%  (โฉมศรี ชูช่วย, 2563) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ PM2.5 จึงถูกปล่อยออกมาพร้อมกับก๊าซที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในรูปแบบของควันดำ

          จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนยานพาหนะใช้น้ำมันดีเซลที่จดทะเบียนทั้งหมด 380,673 คัน (สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ พฤษภาคม 2564) ประกอบด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุกขนาดเล็ก (กระบะ) รถจักรยานยนต์ ในกลุ่มยานพาหนะเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมดมีรถโดยสารสาธารณะไม่ประจำทาง (รถแดง รถกระบะดัดแปลงเป็นรถสองแถว)  และรถโดยสารสาธารณะประจำทาง (รถสองแถว มีสีต่างๆตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาต) รวมประมาณ 4,000 คัน ให้บริการรับส่งผู้โดยสารในเมืองถึงเขตวงแหวนรอบสองและระหว่างอำเภอกับเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีจุดรับส่งถ่ายเทผู้โดยสารในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ (เชื่อมเมืองกับ อ.แม่ริม อ.ฝาง อ.ดอยสะเก็ด อ.จอมทอง อ. สันกำแพง อ.แม่แตง อ.พร้าว อ.สันป่าตอง อ.แม่วาง)  กิจการรถโดยสารสาธารณะสองแถวเหล่านี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานในรูปสหกรณ์ เช่นสหกรณ์นครเชียงใหม่เดินรถ จำกัด, สหกรณ์เดินรถสันกำแพง จำกัด และบริษัท เชียงใหม่ร่มหลวงเดินรถ

          แม้ว่าระเบียบของกรมการขนส่งจะกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะตรวจสภาพรถทุกๆ 6 เดือนเพื่อให้รถโดยสารสาธารณะมีเครื่องยนต์สะอาด แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเดินทางมาเยือน อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาเรียนออนไลน์ ส่งผลให้กิจการค้าและบริการขนาดเล็กต้องเลิกกิจการ มีคนเดินทางน้อยลง ปัจจุบันรถโดยสารสาธารณะมีผู้โดยสารเหลือเพียง 10 % จากปกติ แต่เนื่องจากปัญหามลพิษจากยานยนต์ยังคงเป็นแหล่งมลพิษหลักในพื้นที่เมืองต่อไปในระยะยาวที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สภาลมหายใจเชียงใหม่จึงใคร่จะนำปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ปล่อยไอพิษควันดำหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดรถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาดในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่และอำเภอเมือง ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ และซ่อมบำรุงเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอในราคาที่ย่อมเยา

2. เป้าหมาย

  1. สร้างกลไกการทำงานในการสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เจ้าของรถสองแถว เจ้าของยานยนต์ และภาคธุรกิจเอกชนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากเครื่องยนต์และแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศในพื้นที่เมืองเชียงใหม่
  2. ลดแหล่งมลพิษอากาศจากยานยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่โดยสร้างตระหนักในฐานะผู้ใช้ยานยนต์และร่วมลงมือรักษาเครื่องยนต์ให้ปลอดมลพิษ  เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ ไปพร้อมกับความพยายามลดการเผาในพื้นที่โล่งนอกเมืองที่เป็นพื้นที่ป่าและเกษตรกรรม

3. วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเดินรถขนส่งสาธารณะ ศูนย์จำหน่ายและบริการซ่อมบำรุงรถยนต์ ในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพในการเผาไหม้เชื้อเพลิงให้สมบูรณ์ขึ้น
  2. เพื่อเป็นต้นแบบของรถขนส่งสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด กระตุ้นให้ผู้ใช้ยานยนต์ส่วนบุคคลในจังหวัดเชียงใหม่รักษาเครื่องยนต์ปลอดมลพิษอากาศ
  3. เพื่อสร้างความตระหนักถึงแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5และมลพิษทางอากาศในพื้นที่เมือง
  4. เพื่อสร้างเครือข่ายทำงานแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในเมืองเชียงใหม่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

4. หน่วยงานและองค์กรทีทำงานร่วมกัน 

          สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สหกรณ์เดินรถโดยสารสาธารณะในจังหวัดเชียงใหม่ บริษัทน้ำมัน ผู้ประกอบการธุรกิจค้ารถยนต์และซ่อมแซมเครื่องยนต์(อู่)ในจังหวัดเชียงใหม่ และสภาลมหายใจเชียงใหม่ 

5. วิธีการดำเนินโครงการ

          1) สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานงานกับสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์ลานนาเดินรถ จำกัด, สหกรณ์นครเชียงใหม่เดินรถ จำกัด, สหกรณ์เดินรถสันกำแพง จำกัด, บริษัท เชียงใหม่ร่มหลวงเดินรถ จำกัด  และตัวแทนผู้ประกอบการยานยนต์ เข้าร่วมโครงการ

2) สภาลมหายใจเชียงใหม่ทำงานผ่านกลไกคณะกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่และประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสาธารณะและการจราจรในเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (กลุ่มงานจราจร) ภาคธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้เชียงใหม่เป็นเมืองปลอดควันดำจากเครื่องยนต์

          3) สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานกับภาครัฐ ธุรกิจเอกชนในท้องถิ่น และในส่วนกลาง (สำนักงานใหญ่บริษัทค้าน้ำมันต่างๆ) เพื่อดำเนินกิจกรรม         

3.1 ร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ในการตรวจควันดำรถสองแถวประจำทุกครึ่งปี

โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ติดสติ๊กเกอร์ “รถเครื่องยนต์สะอาด เพื่ออากาศบริสุทธิ์” ให้รถที่ผ่านการตรวจเครื่องยนต์ตามมาตรฐาน ดำเนินการไปแล้วครั้งที่ 1 วันที่  12 กันยายน 2564 จำนวนรถโดยสารประจำทางสีเหลืองประมาณ 150 คัน 

                   3.2 สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานขอความสนับสนุนจากบริษัทค้าน้ำมันจำหน่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษแก่เจ้าของรถโดยสารสาธารณะ เพื่อจุนเจือเจ้าของรถที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการควบคุมโรคระบาด นอกจากขาดรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังไม่สามารถชำระหนี้สินค่าซื้อรถให้แก่สหกรณ์เดินรถได้

3.3 สร้างความร่วมมือจากผู้ประกอบการธุรกิจค้ารถยนต์และซ่อมแซมเครื่องยนต์(อู่)

ให้บริการตรวจสภาพ หรือซ่อมเครื่องยนต์รถสองแถวในราคาพิเศษ

                   3.4 สภาลมหายใจเชียงใหม่เป็นคณะทำงานหลักในการประสานงาน ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์โครงการสองแถวโมเดล เพื่อขนส่งสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

6. ระยะเวลาดำเนินการ

เดือนกรกฎาคม 2564 – เดือนกรกฎาคม 2565  

ที่ปรึกษาโครงการ

  1. ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ         ผู้อำนวยการ ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่าง                                ยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  2. นางสิริสุภา โตแสงชัย          ผู้ช่วยกรรมการบริหาร ฝ่ายบริการหลังการขาย                                                 บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลล์ จำกัด
  3. นายไพรัข โตวิวัฒน์             กรรมการ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
  4. นายอาคม สุวรรณกันธา       กรรมการ รองเลขาธิการ หอการค้าเชียงใหม่

หัวหน้าโครงการ

          นางปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ แผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า สภาลมหายใจเชียงใหม่ 

คณะทำงาน

  1. นางสาวสุกัญญา อุ่นใจ  ผู้ประสานงานแผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า

แผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า สภาลมหายใจเชียงใหม่ 81/6 ม. 14

ต.สุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ 50200

  • นายวันชนะ จิตตะ  ผู้ประสานงานแผนแผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า
Categories
บทความและข่าวสาร

11 อปท. เมืองเชียงใหม่ ผนึกกำลัง สู้ฝุ่นควัน 65

การพูดคุยหารือ กับ 11 อปท. เมืองเชียงใหม่ เพื่อรับฟัง หารือข้อตกลงการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากฝุ่นควัน และแนวทางความร่วมมือสู้ฝุ่นควันปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นเวทีแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เพื่อจะเป็นสะพานเชื่อมร้อยความร่วมมือของอปท. ซึ่งอยากจะเห็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น ที่ใช่มีแค่สภาลมหายใจ และอปท. แต่อยากให้เกิดความร่วมมือ ระหว่าง อปท. กับ อปท. ช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นควัน โดยที่เห็นปัญหาเดียวกัน และ มองทางออกร่วมกัน  ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่ได้มาร่วมกันถอดบทเรียนของระดับผู้ปฏิบัติการ

การพูดคุยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 3 วัน ประกอบด้วย กลุ่มแรก เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลช้างเผือก เทศเมืองแม่เหียะ (กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง)

กลุ่มที่สอง เทศบาลตำบลหนองหอย เทศบาลตำบลท่าศาลา เทศบาลตำบลป่าแดด และตำบลท่าวังตาล (กลุ่มเทศบาลทิศใต้)

และกลุ่มที่สาม เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ เทศบาลหนองป่าครั่ง และเทศบาลตำบลฟ้าฮ่าม (กลุ่มเทศบาลทิศเหนือ)

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน หลังจากการพูดคุยครั้งแรกของ กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง คือ อปท.แต่ละแห่ง ล้วนมีแผนบริหารจัดการฝุ่นควันที่ต่างกันไป ทั้งที่อยู่ใกล้เคียงกัน หรือติดกัน บางแห่งทำตลอดทั้งปี บางแห่งทำเฉพาะในช่วงวิกฤติ หลายแห่งมีแนวความคิดหลายเรื่อง แต่ยังไม่เคยทำ และอยากจะทำ

กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง : ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้เกือบทั้งหมดไม่มีพื้นที่ติดกับป่า แต่การทำงานในภาคเมืองเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยเฉพาะการสื่อสารรณรงค์ ไปพร้อมๆการขับเคลื่อนด้านต่างๆ  มีการเสนอให้​ อปท.​กับ​สภา​ลมหายใจ​ฯ​ หารือและตั้งเป็นกรรมการร่วม ในการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่เขตอุทยานฯ ​และรอบอุทยานดอยสุเทพ​ และแก้ปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่เมือง และเสนอให้กิจกรรม​ Kick off​ ของ 11 อปท.​ ในช่วงเทศกาลลดฝุ่น​ควัน​ พร้อมกับสภา​ลมหายใจ​เชียงใหม่

กลุ่มเทศบาลทิศใต้ : มองเห็นลักษณะพื้นที่เหมือนกัน และมีปัญหาที่คล้ายๆกัน คือ ปัญหาการเผาในที่โล่ง การทิ้งขยะพื้นที่รกร้างไม่มีคนดูแล เป็นพื้นที่แปลงใหญ่ ซึ่งในตัวเมืองมีพื้นที่แบบนี้ค่อนข้างเยอะ และจะมีการบริหารจัดการพื้นที่ตรงนี้อย่างไร ในการแก้ไขปัญหา และการจัดการพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ใหญ่ริมทางสัญจร ยังคงเป็นปัญหาก่อเกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหาย

อปท.บางแห่ง ได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา จัดเก็บคัดแยกขยะ ใบไม้กิ้งไม้ เศษอาหาร นำไปลงหลุม ฝังกลบ แต่พื้นที่การฝังกลบขยะเองก็มีพื้นที่จำกัด หรือการทำใบไม้อัด ขยะอัด รวมไปถึงการสนับสนุนคัดแยกขยะและทำปุ๋ยหมัก เพื่อให้ชาวบ้านเข้าโครงการขยะแลกปุ๋ย

และหนึ่งในข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ คือการแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชน การใช้รถไฟฟ้า การรณรงค์การสร้างความตระหนักรู้ ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน และอยากได้แนวทางที่ชัดเจนและเดินไปในทิศทางเดียวกัน

กลุ่มเทศบาลทิศเหนือ : ได้สะท้อนปัญหา การรับรู้ของชาวบ้าน ต้นต่อสาเหตุการเกิดฝุ่นควัน แหล่งกำเนิดฝุ่นควัน Pm2.5 มาจากไหน ยังขาดความรู้ และชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตแบบเดิม คือ เผากิ่งไม้ใบไม้ช่วงเวลาตอนเช้าทุกเช้า อยากจะให้มีการชี้แจ้งให้ความรู้แก่ชาวบ้าน รวมไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ๆมีความจำเป็นต้องกำจัดเชื้อเพลิง และเตรียมแปลง ด้วยวิธีการเผา ว่าช่วงไหนเผาได้ช่วงไหนเผาไม่ได้ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลการเกษตร ในการทำงานที่ผ่านมาบางเทศบาล ก็ได้มีการสนับสนุนในการการไถ่กลบต่อซังข้าว เพื่อลดพื้นที่การเผา

หลายคนนำเสนอความคิดเห็น ว่าอยากจะให้เกิดรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเอามาใช้ในเรื่องการท่องเที่ยวในชุมชน เพิ่มศักยภาพชุมชน หรือว่ามีการติดต่อภายใน ระหว่างเทศบาลกับเทศบาลหรือเทศบาลหน่วยงานราชการ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยมองว่าจะช่วยลดมลพิษจากเครื่องยนต์ควันดำได้

สิ่งที่เห็นเพิ่มขึ้นมา นอกจากที่ตั้งไว้ คือ ตัวระเบียบข้อบัญญัติของทางเทศบาล ของหน่วยงานท้องถิ่นเอง ที่ยังเป็นปัญหาคอขวดอยู่ ในการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้ากาก เรื่องการส่งเสริมให้มีรถไฟฟ้าไว้ใช้ในเทศบาลเอง ตัวข้อบัญญัติมันไม่ได้เอื้อให้เทศบาลสามารถ เข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการหรือลดฝุ่นควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายพื้นที่มองเห็นปัญหา อยากจะทำอยากจะช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่กฎหมายยังเดินตามกลไกของเวลาของบริบทของเมือง มันยังไปไม่ถึงและไม่เท่าทัน แต่ฝ่ายจึงส่งเสียง สิ่งที่ได้มีการพูดคุยกันว่ามันจะมีวิธีการไหนบ้าง? ที่เสียงของเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลใจกลางเมือง หรือเทศบาลปริมณฑลเทศบาลที่รอยต่อระหว่างเมืองกับชนบท ออกมาเห็นพ้องต้องกัน ได้เห็นความซ้ำความเหมือนและความคล้าย แล้วเป็นภาพรวมเสียงสะท้อนของ อปท. ทั้งหมดในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ 3 วันนี้มันน่าจะเห็นการเคลื่อนในการพยายามที่จะพัฒนา การปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทของคนในพื้นที่กับปัญหาในพื้นที่ให้มากขึ้น

การรวม อปท.ในเขตเมือง เข้ามาในเวทีเดียวกัน ได้นำเสนอปัญหาพร้อมๆกันและแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกันมันจะเป็นการที่จะแก้ที่ถูกจุดและเป็นการบูรณาการการทำงานได้ดีเพราะถ้าต่างคนต่างทำต่างคนต่างทำพื้นที่ใกล้เคียงกันแต่ทำกันคนละแบบ ก็อาจจะทำให้งานไม่มีความต่อเนื่องและราบรื่น หรือแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้ามีเวทีในการพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันแบบนี้ มองว่าการแก้ปัญหาได้ดีแน่นอน โดยเฉพาะสภาลมหายใจเชียงใหม่ที่จะเป็นตัวเชื่อมทั้งมุมวิชาการและเชื่อมความร่วมมือจากทั้ง อปท. 11 แห่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำงานร่วมกัน ทำเพื่อที่จะทำให้การการแก้ปัญหาฝุ่นควัน มีเอกภาพ

สภาลมหายใจเชียงใหม่ พร้อมจะเชื่อมคนในระดับปฏิบัติการ ให้ได้มีแนวทางและมีความเข้าใจกัน ทั้งข้อมูลและข้อจำกัดการทำงาน จนนำไม่สู่ความพยายามในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง พัฒนานโยบายสาธารณะ ที่จะเชื่อมไปถึงอำนาจรัฐ ตามโครงสร้างการปกครองที่มีอยู่ และเชื่อมไปสู่สาธารณะ คือประชาชนในเขตเมือง ให้ได้รับรู้ และร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงจุดนี้ได้ นอกจากจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น กว่าต่างคนต่างทำ บ้านใครบ้านมัน ถ้าเกิดความร่วมมือกันแบบนี้ ก็น่าจะเป็นภาพที่ทุกคนอยากเห็น

#เพื่อลมหายใจเชียงใหม่

Categories
บทความและข่าวสาร

อบรมเชิงปฏิบัติการ “ฝุ่น ฟ้า ลม ไฟ เมืองลำพูน ครั้งที่ 1

บรรยาย : ภาพรวมมลพิษอากาศ ฝุ่นควัน pm2.5 ในภาคเหนือ
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ
ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกวันภาคเหนือ และ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

——————–

บรรยาย : ทำความเข้าใจ ลม ฟ้า ฝุ่น และ ไฟ
จากมุมมองภูมิศาสตร์ลำพูน และ ความรู้เรื่องค่ามาตรฐานฝุ่น

โดย ดร.พลภัทร เหมวรรณ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคและเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) หรือ GISTNORTH
ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

——————–

บรรยาย : นำเสนอข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำพูน
โดย คุณสัญญา ทุมตะขบ ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม
สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน

สำหรับอบรมเชิงปฏิบัติการ “ฝุ่น ฟ้า ลม ไฟ เมืองลำพูน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้มลพิษฝุ่นควัน ระหว่าง คณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย และ สภาลมหายใจลำพูน โดยคาดหวังสร้างความร่วมมือ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการที่เกี่ยวข้อง การใช้เทคโนโลยี ในการติดตาม เฝ้าระวัง เพื่อแก้ปัญหาและรับมือฝุ่นควัน ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ

Categories
ประกาศและกิจกรรม

แถลงการณ์สภาลมหายใจภาคเหนือ ให้รัฐบาลฯแก้ปัญหา ก่อนฤดูฝุ่นควัน 2565

>>ดาวน์โหลดเอกสาร<<

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดไฟล์ภาพข่าวและเอกสาร<<

Categories
บทความและข่าวสาร

เอกสารสรุปหมอกควันไฟป่า ประกอบการประชุมถอดบทเรียน จ.เชียงใหม่ ประจำปี 2564

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดเอกสาร<<

Categories
ประกาศและกิจกรรม

จ.ม. เปิดผนึก สภาลมหายใจ ขอให้ระงับการอุทธรณ์

จดหมายเปิดผนึก

เรื่อง ขอให้ระงับการอุทธรณ์คำตัดสินศาลปกครอง และยกระดับมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศภาคเหนือ ให้เกิดการทำงานตลอดทั้งปี

เรียน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

สืบเนื่องจากคดีที่ นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ราษฎร ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ฟ้องร้องหน่วยงานท่านต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ความตามคดีแดงหมายเลข ส.1/2564 วันที่ 8 เมษายน 2454 ที่ศาลสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เร่งประกาศเขตควบคุมมลพิษใน 4 จังหวัด ภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศภาคเหนืออย่างเป็นระบบ และเกิดมีข่าวสารปรากฏว่า หน่วยงานของท่านจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

ประชาชนผู้เดือดร้อนจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันขนาดเล็กที่ได้รวมตัวกันเป็นสภาลมหายใจเชียงใหม่ พยายามผลักดันให้เกิดการเร่งแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2562 มีความเห็นว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะองค์กรหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานไม่ควรจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน เพราะมันเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมาย และเป็นแค่ข้อถกเถียงว่าด้วยวิธีการแก้แบบใดจะดีกว่ากัน ซึ่งรังแต่จะยืดเวลาของการร่วมกันทำงานออกไปอีก

สภาลมหายใจเชียงใหม่เห็นว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 เป็นเครื่องมือและแนวทางหนึ่ง ที่มีทั้งข้อจำกัดและข้อเด่นในตัวเอง มาตรการบางประการสมควรนำมาใช้ เพื่อลบจุดอ่อนของมาตรการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 

ข้อจำกัดของแนวทางให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ single command ให้อำนาจจัดการเบ็ดเสร็จแค่ระยะเวลา 3-4 เดือน ไม่ครอบคลุมการจัดการแก้ปัญหาตลอดทั้งปี และ ไม่ลงลึกถึงแผนชุมชน/ท้องถิ่น และการบูรณาการพลังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง  ขณะที่ หากประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะบังคับให้เกิดแผนชุมชน ดึงพลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วม เกิดแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมจังหวัด และที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณในการดำเนินการตลอดทั้งปี 

แต่อย่างไรก็ตาม สภาลมหายใจเชียงใหม่ ก็เข้าใจดีว่า ลำพังการประกาศเขตควบคุมมลพิษและขั้นตอนตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ นั้น ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา เขตควบคุมมลพิษและแผนชุมชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากจะเห็น

การยกระดับมาตรการทั้งระบบ เริ่มจาก กระบวนทัศน์ของฝ่ายนโยบายที่มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหามลพิษนิเวศสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมมนุษย์ ที่ต้องจัดการกันตลอดทั้งปี ไม่ใช่ ภัยพิบัติเฉพาะฤดู ภายใต้เงื่อนไขนิเวศแวดล้อมแอ่งภูเขาภาคเหนือที่มีพื้นที่ป่าไม้เกินกว่า 65% มีความซับซ้อนของปัญหาทับถมมายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาชุมชนในเขตป่า สิทธิและการกระจายอำนาจด้านการจัดการทรัพยากร รวมถึงระบบจัดการของระบบราชการส่วนต่างๆ ด้วยกันเอง

สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอเสนอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะรัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้โปรดใช้โอกาสที่ศาลปกครองมีคำตัดสินออกมาครั้งนี้ ทบทวนชุดมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กภาคเหนือ ที่ยังไม่ลงตัว และขาดเอกภาพ ให้เป็นชุดมาตรการที่เป็นแผนบูรณาการสอดคล้องกับสภาพปัญหานิเวศแวดล้อมและตรงเป้ายิ่งขึ้น เริ่มจาก การเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ  ให้เกิดการระดม การแก้ปัญหาจากระดับชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่ฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ แทนที่จะรอให้คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการประจำปีในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เช่นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นขอโปรดปรับปรุงแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติเดิม ให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ ผนวกหลักการป้องกันไว้ก่อน precautionary principles ต่อปัญหามลพิษตามปฏิญญาริโอ ที่รัฐบาลไทยได้รับรองตั้งแต่พ.ศ. 2535

อนึ่ง หากมีข้อกังวลว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดภาคเหนือจะส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ขอนำเรียนว่า ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ได้มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษมาหลายแห่งแล้ว รวมทั้งพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ เกาะพีพี เมืองพัทยา ฯลฯ ที่ล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญมาก่อน

สภาลมหายใจเชียงใหม่ขอเรียนย้ำว่า ชุดมาตรการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากเห็น คือการยกระดับกระบวนทัศน์มองเห็นปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติประจำฤดู ให้ความสำคัญต่อการ บูรณาการพลังสังคมจากระดับชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจและงบประมาณจัดการลงไปให้เพียงพอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันแท้จริง ผสานกับการปฏิบัติการและอำนวยการจากส่วนกลางในระยะเผชิญเหตุอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และ มาตรการตามมาตรา 59 ให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะเป็นหนึ่งในกลไกของชุดมาตรการยกระดับการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการจัดทำแผนจากชุมชนท้องถิ่น มีช่องทางจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยมีกฎหมายรองรับ

ขอแสดงความนับถือ

สภาลมหายใจเชียงใหม่

>>ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร<<

Categories
ประกาศและกิจกรรม

จ.ม. เปิดผนึก สภาลมหายใจ ขอให้ระงับการอุทธรณ์

จดหมายเปิดผนึก

เรื่อง ขอให้ระงับการอุทธรณ์คำตัดสินศาลปกครอง และยกระดับมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศภาคเหนือ ให้เกิดการทำงานตลอดทั้งปี

เรียน คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

สืบเนื่องจากคดีที่ นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล ราษฎร ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ฟ้องร้องหน่วยงานท่านต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ความตามคดีแดงหมายเลข ส.1/2564 วันที่ 8 เมษายน 2454 ที่ศาลสั่งให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เร่งประกาศเขตควบคุมมลพิษใน 4 จังหวัด ภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศภาคเหนืออย่างเป็นระบบ และเกิดมีข่าวสารปรากฏว่า หน่วยงานของท่านจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว

ประชาชนผู้เดือดร้อนจากปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันขนาดเล็กที่ได้รวมตัวกันเป็นสภาลมหายใจเชียงใหม่ พยายามผลักดันให้เกิดการเร่งแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2562 มีความเห็นว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะองค์กรหลักด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานไม่ควรจะยื่นอุทธรณ์คำตัดสิน เพราะมันเป็นเพียงเทคนิคทางกฎหมาย และเป็นแค่ข้อถกเถียงว่าด้วยวิธีการแก้แบบใดจะดีกว่ากัน ซึ่งรังแต่จะยืดเวลาของการร่วมกันทำงานออกไปอีก

สภาลมหายใจเชียงใหม่เห็นว่า การประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 เป็นเครื่องมือและแนวทางหนึ่ง ที่มีทั้งข้อจำกัดและข้อเด่นในตัวเอง มาตรการบางประการสมควรนำมาใช้ เพื่อลบจุดอ่อนของมาตรการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 

ข้อจำกัดของแนวทางให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ single command ให้อำนาจจัดการเบ็ดเสร็จแค่ระยะเวลา 3-4 เดือน ไม่ครอบคลุมการจัดการแก้ปัญหาตลอดทั้งปี และ ไม่ลงลึกถึงแผนชุมชน/ท้องถิ่น และการบูรณาการพลังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง  ขณะที่ หากประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะบังคับให้เกิดแผนชุมชน ดึงพลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาร่วม เกิดแผนปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมจังหวัด และที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณในการดำเนินการตลอดทั้งปี 

แต่อย่างไรก็ตาม สภาลมหายใจเชียงใหม่ ก็เข้าใจดีว่า ลำพังการประกาศเขตควบคุมมลพิษและขั้นตอนตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ นั้น ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการแก้ปัญหา เขตควบคุมมลพิษและแผนชุมชนเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดมาตรการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากจะเห็น

การยกระดับมาตรการทั้งระบบ เริ่มจาก กระบวนทัศน์ของฝ่ายนโยบายที่มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหามลพิษนิเวศสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมมนุษย์ ที่ต้องจัดการกันตลอดทั้งปี ไม่ใช่ ภัยพิบัติเฉพาะฤดู ภายใต้เงื่อนไขนิเวศแวดล้อมแอ่งภูเขาภาคเหนือที่มีพื้นที่ป่าไม้เกินกว่า 65% มีความซับซ้อนของปัญหาทับถมมายาวนาน โดยเฉพาะปัญหาชุมชนในเขตป่า สิทธิและการกระจายอำนาจด้านการจัดการทรัพยากร รวมถึงระบบจัดการของระบบราชการส่วนต่างๆ ด้วยกันเอง

สภาลมหายใจเชียงใหม่ ขอเสนอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คณะรัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้โปรดใช้โอกาสที่ศาลปกครองมีคำตัดสินออกมาครั้งนี้ ทบทวนชุดมาตรการแก้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นละอองขนาดเล็กภาคเหนือ ที่ยังไม่ลงตัว และขาดเอกภาพ ให้เป็นชุดมาตรการที่เป็นแผนบูรณาการสอดคล้องกับสภาพปัญหานิเวศแวดล้อมและตรงเป้ายิ่งขึ้น เริ่มจาก การเปลี่ยนวิธีปฏิบัติ  ให้เกิดการระดม การแก้ปัญหาจากระดับชุมชนท้องถิ่นตั้งแต่ฤดูฝน เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ แทนที่จะรอให้คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการประจำปีในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เช่นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นขอโปรดปรับปรุงแผนปฏิบัติการตามวาระแห่งชาติเดิม ให้สอดคล้องกับแนวทางใหม่ ผนวกหลักการป้องกันไว้ก่อน precautionary principles ต่อปัญหามลพิษตามปฏิญญาริโอ ที่รัฐบาลไทยได้รับรองตั้งแต่พ.ศ. 2535

อนึ่ง หากมีข้อกังวลว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษในจังหวัดภาคเหนือจะส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ขอนำเรียนว่า ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ได้มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษมาหลายแห่งแล้ว รวมทั้งพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสงขลา อำเภอหาดใหญ่ เกาะพีพี เมืองพัทยา ฯลฯ ที่ล้วนเป็นเมืองท่องเที่ยวและมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญมาก่อน

สภาลมหายใจเชียงใหม่ขอเรียนย้ำว่า ชุดมาตรการแก้ปัญหาที่ประชาชนอยากเห็น คือการยกระดับกระบวนทัศน์มองเห็นปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภัยพิบัติประจำฤดู ให้ความสำคัญต่อการ บูรณาการพลังสังคมจากระดับชุมชนท้องถิ่น กระจายอำนาจและงบประมาณจัดการลงไปให้เพียงพอ เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างกันแท้จริง ผสานกับการปฏิบัติการและอำนวยการจากส่วนกลางในระยะเผชิญเหตุอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และ มาตรการตามมาตรา 59 ให้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ จะเป็นหนึ่งในกลไกของชุดมาตรการยกระดับการแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดการจัดทำแผนจากชุมชนท้องถิ่น มีช่องทางจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ โดยมีกฎหมายรองรับ

ขอแสดงความนับถือ

สภาลมหายใจเชียงใหม่

>>ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร<<

Categories
บทความและข่าวสาร

อุทธรณ์ทำไม ทำไมต้องอุทธรณ์

สรุปประเด็นสำคัญวงร่วมแลกเปลี่ยน “อุทธรณ์ทำไม ทำไมต้องอุทธรณ์ วงวิพากษ์นโยบายมลพิษทางอากาศหลังคำพิพากษาศาลปกครอง”

นำสนทนาโดย
-อ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
-ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ
-คุณนิติพล ผิวเหมาะ ประธานอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ
-คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนายการกรีนพีซ ประเทศไทย
-คุณบัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่  

สรุปประเด็นสำคัญ

อ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • กรณีมีคำสั่งศาลปกครองที่มีคำสั่งให้ออกประกาศเขตควบคุมมลพิษพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ นับเป็นครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากมีการพิพากษาที่ใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากศาลได้รับรู้ได้ถึงปัญหา
  • กรณีครั้งนี้เป็นอีกแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ใช้หลักกฎหมาย  นอกจากเดิมที่ใช้กลไกสังคม โดยประเด็นชัดเจนที่ชี้ประเด็นไปที่หน้าที่ของรัฐในการทำหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะ   สัมพันธ์กับสิทธิการเข้าถึงหรือการคุ้มครองประชาชน ดังนั้นเมื่อรัฐไม่สามารถดูแลได้ ประชาชนสามารถสามารถป้องกันตัวเองได้  ซึ่งเดิมส่วนใหญ่การแก้ไขปัญหาคือการเผชิญเหตุและการเยียวยา
  • กรณีการอุทธรณ์ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำสั่ง เนื่องจาก ทส. ไม่เชื่อว่าการประกาศเขตควบคุมมลพิษจะแก้ไขปัญหาได้  หรือเกรงว่าอำนาจและงบประมาณจะหายไป   รวมถึงการขาดความรู้เรื่องวิธีแก้ไขปัญหาหรือชุดความรู้ที่แท้จริง ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานข้อมูล , การขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เขตคุมครองฯ ไม่สามารถทำได้ เช่นบุคลากร เป็นต้น 
  • ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องคือเรื่องอำนาจของหน่วยงาน ซึ่งคาบเกี่ยวกันคือกฎหมายบรรเทาสาธารณภัย และกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับ กระทรวงมหาดไทยและ ทส. ซึ่งอำนาจเป็นคนละส่วน ซึ่งควรจะดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
  • ข้อเสนอจำเป็นต้องเคลื่อนไหวต่อในการสร้าง Social Movement เรื่องกฎหมายอากาศสะอาด   และการปฏิรูปกลไกการแก้ไขปัญหาเรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมและบรรเทาสาธารณะภัยไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ การนำไปสู่กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหานี้ได้จริง สุดท้ายคือการผลักดันการป้องกันตนเอง และส่วนกฎหมายอากาศสะอาดจะต้องผลักดันต่อ โดยจะออกแบบในแต่ละพื้นที่ภูมิภาค เพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละที่ ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมทั้งประเทศ เนื่องจากมีต้นเหตุที่แตกต่างกัน

ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ

  • ประเด็นเรื่องนี้เป็นตาบอดคลำช้าง เนื่องจากสาเหตุของ PM 2.5 มาจากหลายต้นเหตุ  มีทั้งฝุ่นที่กระทบต่อสุขภาพรุนแรง และไม่รุนแรง เช่น ป่าก็ปล่อย PM2.5 ที่ไม่ได้อันตราย  ขณะที่ฝุ่นในภาคเหนือที่ชาวเชียงใหม่กำลังเผชิญ อันตรายแน่นอน จำเป็นจะต้องแยกแยะ สาเหตุการเผา  เผาเพื่อความเชื่อประเพณี ธุรกิจการเกษตร เพื่อรุกพื้นที่ป่า เผาเพื่อเอางบ เผาการเมือง เป็นต้น
  • นอกจากนั้นสัดส่วนของสาเหตุฝุ่นควันแต่ละจังหวัดและในห้วงแต่ละปีก็แตกต่างกัน เป็นปัญหาที่มีพลวัตร  เปลี่ยนแปลงไปทุกปี  ปัจจุบันเราขาดองค์ความรู้เชิงลึกในแต่ละพื้นที่ เช่นภาคเหนือมีสาเหตุเกิดไฟ 30% จุดไฟในพื้นที่ จากประเทศเพื่อนบ้าน 70% ต้นเหตก็มาจากอุตสาหกรรมภายในประเทศเช่นกัน
  • กรณีของสิงคโปร์ ใช้วิธีการแก้ไขปัญหาเชิงรุกคือ บริษัทใดก่อให้เกิดมลพิษ จะขึ้น Blacklist พร้อมกับใช้เงินสนับสนุนภาค NGO แก้ไขปัญหาเชิงทางเลือกในการทดแทนไม่ให้เกิดฝุ่นคัน ในกรณีข้าวโพดก็สามารถใช้วิธีการ Food Testibility ได้เช่น การเลี้ยงวัว ต้องเลี้ยงข้าวโพดเท่าไร ต้องใช้ข้าวโพดกี่ไร่  พร้อมกับการใช้ข้อมูลจาก Gistda มาเช็คกับ Hotspot เราสามารถเสนอเป็น CSR ให้บริษัทฯ ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบได้
  • กรณีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ในประเทศไทยมีขึ้นแล้วในปี 2550 มีการฟ้องร้องที่มาบตาพุด ทำให้กรมควบคุมมลพิษปรับเปลี่ยนขึ้นมา  ทำให้ภาครัฐตื่นตัว และครั้งต่อมาคือกรณีที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2019  กรณีของภาคเหนือประสบปัญหามา 10 ปี ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงกรณีของคำพิพากษาครั้งนี้คาดว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
  • ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาฝุ่นควันเกี่ยวข้องกับ อำนาจรัฐ กฎหมาย ปัญหาปากท้อง ธุรกิจการเกษตร  มลพิษในเมือง และพืชทดแทน ได้นำเสนอพื้นที่ตัวอย่าง เช่นโครงการภูฟ้า สามารถเป็นโอเอซิสกลางทะเลทราย เป็นกรณีศึกษาฟื้นฟูเขาหัวโล้นเป็นป่าทำได้จริง เป็นโจทย์ทางออก Solution นำพืชเศรษฐกิจใหม่ปลูกทดแทน เช่น โกโก้ กาแฟ แมคคาดาเมีย  เป็นต้นและ พืชที่น่าสนใจคือหญ้าเนเปียร์ สามารถฟื้นฟูพื้นทีได้ ตอบโจทย์เชื้อเพลิง ที่สามารถส่งต่อ โรงไฟฟ้าชีวมวล โดยใช้หญ้าเนเปียร์มาใช้ในการผลิต และสามารถเลี้ยงสัตว์ได้ด้วย เพื่อให้ผืนป่า ปรับมาปลูกพืชมูลค่าสูง  จำเป็นต้องการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่ออุตสาหกรรมการเกษตรใหม่ เช่น การปลูกข้าวโพด อ้อย  เป็นการเน้นเชิงปริมาณ ต้องปรับใหม่ในการปลูกพืชเกษตรคุณภาพมากขึ้น ที่เป็น Pure Organics ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การนำเสนอประเด็นผลกระทบเชิงสุขภาพและการเสียชีวิตที่มีผลการศึกษาของ WHO ที่ประชาชนต้องตระหนักเพิ่มขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นผลทันที จำเป็นจะต้องนำเสนอเรื่องต้นทุนของประชาชนเชิงเปรียบเทียบ ต้องประเมินกันอย่างจริงจัง  เช่น การมีข้อมูลสารพิษในอากาศ เพื่อให้เกิดการประเมินการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด

 คุณนิติพล ผิวเหมาะ ประธานอนุกรรมาธิการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองและมลพิษทางอากาศ

  • การแก้ไขปัญหานี้ พร้อมให้การสนับสนุน โดยก่อนหน้านี้ได้ทำหน้าที่ในตำแหน่งประธาน อนุกรรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันพิษ สวล.  ประเด็นสำคัญคือเชื่อหรือไม่ว่าเราสามารถแก้ไขปัญหาได้ หากเชื่อทำได้ เราจะสามารถตัดอุปสรรคได้ ล่าสุดก็ได้ส่งรายงานให้รัฐบาลแล้ว ประเด็นสำคัญคือโครงสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มีบอร์ดกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และมีคณะกรรมการควบคุมมลพิษ และเชื่อมั่นว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการมีความตั้งใจและมีความรู้ แต่ผู้บริหารในระดับตัดสินใจยังไม่ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา

คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนายการกรีนพีซ ประเทศไทย

  • ได้นำเสนอประเด็นธุรกิจการเกษตรในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่เป็นต้นเหตุของฝุ่นควันโดยเฉพาะในรัฐฉาน และลาวเหนือ โดยได้ทำงานร่วมกับคณะภูมิศาสตร์ มช. มาอย่างต่อเนื่องในประเด็นคือมลพิษฝุ่นควันข้ามพรมแดน กรณีภาคเหนือตอนบน  พบว่ากรณีการเผาพื้นที่ป่าจะมีสูงมาก และพบว่าร้อยละ 30 จะมาจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เชิงอุตสาหกรรม ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Gistda ในปี 2558 ได้มีการแยกพื้นที่เผาไหม้ ประเภทป่าอนุรักษ์ พื้นที่เกษตร  รวมกับข้อมูลจาก NASA ในปี 2546 เป็นต้นมา พบว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น ขณะที่ตัวเลขพื้นที่เผาไหม้ลดลงอยู่ในพื้นที่เกษตรชุมชนดั้งเดิม หรือไฟดีน้อยลง ขณะที่ไฟอื่นเพิ่มตัวมากขึ้น โดยเฉพาะจากพื้นที่การเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ประเทศลาวมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่อื่น 10 อันดับของโลก กรณีคำพิพากษาของศาลยังไม่ตอบโจทย์ ควรสร้างกลไกความร่วมมือข้ามแดน  ประเด็นเรื่องแนวทางการใช้กฎหมายของสิงคโปร์ เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะผลักดัน รวมถึงเร่งกลไกของอาเซียนด้วย ,รัฐบาลจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ เช่น จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือกรมควบคุมมลพิษ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง หรือ pen Government

คุณบัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่  

  • ได้ให้ข้อมูลการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษที่ผ่านมาของประเทศไทยในหลายกรณี บทพิสูจน์คือการไม่เข้มข้นในทางปฏิบัติและกลายเป็นการดำเนินงานแบบประจำและเชิงรับ เช่นเดียวกับระบบ Single Command ก็เป็นเรื่องเผชิญเหตุ และการเยียวยา รวมถึงวาระแห่งชาติก็ยังไม่เป็นจริง จึงอาจจะเสนอเป็นการผสมผสานการเชิงกฎหมาย ทั้ง มท. และทส.

ประเด็นแลกเปลี่ยนผู้ร่วมแลกเปลี่ยน

  1. คุณวิชิต กอเจริญกิจกุล (จ.พะเยา) เสนอว่าปัญหาสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากการเปลี่ยนพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่การเกษตร ภาพรวมในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงมีมากกว่า 20 ล้านไร่ จะส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมอากาศแห้งแล้ว เสนอให้มีมาตรการป้องกันลดการนำเข้าสินค้าการเกษตรที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศด้วย
  2. คุณภูรินทร์ (เชียงใหม่) เสนอการขับเคลื่อน taking results-driven action โดยใช้กระบวนการคิดแบบ Design Thinking  
  3. ดร.เจน ชาญณรงค์ แอดมินเพจฝ่าฝุ่น ตั้งประเด็นเรื่องผลกระทบจากอุตสาหกรรมข้าวโพดกับปัญหาฝุ่นควันจะต้องลงลึกเพื่อให้เกิดกระบวนการแก้ไขขึ้นมา
  4. สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้ยกตัวอย่างกรณีที่มาบตาพุด ที่เป็นพื้นที่ควบคุมมลพิษ ผลที่ตามมาคือต้องสำรวจแหล่งต้นเหตุ  เป็นส่วนเริ่มต้นที่จะต้องทำในเขตควบคุมมลพิษ เพื่อทำบัญชีมลพิษ ภาคเหนือก็เช่นกันหากเป็นพื้นที่ควบคุมก็จำเป็นต้องดำเนินการเรื่องบัญชีมลพิษ การสำรวจพื้นที่เผา การชี้ประเด็นเรื่องการผลกระทบต่อสุขภาพ หรือมีแนวโน้มว่าจะกระทบก็ถือว่าสามารถร้องต่อศาลได้
  5. คุณวิทยา ครองทรัพย์ (ผู้ประสานงานเครือข่ายลมหายใจภาคเหนือ) ได้เสนอให้มีการสร้างเวทีสิทธิประชาชนควรรับสิทธิ์คุ้มครองปกป้อง ให้ความรู้ในพื้นที่ภาคเหนือ และทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถดำเนินการได้โดยใช้กรณีผู้ฟ้อง นายภูมิ วชร เจริญผลิตผล มาถอดบทเรียนเพื่อให้แนวทางในการผลักดันการแก้ไขปัญหาในอนาคตได้

รายงานโดย
คุณอาคม สุวรรณกันธา
กรรมการรองเลขาธิการหอการค้า จ.เชียงใหม่

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ

Categories
บทความและข่าวสาร

ความรู้สู้ฝุ่น (เล่ม 2)

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดไฟล์<<

Categories
บทความและข่าวสาร

ความรู้สู้ฝุ่น (เล่ม 1)

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดไฟล์<<