Categories
ประกาศและกิจกรรม

กิจกรรมแข่งขันเทคโนโลยีสู้ฝุ่น

กิจกรรมเทคโนโลยีสู้ฝุ่น สร้างกระแสความตระหนักแก้ไขปัญหาฝุ่นควันมลพิษทางอากาศในเมืองเชียงใหม่ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดไฟล์รายละเอียดโครงการแข่งขันเทคโนโลยีสู้ฝุ่น<<

>>ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครเข้าร่วมโครงการ<<

Categories
บทความและข่าวสาร

พัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียน (บ้านโปกกะโหล้ง)

ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วม

กรณีบ้านโปกกะโหล้งตำบลแม่แดดอำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านที่ทำกันในหลายวัฒนธรรมในอดีต แต่ปัจจุบันพอจะหลงเหลือให้เห็นได้ในหมู่ชาวปกาเก่อญอ บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นวิธีการเพาะปลูกพืชในพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปลูกพืชแบบผสมผสาน ทั้งข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่างๆ รวมกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เมื่อทำการเพาะปลูกไประยะหนึ่งจนดินลดความอุดมสมบูรณ์ลง ก็จะย้ายไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่ใหม่ และปล่อยให้ดินในพื้นที่เดิมได้ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมนั้นอีกครั้ง จึงเป็นรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้มากที่สุดระบบหนึ่ง (https://sites.google.com)

ชุมชนบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงดำรงวิถีการผลิตในรูปแบบไร่หมุนเวียน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ราบสำหรับทำนา ทำสวน (กาแฟ กล้วย ถั่วแดง ถั่วลิสง ฯลฯ) เลี้ยงสัตว์ (วัว ควาย หมู ไก่) หาของป่า และรับจ้างทั้งภายในและภายนอกชุมชน สถานการณ์ปัญหาของพื้นที่ คือ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ทำให้มีปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้และการจัดการพื้นที่ทั้งที่ดินทำกินและป่า โดยเฉพาะ “การทำไร่หมุนเวียน” แม้จะมีงานวิชาการหลายชิ้น ที่ระบุว่าระบบการเกษตรในรูปแบบนี้ เป็นระบบการเกษตรยั่งยืนบนพื้นที่สูงรูปแบบหนึ่งที่ทำบนฐานความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ มีคุณค่าที่สำคัญในเรื่องการช่วยรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืชพื้นบ้านมากกว่า 80 ชนิดขึ้นไป และที่สำคัญคือช่วยรักษาพื้นที่ป่าและทรัพยากรในภาพรวมของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แต่ระบบดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ทั้งเรื่องของการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่ไร่เหล่าสำหรับการเพาะปลูก การใช้ไฟในการผลิต ซึ่งภาครัฐและสังคมมองว่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นควัน 2.5 pmอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ

มาตรการห้ามเผา 60 วัน ซึ่งทับคลอบช่วงเวลาที่ชุมชนต้องใช้ไฟเพื่อเตรียมการเพาะปลูก คือประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการคือ ปัญหาเรื่องวัชพืชและธาตุอาหารในดิน ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาคุม/ฆ่าหญ้า ทำให้มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ในแต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น นั่นคือ ค่าสารเคมี รวมทั้งต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อกำจัดวัชพืชและอื่นๆ อีกทั้ง ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหา การใช้ไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเองก็จะต้องเข้าใจต่อปัจจัยนี้ และมีการปรับตัวบนฐานข้อมูลและความเข้าใจที่รอบด้าน เพื่อค้นหาแนวทางการจัดการร่วมกัน โดยมีคำถามสำคัญ เช่น การใช้ไฟในพื้นที่ไร่ปลดปล่อยฝุ่นควันมากน้อยขนาดไหน จะทำอย่างไรให้ยังสามารถใช้ไฟได้อยู่โดยที่เกิดผลกระทบฝุ่นควันน้อยที่สุด แทนการห้ามใช้ไฟที่นำไปสู่ปัญหาเรื่องสารเคมีและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจัดการร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากหน่วยงานและภายนอกว่าไฟที่ใช้จะไม่ลุกลามเข้าไปในเขตป่า

จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยจัดการร่วมกับสำนัก 6 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของจังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ชาวบ้าน บ้านโปกกะโหล้งที่ยังคงทำไร่หมุนเวียน จำนวน 30 หลังคา และ กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ สมาชิกอื่นๆในชุมชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับตำบล อำเภอ หน่วยงานสนับสนุนจำนวนรวมประมาณ 20 คน หลังจากได้จัดตั้งคณะทำงาน จึงมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน ทำให้แกนนำชาวบ้านเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นระบบเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาการจัดการไฟในระบบเกษตรไร่หมุนเวียนและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อทำประชาคมหมู่บ้าน ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียนร่วมกันในชุมชน จนเกิดข้อตกลงร่วมในการดำเนินโครงการ และ การบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียน ในพื้นที่ป่า และมีแผนการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนในปี 2564 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งเสนอแผนกับหน่วยงานเพื่อสร้างความร่วมมือและบูรณาการการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการลงพื้นที่สำรวจจัดทำข้อมูลพื้นที่แปลงที่ต้องใช้ไฟ เลือกพื้นที่ และช่วงเวลาการเตรียมที่เหมาะสม รวมทั้งการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM 10 และ PM 2.5 ในชุมชน โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CCDC ข้อมูลที่ได้จากเครื่องมีลักษณะ REALTIME ทุกนาทีของวัน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์ฯ CCDC เพื่อเก็บและประมวลผลออกมาเป็นรายชั่วโมง ที่น่าสนใจคือ ทางศูนย์ฯ พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่สามารถโหลดลงมือถือเพื่อดูข้อมูลจากเครื่องวัดเพื่อแจ้งให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและทั่วไปในชุมชนทราบเพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ใช้สำหรับติดตามสถานการณ์ของฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพื่อประกอบการวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและเหมาะสมเท่านั้น ทำการได้ติดตั้งในชุมชนเป็นปีแรก ดังนั้น จึงไม่มีข้อมูลของปีที่ผ่านมา 2563 มาใช้เปรียบเทียบ แต่ก็ช่วยให้คณะทำงานมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการดำเนินงานเพื่อใช้สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงการได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในพื้นที่ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งชุมชนและหน่วยงานภาคีโดยมีเป้าหมายเดียวกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่บนฐานคิดเรื่องการจัดการร่วม และการจัดการที่ยั่งยืนต่อไป

Categories
บทความและข่าวสาร

ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน (บ้านเลาวู)

ชุมชนชาติพันธุ์ลีซูบนพื้นที่สูงในเขตป่ากับการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่

จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้มีการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการในการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำลายหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า หลาย ๆ ชุมชน ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ ชุมชนต่างหวั่นเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ของตนเองในปัจจุบัน และเล็งเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในฐานะพลเมืองไทย ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านหน้าด่าน หรือหมู่บ้านแรกที่ตั้งก่อนที่จะถึงเวียงแหง จึงมักเรียกกันว่า  “เลาวูประตูสู่เวียงแหง” เป็นอีกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของผืนป่ารอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นป่าตามกฎหมาย ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติผาแดง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ปลูกป่าในยุคปี 2522 ซึ่งสภาพปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2522 จนถึง 2558 คือ ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ โดยเฉพาะที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ซึ่งแต่เดิมมีระบบไร่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และเมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้มีการใช้กฎหมาย นโยบายใหม่ออกมา 3 ฉบับ ทั้งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 และนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะกฎหมายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีผลอย่างยิ่งต่อชุมชนบ้านเลาวูที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

ในขณะที่สถานการณ์ไฟป่า ฝุ่นควัน ยิ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดและของประเทศ หน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ต่างมีความพยายามที่จะร่วมมือหาแนวทางในการจัดการและแก้ไขปัญหาในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ นำไปสู่การทำงานที่เรียกว่า “การจัดการร่วม” ในพื้นที่ โดยในปี 2563 ทางหน่วยจัดการร่วม สสส.ส 6 จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาประสานงานกับชุมชนบ้านเลาวู ให้ร่วมเป็นภาคีจัดทำโครงการย่อยในพื้นที่ตามประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่สะอาดลดฝุ่นควัน จึงเป็นโอกาสดีของชุมชนในการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานเรื่องการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนบ้านเลาวู 

การจัดทำแผนแม่บทและปฏิบัติการเพื่อจัดการทรัพยากรดินน้ำป่าและการบริหารจัดการไฟจำเป็นและไฟไม่จำเป็น จึงเกิดขึ้น โดยกระบวนการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนงาน 2 ลักษณะ คือ การขับเคลื่อนงาน 1 : จัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกิจกรรมภายใต้การขับเคลื่อนงาน ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงานโครงการร่วมประชุมชี้แจงความเป็นมาและกรอบการขับเคลื่อนงานที่ตั้งไว้ในประเด็นยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทบทวนทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และ “บันไดผลลัพธ์” ร่วมกันสำรวจสภาพพื้นที่และจัดทำแผนบริหารจัดการป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีการจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า” เป็นการจัดเวทีร่วมของหน่วยงาน องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ไฟที่ผ่านมากับชุมชน วิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมเพื่อนำไปสู่แนวทางการจัดทำแผนการจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรของหมู่บ้านร่วมกันทั้งส่วนของหน่วยงานภาคีและส่วนของชุมชน มีการกำหนดแนวเขตพื้นที่บริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรปี 2563 เพื่อนำมาสู่การวางแผนการจัดการในปี 2564 โดยใช้เครื่องมือ แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการกำหนดจุดพื้นที่รวมทั้งฐานข้อมูลประกอบอื่น ๆ ในการวางแผนการบริหารจัดการไฟป่าและพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ข้อมูลกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรระดับหมู่บ้าน การบริหารจัดการทรัพยากรในหมู่บ้าน ระบบการผลิตของชุมชน กำหนดขอบเขตการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เป็นต้น กิจกรรมนี้ ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลและแผนที่แสดงขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าและพื้นที่การจัดการไฟป่า การจัดการไฟในพื้นที่เกษตร พร้อมรายละเอียดชุดข้อมูลหมู่บ้าน รายละเอียดกิจกรรมการจัดการป่าและไฟป่า ซึ่งสามารถนำไปประกอบการจัดทำแผนการจัดการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรได้ การขับเคลื่อนงาน 2 : นำแผนงานสู่การลงมือปฏิบัติการจริงร่วมกันของชุมชนทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร คือ การลงมือปฏิบัติการด้านบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่เกษตร มีจัดเวทีประชาคมแผนการจัดการป่าและไฟป่าและระเบียบกติกาชุมชน ทำแนวกันไฟในพื้นที่ และปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ลงมือปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ชุมชนเลาวูมี ต้นทุนระบบการผลิต ทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ยังคงปลูกไม้ผล ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟ ในขณะที่อีกร้อยละ 50 ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หากสามารถวางแผนจัดระเบียบการเผาได้ ไม่เกิดปัญหาไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าและมีความจำเป็นได้ว่าจำนวนพื้นที่การปลูกไม้ผลจะเพิ่มขึ้นทำให้ความจำเป็นใช้ไฟจะลดลง ชุมชนมีต้นทุนเรื่อง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน”  ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์และกาแฟอินทรีย์ กลุ่มนี้จะเป็นหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ผ่านมากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดทำโครงการพัฒนาเเละยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยโดยการส่งเสริมพัฒนากาเเฟครบวงจรบ้านเลาวู รวมทั้งจาก สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงแก่แกนนำคนรุ่นใหม่คืนถิ่น  

หากมองภาพรวมของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทั้งตัวชุมชนเอง หรือองค์กรภาคี ต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการจัดการป่าและไฟป่า ทำให้เกิดแนวทางการจัดการร่วมกัน เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและชุมชน จนทำให้เกิดแผนการจัดการป่าและไฟป่าของชุมชนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติการได้จริง โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ นอกจากกลไกคณะทำงานโครงการมีศักยภาพแล้ว ยังมีการจัดการข้อมูลที่ดีและทันสมัยด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ รวมถึงมีภาคีสนับสนุนที่เข้มแข็ง จนสามารถมองการทำงานอย่างเป็นระบบ ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จคงไม่ไกลเกินเอื้อมถึง  

Categories
บทความและข่าวสาร

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเชียงใหม่ (ชุมชนหมื่นสาร)

ปฏิบัติการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของชุมชนในเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน

กรณีชุมชนหมื่นสารตำบลหายยาอำเภอเมืองเชียงใหม่

สถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ยังไร้หนทางแก้ไข ประชาชนยังต้องทนสูดอากาศที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจติดอันดับต้น ๆ ของโลก ภายใต้วิถีทางการแก้ไขแบบเดิม เว็บไซต์ IQAir จัดอันดับคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ สภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 220 US AQI อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนสภาพอากาศในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่เช้าวันนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ค่า PM2.5 วัดได้ 114 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (https://www.bangkokbiznews.com) โดยเฉพาะชุมชนในเขตเมืองเชียงใหม่ การสะสมฝุ่นควันจนเกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ชุมชนหมื่นสาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ชุมชนหมื่นสารถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องด้วยชุมชนตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่เชื่อมกับเมืองเก่า ทุกวันเสาร์ที่มีถนนคนเดินวัวลาย ตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไปจะมีรถจากพ่อค้าแม่ค้าถนนคนเดินวัวลายมาตั้งของขายกว่า 1,000 คน และมีนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของฝากของที่ระลึกกว่า 6,000 คน ในทุกคืนวันเสาร์ แต่ก็ไม่ได้ลดมลพิษแต่อย่างใด เพราะยังมีการใช้รถในบริเวณรอบๆ โดยที่ทางชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ ชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายจึงเป็นชุมชนหนึ่งในเขตเมืองที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

ชุมชนได้เริ่มตระหนักในปัญหาฝุ่นควัน จึงเกิดการรวมตัวกันของชาวบ้านทั้งในส่วนที่เป็นคณะกรรมการชุมชน ชาวบ้านที่มีจิตอาสา และพระสงฆ์ เพื่อร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหา โดยมีทางองค์กรภาคประชาสังคม “เครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม” ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) ร่วมกันขับเคลื่อนงานในประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่อากาศลดฝุ่นควัน ภายใต้ “โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายเพื่อเชียงใหม่อากาศสะอาด ต.หายยา อ.เมือง    จ.เชียงใหม่” มุ่งหวังให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อมให้สามารถดูดซับฝุ่นควัน มีความสดชื่น ปลอดโปร่ง ร่มรื่น เย็นสบาย ปลอดภัยจากมลพิษ ซึ่งเป็นโมเดลหนึ่งของการจัดการปัญหาฝุ่นควันของชุมชนในเขตเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่มีพื้นที่ว่างพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากที่ดินแถบนี้มีราคาแพงมาก สิ่งสำคัญคือการร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบในพื้นที่ที่จำกัด เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่ม รวมถึงการฟื้นฟูดูแลต้นไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนและวัด การทำสวนผักอินทรีย์เล็กๆ ในบ้าน การติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ เป็นต้น โดยเริ่มกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งคณะทำงาน อสม. ตัวแทนชุมชนร่วมกันการสัมภาษณ์คนในชุมชนเป็นรายครอบครัว เพื่อเก็บข้อมูลสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมและและ “พื้นที่สีเขียว” ในชุมชน โดยใช้แบบสำรวจและแบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ประมวลผลการสำรวจเพื่อจัดทำข้อมูลฐาน BASELINE DATA สำหรับใช้วางแผนดำเนินงานและเปรียบเทียบผลการเปลี่ยนแปลง มีข้อสังเกตว่า พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่ในชุมชนจะค่อนข้างมีน้อย ส่วนใหญ่ตามบ้านในชุมชนจะเป็นการปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่ในเมืองจะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ปลูก และต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ค่อยมี จึงได้ร่วมกันส่งเสริมชาวบ้านปลูกต้นไม้ยืนต้นและไม้ประดับในบริเวณบ้านของตนเอง ให้ความรู้ เกี่ยวกับฝุ่นควัน PM2.5 ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น กว่า 15 ชนิด และลงมือปฏิบัติการขยายพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น อีกทั้งยังส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว แปงรั้วกินได้ ของแต่ละครัวเรือน และ ทำแปลงผักสวนครัวในพื้นที่ส่วนรวมบริเวณวัดหมื่นสาร สนับสนุนการติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศของแต่ละครัวเรือน และ บริเวณวัดหมื่นสาร เพื่อลดฝุ่น สร้างความรู้สึกสดชื่น ปลอดโปร่ง และติดตั้ง “เครื่องวัดคุณภาพอากาศ” ในชุมชน ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน 

โดยภาพรวม การร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ หากทุกชุมชนดำเนินการร่วมกัน ออกแบบพื้นที่สีเขียวของแต่ละครัวเรือน แต่ละชุมชนจนต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ จนขยายเป็นวงกว้าง เป็นต้นแบบที่สามารถการจัดการลดปัญหาฝุ่นควันได้ แต่อย่างไรก็ตามโจทย์ท้าทายสำคัญตามมานอกจากการสร้างพื้นที่สีเขียว คือ การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีข้อมูลเปรียบเทียบผลคุณภาพอากาศระหว่างก่อนหลังการดำเนินกิจกรรมตามโครงการที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนแรงกระเพื่อมสู่เป้าหมายในเรื่องการสร้างความตระหนักและร่วมมือของประชาชนในชุมชน ชุมชนข้างเคียง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปสู่การลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจสังคมจากปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5