Categories
บทความและข่าวสาร

รากนี้หยั่งลึก : ความผูกพันของชาวเชียงใหม่กับดอยสุเทพ

พัชรินทร์ สุกัณศีล
19 สิงหาคม 2564

ในปี พ.ศ.2529 มีบริษัทเอกชนใหญ่จากกรุงเทพฯเสนอโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ โดยสร้างจากเชิงดอยสุเทพใกล้สวนสัตว์เชียงใหม่ไปลงบริเวณวัดพระธาตุดอยสุเทพ โครงการนี้เกิดขึ้นเนื่องจากในปี พ.ศ.2524 ททท.(การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) ได้จัดทําแผนหลักพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ขึ้นเน้นสถิติรายได้ และปริมาณนักท่องเที่ยว แผนหลักนี้ ททท. ได้ว่าจ้างให้บริษัทเอกชน 4 บริษัทเป็นผู้จัดทํา หนึ่งในบริษัทคือ บริษัทโฟร์เอสจํากัด ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 เอกชนจัดตั้งบริษัทท่องเที่ยวพัฒนาขึ้นเพื่อรับเป็นผู้ดําเนินการโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ หุ้นส่วนหนึ่งในบริษัทใหม่คือบริษัทโฟร์เอสจํากัด ซึ่งเคยรับงานจัดทําแผนหลักพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่

เมื่อข่าวนี้แพร่ไปในจังหวัดเชียงใหม่โดยประชาชนรับทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ต้นปี พ.ศ.2529 โครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้นในแง่ผลกระทบหลายๆด้าน โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและความสําคัญทางศาสนาของวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระสงฆ์ ประชาชน นักวิชาการ นักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหว

ผู้อาวุโสในจังหวัดเชียงใหม่หลายท่าน อาทิ เจ้าชาญ สิโรรส (ทายาทเจ้าชื่น สิโรรส) คุณวรศักดิ์ นิมานันท์ (อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ของเชียงใหม่) คุณทองอินทร์ ชนะนนท์ (บุตรชายขุนกัน ชนะนนท์ ผู้อาสาครูบาศรีวิชัยสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ โดยเสนอให้ตัดโค้งขึ้นเขา โดยไม่ต้องอ้อมเขา ซึ่งใช้เวลานาน) ได้พบปะหารือกันเกี่ยวกับโครงการสร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ หลังจากนั้นได้เข้าไปกราบนมัสการ เจ้าคุณโพธิรังษี รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ที่วัดพันตอง ปรึกษา ด้วยเห็นว่าโครงการนี้ไม่เหมาะสมที่มาสร้างในพื้นที่ดอยสุเทพ

ขณะเดียวกันอาจารย์หลายท่านในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีการหารือกัน เช่น อาจารย์ศิริชัย นฤมิตรเรขการ ดร. ประศักดิ์ ถาวรยุติกานต์ อาจารย์ฉลาดชาย รมิตานนท์ อาจารย์วิระดา สมสวัสดิ์ ดร.นรินทร์ ทองศิริ ดร.นิรันดร โพธิกา นนท์ อาจารย์เฉลิมพล แซมเพชร อาจารย์ศรวณีย์ สุขุมวาท อาจารย์เครือมาศ วุฒิการณ์ อาจารย์สายแข สรรพกิจจํานง และผู้ห่วงใยสนใจเข้าร่วม ได้แก่ พัชรินทร์ สุกัณศีล และชยันต์ ผลโภค มีการพูดคุยหารือกันหลายครั้ง เพื่อเตรียมข้อมูลของ โครงการและผลกระทบต่อคนวงกว้าง โดยจะจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ ตั้งชื่อกลุ่มขึ้น “ชมรมเพื่อเชียงใหม่” เพื่อการทํางาน และแสดงการคัดค้านไม่เห็นด้วยกับโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ

รูปภาพ : บทความของปีเตอร์ ไมตรี องึ้ ภากรณ์ นักขา่ วสิ่งแวดล้อมลงในNation วันที่ 24 กันยายน 2530 หลังเข้าร่วมรับฟังคุณชยันต์ ผลโภคและคณะบรรยาย และฉายภาพสไลค์กิจกรรมที่ประชาชนเข้่าร่วมกับชมรมเพอืเชียงใหม่เพื่อแสดงคนเชียงใหม่ไม่เอาโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพแก่สมาชกิของสยามสมาคม ในโอกาศสัญจรมาเมืองเชียงใหม่

ในที่สุดทั้งผู้อาวุโส ชมรมเพื่อเชียงใหม่ เข้าไปนมัสการท่านเจ้าคุณโพธิรังษี มีพระหลายองค์ได้เข้ามาร่วมให้ คําปรึกษา เช่น พระครูอนุสรณ์ ศีลขันธ์

กิจกรรมแรกที่จัดขึ้นเพื่อแสดงการคัดค้านโครงการฯ จัดขึ้นวันที่ 24 พฤษภาคม 2529 เริ่มต้นรวมตัวกันที่หน้า อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ มีประชาชนในเชียงใหม่ ศรัทธาวัดต่างๆ กลุ่มหนุ่มสาว นักศึกษา นักเรียน ตัวแทนชมรมเพื่อเชียงใหม่ แถลงการณ์เหตุผลที่คัดค้านการสร้างกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยสุเทพ มีพระสงฆ์โดยการนําของท่านเจ้าคุณโพธิรังษี สวดให้ศีลให้ พรและประพรมน้ํามนต์แก่ผู้ร่วมเดินขบวนโดยเดินไปตามถนนราชวิถี เข้าถนนช้างม่อย เดินผ่านตลาดวโรรส ตลาดลําไย ไป สิ้นสุดขบวนที่สวนหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มีการแจกใบแถลงการณ์ แจกสติ๊กเกอร์ “ฉันรักดอยสุเทพ” ตลอด ทางที่ผ่านประชาชนที่อยู่ตามห้างร้าน ตลาดให้ความสนใจ

สื่อมวลชนให้ความสําคัญลงภาพและข่าวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและส่วนกลาง มีภาพพระสงฆ์ที่อนุสาวรีย์ สามกษัตริย์ขณะสวดให้ผู้เข้าร่วมขบวนก่อนออกเดินไปตามถนน มีกลุ่มต่างๆเข้าร่วมถือป้ายคัดค้าน นักเรียน นักศึกษาต่าง ทําป้ายมาร่วมขบวน

ในวันที่ 7 มิถุนายน 2529 ทางประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้ เชิญผู้แทนสื่อมวลชน 40 คน โดยออกค่าเครื่องบิน และที่พักให้ เพื่อฟังแถลงการณ์โครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพจัดที่โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า เชิญนักธุรกิจ องค์กร ต่างๆในเชียงใหม่ เข้าร่วมรับฟังจํานวนหลายร้อยคน มีการแจกหนังสือจัดทําอย่างดีมีภาพประกอบให้ข้อมูลของโครงการ

รูปภาพ : หนังสือประชาสัมพันธ์ของโครงการนี้

หลังจากนั้นทางประชาสัมพันธ์ลงบทความถึงข้อดีของโครงการจะเพิ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น ซึ่งจะดีต่อเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ชี้แจงจะตัดต้นไม้ 100 กว่าต้น เพราะการก่อสร้างจะเป็นแบบใหม่ กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก สําหรับขยะจะขนลงมาข้างล่างเพื่อจัดการ ไม่ให้ตกค้างอยู่ข้างบนดอยสุเทพ

ทางสมาชิกของชมรมเพื่อเชียงใหม่ เขียนโต้ตอบถึงความไม่เหมาะสมของโครงการที่จะสร้างในพื้นที่อุทยานดอยสุ เทพ-ปุย และประเด็นเรื่องศรัทธาของคนเชียงใหม่ที่มีต่อพระธาตุและดอยสุเทพ ศูนย์รวมศรัทธาของคนในล้านนา

วันที่ 28 มิถุนายน 2529 ชมรมเพื่อเชียงใหม่และพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยพายัพ วิทยาลัยครูเชียงใหม่ (ชื่อในขณะนั้น) วิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ (ชื่อในขณะนั้น) ร่วมกันจัดงานใหญ่ที่พุทธสถาน

รูปภาพ : ผู้อาวุโสเชียงใหม่เข้าร่วมคัดค้านโครงการกระเช้าไฟฟ้า จากซ้ายนายทองอินทร์ ชนะนนท์ ดญ. ศรัญญา ชนะนนท์ และคุณจันทร์สม ณ เชียงใหม่ พระสงฆ์ (คุณจันทร์สมและนายทองอินทร์เป็นบตุรของขุนกันชนะนนท์)สนทนากับผวู้า่ราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้นนายชัยยาพูนศิริวงศ์ที่พุทธสถาน
ผู้บันทึกภาพ : คุณชยันต์ ผลโภค
รูปภาพ : ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ให้ความสนใจต่อนิทรรศการ รับฟังข้อมูลและซักถามกับคุณพัชรินทร์ สุกัณศีล ผู้บันทึกภาพ : คุณชยันต์ ผลโภค
รูปภาพ : อาจารย์ศรวณีย์ สุขุมวาท กําลังให้สัมภาษณ์นักหนังสือพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์ไทยและหนังสือพิมพ์อังกฤษ
ผู้บันทึกภาพ : คุณชยันต์ ผลโภค
รูปภาพ : อาจารย์เครือมาศ วุฒิการณ์ ผู้ประสานงานชมรมเพื่อเชียงใหม่กําลังดูแลผู้มาลงชื่อคัดค้านโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ ผู้บันทึกภาพ : คุณชยันต์ ผลโภค
รูปภาพ:งานที่พุทธสถานวันที่28มถินุายน2529 ผู้บันทึกภาพ : คุณชยันต์ ผลโภค

มีการเตรียมการอย่างดี จัดนิทรรศการให้ข้อมูลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศของดอยสุเทพ ต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่เคารพของคนในล้านนา เน้นให้เห็นความพิเศษของถนนศรีวิชัย เป็นการสร้างถนนโดยการนําของครูบาศรี วิชัย ตนบุญของล้านนา ผู้คนหลั่งไหลมาทําถนนใช้จอบ เสียมขุดดิน บ้างก็เอาวัตถุดิบมาให้เพื่อทําอาหารเลี้ยงคน มีคนช่วยกันทํากับข้าว คือว่าเป็นการทําบุญได้บุญจากตนบุญ ถนนยาว 11 กิโลเมตรใช้เวลา 5 เดือน 22 วัน โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดิน ไม่ได้ใช้เครื่องมือหนัก

ถนนเส้นนี้จึงเป็นถนนที่แสดงความศรัทธาต่อครูบาศรีวิชัย แสดงให้เห็นความร่วมมือร่วมใจของประชาชน เพื่อจะไปกราบไหว้บูชาพระธาตุ

มีการพูดอภิปรายในห้องประชุมพุทธสถานด้านนอก อาจารย์วิถี พานิชพันธ์ นําปราสาท (ที่เผาของคนล้านนาโดย ไม่ใช้เตาเผา-เมรุ) เขียนด้านข้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพ เป็นการแสดงออกที่แรงมาก มีการตั้งโต๊ะให้คนที่มาร่วมงาน ลงชื่อคัดค้านโครงการนี้เพื่อเตรียมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้มีการระงับโครงการพร้อมแนบรายชื่อของ ประชาชน

สมาชิกชมรมเพื่อเชียงใหม่ ซึ่งมีความรู้ทําวิจัยในพื้นที่ดอยสุเทพได้ร่วมกันสํารวจเส้นทางของกระเช้าไฟฟ้า ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ดร.ฮันส์ บาน์ซิงเกอร์ นักกีฏวิทยา ผู้ทํางานค้นคว้าวิจัยพืชสัตว์บนดอยสุเทพนําการสํารวจ ต่อมามีบทความแสดงผลสํารวจจะมีการตัดต้นไม้มากกว่าที่โครงการเขียนไว้ระบบนิเวศจะได้รับผลกระทบ

ต่อมามีอาจารย์หลายท่านจากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร.อู่แก้ว ประกอบไวทย กิจ ดร.สตีฟ อิลเลียต อาจารย์แม็กแวล ได้เผยแพร่ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2451 มีนักพฤกษศาสตร์ต่างชาติเข้ามาสํารวจพื้นที่ดอยสุเทพแสดงให้เห็นว่าเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติที่สําคัญ

วันที่ 29 มิถุนายน 2529 รองผู้ว่าททท. กับตัวแทนของโครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นดอยสุเทพร่วมกับทีวีช่อง 8 เสนอผลดีของกระเช้าฯ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง

วันที่ 1 กรกฎาคม 2529 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายชัยยา พูนศิริวงศ์ ได้แถลงข่าวที่ศาลากลาง เสนอให้ระงับการพิจารณาสร้างกระเช้าลอยฟ้า โดยให้เหตุผลว่า จะทําให้ศาสนาร้าวและเป็นตัวทําลายจิตใจของประชาชน ถ้าโครงการดําเนินต่อไป จะสร้างความแตกแยกให้กับคณะสงฆ์และชาวเชียงใหม่

การคัดค้านกระเช้าลอยฟ้าดอยสุเทพเป็นก้าวแรกของประชาชนเล็กๆของเมืองเชียงใหม่ บอกแก่คนภายนอกเรา ขอกําหนดวิถีชีวิตของเราเองด้วยมาตรฐานคุณค่าที่เราเชื่อถือมาแต่บรรพบุรุษ

Categories
บทความและข่าวสาร

เตรียมความพร้อมร่างกายสู้ฝุ่นควัน ด้วยวิธีธรรมชาติ

ที่มา : วงสนทนา : Think & Do Tank – Talk Session “ เตรียมพร้อมร่างกาย สู้ฝุ่นควันปี 65 ด้วยวิถีธรรมชาติ” บรรยายโดย พญ.ลลิตา ธีระสิริ ประธานกรรมการบริหารเครือบริษัทบัลวี – ศูนย์ธรรมชาติบำบัด เมื่อวันที่ 7 พฤศษจิกายน 2564

เริ่มต้นที่อาหารทานอะไรจึงจะเหมาะสม ออกกำลังกายอย่างไรให้ระบบทางเดินหายใจแข็งแรง รวมไปถึงแนวทางการดูแล เด็ก ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง ต้องทำอย่างไร

มีหลายเรื่องที่ พญ.ลลิตา ธีระสิริ ช่วยแนะนำไว้ ทำง่าย เริ่มได้ไม่ต้องรอ และแก้ไขปัญหาสุขภาพช่วงเผชิญฝุ่นควันได้ทันที

พญ.ลลิตา ธีระสิริ ประธานกรรมการบริหารเครือบริษัทบัลวี – ศูนย์ธรรมชาติบำบัด

.

1.วิตามินและอาหารเสริม

วิตามิน A  เบต้าแคโรทีน มีในผักใบเขียว แดงม่วง เหลือง ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานโดยเฉพาะทางเดินหายใจ แก้ปัญหาภูมิแพ้ ป้องกัน

  • ผักใบเขียวอย่างเช่นใบยอคะน้าผักกาดหอมกะหล่ำปลีชะอม
  • ผักที่สีเหลืองอย่างเช่นแครอตฟังทองมะละกอเลมอนแคนตาลูปมะม่างสุกมะปราง
  • ผักที่สีเหลืองอย่างเช่นหนามแดง(มะม่วงหาวมะนาวโห่) มะเกี๋ยงมะเม่า(หมากเม่า)

วิตามิน E  มีในถั่ว ไข่ จมูกข้าว ข้าวกล้อง ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน ป้องกันโรคหัวใจและอัมพาต

วิตามิน C  มีในผักสดและผลไม้สด ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ลดความเครียด มีฤทธิ์ละลายเลือดได้เล็กน้อย

สมุนไพรแนะนำ : เหมี้ยง มะขามป้อม มะมอก บอระเพ็ด บ๊วย ผลัม

องค์กรอนามัยโลกได้กำหมดไว้ว่า การกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 500 กรัม จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และยังมีกากใยช่วยการทำงานของระบบขับถ่าย

.

2.การขับสารพิษตับ (Liver Detoxification)

  • Phase 1 ระบบเอนไซม์ Cytochrome P450 คือ ดึงเอาสารพิษออกจากเลือด เตรียมบรรจุหีบห่อรอกำจัดออก สารกระตุ้นได้แก่ คาแฟอีน แอลกอฮอล์ บาร์บิทูเรต 
    • คาแฟอีน เป็นสารที่น่าจะปลอดภัยที่สุดและนิยมการสวนล้างลำไส้ที่เรียกว่า “การสวนด้วยกาแฟ” คือ เป็นการล้างลำไส้อย่างง่ายสามารถทำได้เอง คาเฟอีนจะถูกดูดกลับเข้าสู่เลือดดำของตับและลำไส้ใหญ่ ไปกระตุ้นการทำงานของตับให้ทำการล้างพิษ
  • Phase 2 Conjugation คือ สลายพิษทำให้ละลายน้ำได้ ขับออกทางน้ำดีและไต สารกระตุ้นได้แก่ สารประกอบกำมะถันและกลูตาไทโอน โสมสะกัด  ขมิ้นชัน และสารอาหารเช่น หอมใหญ่ กระเทียม กะหล่ำ ผักใบ

.

3.การออกกำลังกายแบบตะวันออก

การเคลื่อนไหวในขณะที่จิตใจสงบ ทุกท่วงท่ากำกับด้วยลมหายใจ เช่น การออกกำลังกายแบบชี่กง โยคะ การฝึกเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง การใช้สมาธิ การหายใจที่ถูกต้อง ทำให้ปอดแข็งแรงขึ้น เปลี่ยนก๊าซได้ดีขึ้น

.

4.อบความร้อนสลับเย็น

เป็นวิธีการกำจัดเสมหะในปอด คือ นำความร้อมเพิ่มให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและเพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้อวัยวะภายในได้รับเลือดใหม่ไปเลี้ยงเป็นระยะๆ ลดอาการอักเสบ เพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว เช่น

  • อบสมุนไพร อุณหภูมิ 60 องศา อบ 5-10 นาที แล้วอาบน้ำให้ตัวเย็น 3 รอบ
  • ซาวน่า อุณหภูมิมากกว่า 80 องศา อบ 3-5 นาที ล้วอาบน้ำให้ตัวเย็น 3 รอบ

.

5.การอาบป่า

  • ใช้การสัมผัส มองความเขียวของป่า เสียง และกลิ่นของป่า อยู่ที่ระดับความสูงมากกว่า 1000 เมครได้ยิ่งดี (ไม่ใช่เดินป่า ปีนเขา)
  • ป่ามี  Phytocides ต้านจุลชีพในร่างกายจากน้ำมันระเหยในป่า กลิ่นสน  และแบคทีเรียที่เป็นมิตร Beneficial Bacteria 
  • คืนสู่อ้อมกอดธรรมชาติ
  • ประจุลบจากป่า ได้ผลในการคลายเครียด ฟอกปอด เพิ่มภูมิต้านทาน

.

6.ใช้เครื่องฟอกอากาศหรืออยู่ Safe Zone (โดยเฉพาะผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง)

.

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ #สภาลมหายใจเชียงใหม่
Categories
Uncategorized บทความและข่าวสาร

ผลกระทบต่อสุขภาพจากฝุ่น PM2.5

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย : ชนกนันทน์ นันตะวัน และ ภูวมินทร์ อินดี

ฝุ่น PM2.5 หรือฝุ่นละเอียด (Fine Particle) มีอนุภาคขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ไมครอนหรือ เล็กกว่าหรือเทียบเท่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดสามารถแขวนลอยในอากาศ และเคลื่อนที่ไปได้ไกลกว่า 100-1,000 กิโลเมตร เมื่อฝุ่น PM2.5 เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ผ่านทางระบบหายใจจะทําให้กระบวนการทํางานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเกิดความผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บป่วยหรือเป็นโรคได้ ด้วยเหตุนี้ในปี พ.ศ. 2556 องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) จึงกําหนดให้ฝุ่น PM2.5 จัดอยู่ในกลุ่มที่ของ สารอันตรายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเป็นสารพิษ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง

ภาพที่ 1 เปรียบเทียบขนาดของฝุ่นละเอียดขนาดเล็กกับขนาดของเส้นผมมนุษย์ ที่มา :USEPA

ขนาดของฝุ่นที่เราสูดดมเข้าสู่ร่างกายมีผลต่อการเจ็บป่วยของร่างกายและการเกิดโรค เนื่องจากฝุ่นแต่ละขนาด สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ต่างกัน เมื่อเราหายใจรับฝุ่นเข้าสู่ร่างกาย ฝุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า PM10 จะติดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โพรงจมูกและขนจมูก ส่วนฝุ่นที่มีขนาด 2.5 ถึง 10 ไมครอน จะติดอยู่ที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น ลําคอหรือหลอดลม และฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า PM2.5 จะ เดินทางเข้ามาติดที่ถุงลมภายในปอด (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 ความสําคัญของขนาดฝุ่น PMที่สามารถเข้าสู่ส่วนต่างๆของร่างกายที่มา : รศ.นพ.เฉลิม ลิ่วศรีสกลุ, 2564

เมื่อฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน เดินทางเข้ามาถึงถุงลมภายในปอดที่ทําหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนก๊าซเข้าสู่ระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวจะทําการกําจัดฝุ่น PM2.5 ที่ปนเปื้อนในระบบหลอดเลือด แต่ไม่สามารถกําจัดได้ ร่างกายจะตอบสนองกระบวนการนี้ด้วยการจะกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด AM (Alveolar Macrophage) มาช่วยกําจัดฝุ่น PM2.5 นี้ และเกิดปฏิกิริยาสารก่ออักเสบ สารก่ออักเสบนี้จะซึมผ่านจากปอดเข้าสู่กระแสเลือดไหลเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ส่งผลให้อวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงเกิดการอักเสบด้วย ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 ไมครอน สามารถเดินทางทะลุเข้าไปในกระแสเลือดได้โดยตรงและทําให้เกิดการอักเสบภายในอวัยวะต่าง ๆ ที่มีเลือดไปเลี้ยงด้วยเช่นกัน

ภาพที่ 3 กระบวนการของฝุ่นละเอียดที่เข้าไปอยู่ในตัวของเซลลเ์ม็ดเลือดขาวที่มา : เฉลิมลิ่วศรสีกุล,2564

ในปี พ.ศ. 2562 มีการศึกษาว่าฝุ่นหยาบขนาด PM10 สัมพันธ์กับการเจ็บป่วยถึงขั้นนอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคปอดอักเสบ โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยกลุ่มผู้สูงอายุเป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด และมีรายงานการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่พบว่า ทุก ๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของค่าเฉลี่ยรายวันปริมาณฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6

สาเหตุและอัตราการเสียชีวิตที่สัมพันธ์กัน ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกําเริบ ร้อยละ 7.2-8.9 , โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ร้อยละ 8.6 , ภาวะเป็นพิษจากการติดเชื้อ (Septic Shock) ร้อย ละ 5.7-6.1 หากนําจํานวนวันที่มีค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่น PM2.5 สูงกว่าค่าเฉลี่ยรายวันที่องค์การอนามัยโลกกําหนด มาคํานวณหาจํานวนผู้เสียชีวิตรายวันที่เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคมของปี พ.ศ.2562 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี พ.ศ. 2560 และ พ.ศ. 2561 พบว่า ในปี พ.ศ. 2560 มีผู้เสียชีวิตรายวัน จํานวน 87 ราย ใน พ.ศ. 2561 มีผู้เสียชีวิตรายวัน จํานวน 151 รายเพิ่มขึ้นจากจํานวนผู้เสียชีวิตรายวันในปี พ.ศ. 2560 ร้อยะ 73 และ ในปี พ.ศ. 2562 มีผู้เสียชีวิตรายวัน จํานวน 225 ราย เพิ่มขึ้นจากเพิ่มขึ้นจากจํานวนผู้เสียชีวิตรายวัน ในปี พ.ศ. 2560 ร้อยละ 158 แม้จํานวนวันที่มีค่าเฉลี่ยรายวันของฝุ่น PM2.5 จะสูงกว่าค่ารายวันที่องค์การอนามัย โลกกําหนดเพิ่มมากขึ้นเพียง 10 และ 14 วันตามกําหนด แต่ความเข้มข้นเฉลี่ยรายวันและค่าสูงสุดในช่วงเวลา ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ภาพที่ 4 ผลกระทบจากฝุ่นต่ออวัยวะสําคัญ ในการดํารงชีวิต ที่มา : ชายชาญ โพธิรัตน์

งานศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพของ ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ ในพื้นที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าแหล่งกําเนิดฝุ่นควัน PM2.5 ในพื้นที่ส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เศษชีวมวลในที่โล่ง และเมื่อฝุ่น PM2.5 มี ปริมาณที่เพิ่มขึ้น ทุก ๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรของค่าเฉลี่ยรายวันสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.5 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเสียชีวิตของทั้งจังหวัดเชียงใหม่กว่า 2 เท่า ทั้งนี้อาจเกี่ยวข้องกับประชาชนอําเภอเชียงดาวรับเอาฝุ่น PM2.5 เข้าไปในร่างกายมากกว่าประชาชนทั้งจังหวัด เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งมลพิษจากการเผาในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่า บ้านพักอาศัยเป็นแบบเปิดโล่ง (Open House Style) และไม่มีเครื่องฟอกอากาศทําให้ ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้ามาในตัวบ้านได้ตลอดเวลา

ภาพที่ 5 กราฟแสดงจํานวนผเู้สียชีวิตรายวันของชาวเชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้นสัมพันธ์กับค่าฝุ่น PM2.5 ที่มา : ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์

นอกจากนี้ยังพบว่า ในผู้ป่วยที่นอนรับการรักษาในโรงพยาบาลได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประชาชนในชุมชน ราว 4 เท่า จากการศึกษาพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาล เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อทุก ๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ของค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายวันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นผลกระทบรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมากในผู้ที่เจ็บป่วยหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ในปี พ.ศ. 2559 พบความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการกําเริบของโรคหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกําเริบที่ทําให้ต้องมารับการรักษาที่แผนกฉกุเฉินในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 29 และ 35 ตามลําดับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ชายชาญ โพธิรัตน์, 2563, มลพิษฝุ่นละเอียด PM2.5 ผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ, หน้าที่ 9.
  • เฉลิม ลิ่วศรีสกุล, (2564), ผลกระทบของมลพิษทางอากาศต่อสุขภาพ, หลักสูตรการอบรมด้านการจัดการ มลพิษทางอากาศสําหรับภาคเหนือ, หน้าที่ 14-15.
  • ปิยนันท์ ศรีทองทิม, (2563), วารสารวิชาการ มหาลัยราชภัฏพระนคร, มาตรการทางกฎหมายในการลด มลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM2.5, หน้าที่ 278.
  • Phosri A, Ueda K, Phung VL, Tawatsupa B, Honda A, Takano H. Effects of ambient air pollution on daily hospital admissions for respiratory and cardiovascular diseases in Bangkok, Thailand. Sci Total Environ 2019;651:1144-53
  • Pothirat C, Chaiwong W, Liwsrisakun C, Bumroongkit C, Deesomchok A,Theerakitikul T, et al. The short-term associations of particular matters on non-accidental mortality and causes of death in Chiang Mai, Thailand: a time series analysis study between 2016-2018. Int.J.Environ. Health Research 2019; 1:1-10
  • US EPA : United Sates Environmental Protection Agency สืบค้นออนไลน์ ที่มา:https://www.epa.gov/pm-pollution/particulate-matter-pm-basics

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

Categories
บทความและข่าวสาร

วิกฤตฝุ่น PM2.5 และเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่

รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลโดย : ชนกนันทน์ นันตะวัน และ ภูวมินทร์ อินดี

วิกฤตฝุ่น PM2.5 และเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดเชียงใหม่

โดยทั่วไปในอากาศที่เราหายใจมีส่วนประกอบเป็นก๊าซไนโตรเจนประมาณร้อยละ 78 ก๊าซออกซิเจน ประมาณร้อยละ 2 ก๊าชและฝุ่นละอองอื่น ๆ อีกประมาณร้อยละ 1 ซึ่งฝุ่นขนาดเล็กที่แขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นมี 2 ประเภทหลัก คือ ฝุ่นจากธรรมชาติ เช่น ละอองเกลือทะเล ฝุ่นจากทะเลทราย ละอองเกษร ฝุ่น ควันจากภูเขาไฟระเบิด และฝุ่นจากฝีมือมนุษย์ เช่น ฝุ่นควันจากการจุดไฟเผาวัสดุต่าง ๆ ทั้งอินทรียวัตถุและอนินทรียวัตถุ จากเครื่องยนต์และเครื่องจักร เป็นต้น

.

ดังนั้นปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงหมายถึงความไม่ปกติของสภาพอากาศ ที่เราหายใจเข้าไป ที่มีสัดส่วนของก๊าซหรือฝุ่นขนาดเล็กที่ปนเปื้อนอยู่จํานวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว

ภาพที่ 1 ภาพแสดงวัฏจักรของฝุ่น

ฝุ่นละอองขนาดเล็ก เมื่อถูกปลดปล่อยออกมาจากแหล่งกําเนิดสามารถแขวนลอยอยู่ในชั้น บรรยากาศได้เป็นระยะเวลานานและสามารถเคลื่อนที่ไปได้ไกลตามทิศทางและกระแสของลมกว่า 100 – 1,000 กิโลเมตร เมื่อแขวนลอยในชั้นบรรยากาศไปสักระยะอาจเกิดการรวมตัวกันทําให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นและตกลงสู่พื้นผิวของโลก เรียกกระบวนการนี้ว่า “การตกสะสมแห้ง” (Dry Particle Deposition) หรือเมื่อแขวนลอยในชั้นบรรยากาศไปสักระยะแล้วปะทะกับกลุ่มความชื้นของไอน้ําในบรรยากาศเกิดเป็นเม็ดฝนตกลงมาสู่พื้นผิวโลก เรียกกระบวนการนี้ว่า “การตกสะสมเปียก” (Wet Deposition) นี้เป็นเพียงตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงวัฏจักรของฝุ่นในชั้นบรรยากาศอย่างง่ายของลักษณะภูมิอากาศและภูมิประเทศทั่วไป แต่จังหวัดเชียงใหม่นั้นมีลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างออกไปตามปัจจัยที่จะกล่าวดังต่อไปนี้

ปัจจัยที่หนึ่ง คือ แหล่งกําเนิดของฝุ่น PM2.5 โดยภาพรวมแล้วแหล่งกําเนิดฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ นั้นมาจาก 2 แหล่งกําเนิดหลัก ได้แก่ แหล่งกําเนิดจากพื้นที่เมืองหรือชุมชน เช่น จากการจราจร จากกิจกรรมของมนุษย์ เป็นต้น และแหล่งกําเนิดจากพื้นที่นอกเมือง เช่น ไฟในพื้นที่ป่า ไฟป่า ไฟจากพื้นที่เกษตรกรรม เป็นต้น

ปัจจัยที่สอง คือ สภาพภูมิประเทศ จังหวัดเชียงใหม่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงสลับกับแอ่งที่ราบ หรือที่เรียกว่า ลักษณะภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะ ซึ่งที่ราบระหว่างภูเขานี้เป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เกษตรกรรม ขนาดใหญข่องคนในพื้นที่ มีระดับความสูงของภูมิประเทศแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ประมาณ 100 –2,500 เมตร จากระดับน้ําทะเลปานกลาง6

ภาพที่ 2 แสดงลักษณะภูมิประเทศที่มีลักษณะภูเขาสูงสลับกับแอ่งที่ราบของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ แหล่งที่มา: ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตรส์ ิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจัยที่สาม คือ สภาพภูมิอากาศและทิศทางของลม จังหวัดเชียงใหม่มีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน 3 ฤดูกาล ได้แก่ “ฤดูฝน” เป็นฤดูที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เริ่มประมาณช่วงเดือนพฤษภาคมถึงประมาณกลางเดือนตุลาคม ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ส่วนใหญ่มาจากการจราจรในพื้นที่เมืองและชุมชน แต่เนื่องจากฤดูฝนมีความชื้นในชั้นบรรยากาศมากและมีน้ําฝนทําให้ฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดสามารถแขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ในระยะเวลาสั้น ดังนั้นโดยภาพรวมเรามักจะไม่ค่อยสังเกตเห็นฝุ่น PM2.5 แขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศเท่าใดนัก แต่ก็ประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ใกล้พื้นที่แหล่งกําเนิด เช่น กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ใกล้เส้นทางการจราจรที่มีปริมาณรถที่หนาแน่น มลพิษทางอากาศที่ปล่อยออกจากแหล่งกําเนิดก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกัน

“ฤดูหนาว” เป็นฤดูที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มในช่วงประมาณปลายเดือนตุลาคมและสิ้นสุดในช่วงประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนพัดเข้าแผ่ปกคลุมบริเวณพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ ส่งผลให้มีความกดอากาศสูง ช่วงเวลาดังกล่าวความชื้นในอากาศจะค่อย ๆ ลดลง มีผลให้ฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดสามารถแขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานขึ้น ประกอบกับอากาศเย็นลอยตัวต่ําใกล้ระดับพื้นที่ผิว ไม่เอื้อต่อการระบายอากาศ เมื่อมีแหล่งกําเนิดของฝุ่น PM2.5 ที่มากขึ้นก็ยิ่งมีการสะสมฝุ่น PM2.5 ในอากาศในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

“ฤดูร้อน” จะเริ่มประมาณช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนืออ่อนกําลังลงแต่จังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือยังคงมีอากาศเย็นในตอนเช้า และอากาศร้อนในตอนกลางวัน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ชั้นอุณหภูมิผกผัน กล่าวคือ ช่วงกลางวันอากาศจะร้อนและความร้อนจะถูกสะสมอยู่ที่พื้นผิวโลก เมื่อถึงช่วงพลบค่ําจะมีมวลอากาศเย็นเคลื่อนตัวมาครอบทับไว้อีกชั้นหนึ่งส่งผลให้ ฝุ่นควันจากแหล่งกําเนิดในพื้นที่ถูกกักไว้ในพื้นที่ ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของเชียงใหม่เป็นแอ่งภูเขา จึงเกิดปรากฏการณ์ที่คล้ายมีฝาครอบ ประกอบกับช่วงดังกล่าวมีเหตุการณ์ใช้ไฟที่เกิดฝุ่นในพื้นที่จํานวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การใช้ไฟเผาเพื่อบริหารจัดการเศษชีวมวลในพื้นที่ป่า ไฟป่า การใช้ไฟเผาชีวมวลในพื้นที่การเกษตร เพื่อเตรียมการเพาะปลูกในรอบถัดไป การจราจรของคนในพื้นที่ที่ยังคงมีกิจวัตรประจําวันใช้รถยนต์เหมือนเดิมเหล่านี้ส่งผลให้ จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนเป็นประจําทุกปี

ภาพที่ 3 แสดงแบบจําลองของการเกิดปรากฏการณ์ชั้นอุณหภูมิอากาศพกผัน

นอกจากปัจจัยเรื่องของสภาพภูมิอากาศแล้ว กระแสและทิศทางลมในพื้นที่ก็มีส่วนสําคัญที่ส่งผลให้เกิด ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะลักษณะภูมิประเทศแอ่งภูเขา จะมีลมหุบเขาทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน ในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนลมจากพื้นที่ราบจะพัดขึ้นสู่ที่สูงหรือยอดเขา ซึ่งอาจเป็นผลดีทําให้ฝุ่น PM2.5 จาก แหล่งกําเนิดในพื้นที่ราบถูกพัดพาหรือมีลมช่วยระบายออกไปยังชั้นบรรยากาศที่สูงขึ้น หากเป็นช่วงเวลาหลังพลบ ค่ําอากาศจะเย็นลงกระแสลมจะพัดกลับจากที่สูงหรือยอดเขาลงสู่พื้นราบ ซึ่งอาจเป็นผลเสียทําให้ฝุ่น PM2.5 ถูก พัดลงมาสะสมอยู่ในบริเวณที่เป็นที่ราบสมทบกับแหล่งกําเนิดของฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดในพื้นที่ราบอีกส่วนหนึ่ง หากบริเวณดังกล่าวมีการเกิดไฟหรือฝุ่น

ภาพที่ 4 แสดงลมภูเขาที่เป็นลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศที่เป็นแอ่งภูเขา

ปัจจัยที่สี่ ฝุ่นควันข้ามแดน เป็นเรื่องปกติที่จะมีกระแสจากอีกพื้นที่หนึ่งพัดไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง แต่ถ้ากระแสลมนั้นพัดพาเอาอากาศที่ดีไปด้วยก็อาจไม่เกิดปัญหา ในทางตรงกันข้ามถ้ากระแสลมนั้นพัดพาเอาฝุ่น PM2.5 ไปด้วยก็อาจทําให้ระหว่างทางหรือปลายทางของกระแสลมนั้นเกิดปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 ในอากาศที่เกินค่ามาตรฐาน และส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้คนที่อาศัยอยู่ระหว่างเส้นทางของลมนี้ อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดจะสามารถ แขวนลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศได้เป็นระยะเวลานาน และถ้าชั้นบรรยากาศที่ฝุ่นควันนั้น แขวนลอยอยู่เกิดการเคลื่อนโดยกระแสลม ย่อมทําให้ฝุ่น PM2.5 ถูกพัดพาจากแหล่งกําเนิดเคลื่อนไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้ และในบางกรณีอาจเคลื่อนไปสมทบกับแหล่งกําเนิดของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ด้วย ทําให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ยิ่งทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวิกฤต ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในอากาศสูงเกินค่ามาตรฐานส่วนหนึ่งมาจากปัญหาของฝุ่น PM2.5 จากพื้นที่รอบข้างที่ถูก กระแสของลมพัดพาเข้ามาสมทบกับฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกําเนิดในพื้นที่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • ชาคริต โชติอมรศักดิ์ และดวงนภา ลาภใหญ่, (2561), วารสารหน่วยวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ สิ่งแวดล้อม
  • ตติยา วิชัยดิษฐ, (2563)
  • ปิยนท์ ศรีทองทิม, (2563), วารสารวิชาการ มหาลัยราชภัฏพระนคร, มาตรการทางกฎหมายในการลดมลพิษทาง อากาศจากฝุ่น PM2.5, หน้าที่ 278.
  • สุทรรศน์ เผ่าผาง, 2020, ความหมายของความชื้น, สืบค้นออนไลน์ ที่มา:https://www.neonics.co.th/moisture-and-humidity/air-humidity.html
  • ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ และทีมนักวิจัย, (2562)
  • CIRCLIFE MEDICAL, การหายใจ อากาศและออกซิเจน, สืบค้นออนไลน์ ที่มา:http://www.circlife.com/knows.php

ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

Categories
บทความและข่าวสาร

5 หนุน 3 เปลี่ยน หนุนขบวนชุมชนปฏิบัติการจัดการไฟป่าอย่างมีคุณภาพ

หนุน 5 เรื่องสำคัญ

A1 community mobilization การจัดขบวนภายในชุมชนและเครือข่าย จัดองค์กร สร้างสำนึกร่วม เรียนรู้สถานการณ์​ภายในชุมชนและสถานการณ์​ระดับกว้าง สร้างสำนึกและการตระหนักรู้ในสถานการณ์​ใหม่ ไฟป่า 3 ผลกระทบ นิเวศน์​ป่า สุขภาพ เศรษฐกิจ

A2 Planing จัดกระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วมการจัดการดิน น้ำ ป่า ไฟป่า มีกรอบการทำแผนที่ชัดเจนเหมาะสม เข้าใจทั้งภายใน และพร้อมเสนอกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง on Digital gis mapping monitoring

A3 Demarcation ปักหมุดทำเสา เครื่องหมายแสดงขอบเขตทางกายภาพ​ให้ชัดตามแผน

A4 training for sustainable อบรม วิจัย เรียนรู้ หลักการความยั่งยืน ทั้งลงลึกและการต่อยอด

A5 material support การสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น ทั้งในการเผชิญเหตุ เช่นเครื่องเป่าลม และอุปกรณ์​เสริม​การพัฒนาสู่ความยั่งยืน กล้าไม้ การแปรรูป

เดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)
และ ประธานคณะทำงานด้านป่าไม้และที่ดินในพื้นที่ป่า

B incensitivizing สร้างแรงจูงใจเพื่อ​ความยั่งยืน เชิงระบบ

B1 Setting up value chain การดูแลป่าต้องได้รับประโยชน์จากป่าทั้งทางตรงและทางอ้อม ในทางเศรษฐกิจ​ (จะมีความหมายมากกว่าการเข้าถึงงบประมาณในการจัดการไฟ )​ //ผลิตภัณฑ์​หรือผลผลิตที่ลดการใช้ไฟ เกษตรไม่เคมี ต้องมีระบบตลาดรองรับ..bio economy..

B2 land right comunity forest right การ​เข้าถึงสิทธิในการจัดการป่า การจัดการที่ดิน การจัดการน้ำ.. เป็นหัวใจสำคัญของ​ การสร้าวแรงจูงใจที่สำคัญที่สุด หน้าที่ความรับผิดชอบที่มีความชัดเจนในเรื่องสิทธิ คือหัวใจสำคัญป่าชุมชน คทช พรบ อุทยานปรับใหม่ ล้วนแล้วคือเงื่อนไขสำคัญ อย่าทำให้มันกลายเป็นอุปสรรคสำคัญก็แล้วกัน

B3 carbon market linkage อันนี้เรื่องใหม่มาแรงแรงแรงสำหรับการตอบโจทย์ภาวะโลกร้อนเปลี่ยนเกษตรเคมีผู้ปลด co2 มหาศาลไปสู่​เกษตรอินทรีย์ผู้สามารถ ดูดซับ co2​ ได้มากกว่า 12 เท่า

เปลี่ยนการไล่จับชาวบ้านฟ้องคดีทำให้โลกร้อน ไปสู่กระบวนการใหม่ให้ชาวบ้านเป็นผู้ช่วยโลก สะสมคาร์บอนในป่าชุมชน ในระบบวนเกษตร

ที่สำคัญในระบบตลาดคาร์บอน​ที่มีอยู่มากมาย ทำอย่างไรจะมาถึงชาวบ้านสร้าง​แรงบันดาลใจ​ใหม่ๆ ในโลกทัศน์​ใหม่

ปล. 1.) ร่างเพื่อเสนอทีมในสภาลมหายใจ ก่อนลงรายละเอียดแผนกิจกรรมโครงการและข้อเสนอ เพื่อเสนอผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง

2.) หลักคิดส่วนใหญ่ได้จากคุณ.Brendon Irvine / adventist developmentand relief avency asia regional office /ADRA3.รูปก็ขโมยมาจากตำแม่แดด ทำแผนป่าชุมชน

ที่มา : Facebook เดโช ไชยทัพ

Categories
ประกาศและกิจกรรม

กิจกรรมแข่งขันเทคโนโลยีสู้ฝุ่น

กิจกรรมเทคโนโลยีสู้ฝุ่น สร้างกระแสความตระหนักแก้ไขปัญหาฝุ่นควันมลพิษทางอากาศในเมืองเชียงใหม่ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดไฟล์รายละเอียดโครงการแข่งขันเทคโนโลยีสู้ฝุ่น<<

>>ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครเข้าร่วมโครงการ<<

Categories
บทความและข่าวสาร

พัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียน (บ้านโปกกะโหล้ง)

ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วม

กรณีบ้านโปกกะโหล้งตำบลแม่แดดอำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านที่ทำกันในหลายวัฒนธรรมในอดีต แต่ปัจจุบันพอจะหลงเหลือให้เห็นได้ในหมู่ชาวปกาเก่อญอ บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นวิธีการเพาะปลูกพืชในพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปลูกพืชแบบผสมผสาน ทั้งข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่างๆ รวมกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เมื่อทำการเพาะปลูกไประยะหนึ่งจนดินลดความอุดมสมบูรณ์ลง ก็จะย้ายไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่ใหม่ และปล่อยให้ดินในพื้นที่เดิมได้ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมนั้นอีกครั้ง จึงเป็นรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้มากที่สุดระบบหนึ่ง (https://sites.google.com)

ชุมชนบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงดำรงวิถีการผลิตในรูปแบบไร่หมุนเวียน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ราบสำหรับทำนา ทำสวน (กาแฟ กล้วย ถั่วแดง ถั่วลิสง ฯลฯ) เลี้ยงสัตว์ (วัว ควาย หมู ไก่) หาของป่า และรับจ้างทั้งภายในและภายนอกชุมชน สถานการณ์ปัญหาของพื้นที่ คือ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ทำให้มีปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้และการจัดการพื้นที่ทั้งที่ดินทำกินและป่า โดยเฉพาะ “การทำไร่หมุนเวียน” แม้จะมีงานวิชาการหลายชิ้น ที่ระบุว่าระบบการเกษตรในรูปแบบนี้ เป็นระบบการเกษตรยั่งยืนบนพื้นที่สูงรูปแบบหนึ่งที่ทำบนฐานความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ มีคุณค่าที่สำคัญในเรื่องการช่วยรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืชพื้นบ้านมากกว่า 80 ชนิดขึ้นไป และที่สำคัญคือช่วยรักษาพื้นที่ป่าและทรัพยากรในภาพรวมของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แต่ระบบดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ทั้งเรื่องของการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่ไร่เหล่าสำหรับการเพาะปลูก การใช้ไฟในการผลิต ซึ่งภาครัฐและสังคมมองว่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นควัน 2.5 pmอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ

มาตรการห้ามเผา 60 วัน ซึ่งทับคลอบช่วงเวลาที่ชุมชนต้องใช้ไฟเพื่อเตรียมการเพาะปลูก คือประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการคือ ปัญหาเรื่องวัชพืชและธาตุอาหารในดิน ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาคุม/ฆ่าหญ้า ทำให้มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ในแต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น นั่นคือ ค่าสารเคมี รวมทั้งต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อกำจัดวัชพืชและอื่นๆ อีกทั้ง ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหา การใช้ไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเองก็จะต้องเข้าใจต่อปัจจัยนี้ และมีการปรับตัวบนฐานข้อมูลและความเข้าใจที่รอบด้าน เพื่อค้นหาแนวทางการจัดการร่วมกัน โดยมีคำถามสำคัญ เช่น การใช้ไฟในพื้นที่ไร่ปลดปล่อยฝุ่นควันมากน้อยขนาดไหน จะทำอย่างไรให้ยังสามารถใช้ไฟได้อยู่โดยที่เกิดผลกระทบฝุ่นควันน้อยที่สุด แทนการห้ามใช้ไฟที่นำไปสู่ปัญหาเรื่องสารเคมีและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจัดการร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากหน่วยงานและภายนอกว่าไฟที่ใช้จะไม่ลุกลามเข้าไปในเขตป่า

จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยจัดการร่วมกับสำนัก 6 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของจังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ชาวบ้าน บ้านโปกกะโหล้งที่ยังคงทำไร่หมุนเวียน จำนวน 30 หลังคา และ กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ สมาชิกอื่นๆในชุมชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับตำบล อำเภอ หน่วยงานสนับสนุนจำนวนรวมประมาณ 20 คน หลังจากได้จัดตั้งคณะทำงาน จึงมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน ทำให้แกนนำชาวบ้านเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นระบบเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาการจัดการไฟในระบบเกษตรไร่หมุนเวียนและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อทำประชาคมหมู่บ้าน ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียนร่วมกันในชุมชน จนเกิดข้อตกลงร่วมในการดำเนินโครงการ และ การบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียน ในพื้นที่ป่า และมีแผนการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนในปี 2564 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งเสนอแผนกับหน่วยงานเพื่อสร้างความร่วมมือและบูรณาการการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการลงพื้นที่สำรวจจัดทำข้อมูลพื้นที่แปลงที่ต้องใช้ไฟ เลือกพื้นที่ และช่วงเวลาการเตรียมที่เหมาะสม รวมทั้งการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM 10 และ PM 2.5 ในชุมชน โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CCDC ข้อมูลที่ได้จากเครื่องมีลักษณะ REALTIME ทุกนาทีของวัน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์ฯ CCDC เพื่อเก็บและประมวลผลออกมาเป็นรายชั่วโมง ที่น่าสนใจคือ ทางศูนย์ฯ พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่สามารถโหลดลงมือถือเพื่อดูข้อมูลจากเครื่องวัดเพื่อแจ้งให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและทั่วไปในชุมชนทราบเพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ใช้สำหรับติดตามสถานการณ์ของฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพื่อประกอบการวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและเหมาะสมเท่านั้น ทำการได้ติดตั้งในชุมชนเป็นปีแรก ดังนั้น จึงไม่มีข้อมูลของปีที่ผ่านมา 2563 มาใช้เปรียบเทียบ แต่ก็ช่วยให้คณะทำงานมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการดำเนินงานเพื่อใช้สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงการได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในพื้นที่ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งชุมชนและหน่วยงานภาคีโดยมีเป้าหมายเดียวกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่บนฐานคิดเรื่องการจัดการร่วม และการจัดการที่ยั่งยืนต่อไป

Categories
บทความและข่าวสาร

ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน (บ้านเลาวู)

ชุมชนชาติพันธุ์ลีซูบนพื้นที่สูงในเขตป่ากับการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่

จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้มีการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการในการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำลายหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า หลาย ๆ ชุมชน ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ ชุมชนต่างหวั่นเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ของตนเองในปัจจุบัน และเล็งเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในฐานะพลเมืองไทย ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านหน้าด่าน หรือหมู่บ้านแรกที่ตั้งก่อนที่จะถึงเวียงแหง จึงมักเรียกกันว่า  “เลาวูประตูสู่เวียงแหง” เป็นอีกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของผืนป่ารอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นป่าตามกฎหมาย ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติผาแดง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ปลูกป่าในยุคปี 2522 ซึ่งสภาพปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2522 จนถึง 2558 คือ ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ โดยเฉพาะที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ซึ่งแต่เดิมมีระบบไร่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และเมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้มีการใช้กฎหมาย นโยบายใหม่ออกมา 3 ฉบับ ทั้งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 และนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะกฎหมายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีผลอย่างยิ่งต่อชุมชนบ้านเลาวูที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

ในขณะที่สถานการณ์ไฟป่า ฝุ่นควัน ยิ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดและของประเทศ หน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ต่างมีความพยายามที่จะร่วมมือหาแนวทางในการจัดการและแก้ไขปัญหาในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ นำไปสู่การทำงานที่เรียกว่า “การจัดการร่วม” ในพื้นที่ โดยในปี 2563 ทางหน่วยจัดการร่วม สสส.ส 6 จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาประสานงานกับชุมชนบ้านเลาวู ให้ร่วมเป็นภาคีจัดทำโครงการย่อยในพื้นที่ตามประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่สะอาดลดฝุ่นควัน จึงเป็นโอกาสดีของชุมชนในการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานเรื่องการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนบ้านเลาวู 

การจัดทำแผนแม่บทและปฏิบัติการเพื่อจัดการทรัพยากรดินน้ำป่าและการบริหารจัดการไฟจำเป็นและไฟไม่จำเป็น จึงเกิดขึ้น โดยกระบวนการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนงาน 2 ลักษณะ คือ การขับเคลื่อนงาน 1 : จัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกิจกรรมภายใต้การขับเคลื่อนงาน ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงานโครงการร่วมประชุมชี้แจงความเป็นมาและกรอบการขับเคลื่อนงานที่ตั้งไว้ในประเด็นยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทบทวนทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และ “บันไดผลลัพธ์” ร่วมกันสำรวจสภาพพื้นที่และจัดทำแผนบริหารจัดการป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีการจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า” เป็นการจัดเวทีร่วมของหน่วยงาน องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ไฟที่ผ่านมากับชุมชน วิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมเพื่อนำไปสู่แนวทางการจัดทำแผนการจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรของหมู่บ้านร่วมกันทั้งส่วนของหน่วยงานภาคีและส่วนของชุมชน มีการกำหนดแนวเขตพื้นที่บริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรปี 2563 เพื่อนำมาสู่การวางแผนการจัดการในปี 2564 โดยใช้เครื่องมือ แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการกำหนดจุดพื้นที่รวมทั้งฐานข้อมูลประกอบอื่น ๆ ในการวางแผนการบริหารจัดการไฟป่าและพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ข้อมูลกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรระดับหมู่บ้าน การบริหารจัดการทรัพยากรในหมู่บ้าน ระบบการผลิตของชุมชน กำหนดขอบเขตการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เป็นต้น กิจกรรมนี้ ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลและแผนที่แสดงขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าและพื้นที่การจัดการไฟป่า การจัดการไฟในพื้นที่เกษตร พร้อมรายละเอียดชุดข้อมูลหมู่บ้าน รายละเอียดกิจกรรมการจัดการป่าและไฟป่า ซึ่งสามารถนำไปประกอบการจัดทำแผนการจัดการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรได้ การขับเคลื่อนงาน 2 : นำแผนงานสู่การลงมือปฏิบัติการจริงร่วมกันของชุมชนทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร คือ การลงมือปฏิบัติการด้านบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่เกษตร มีจัดเวทีประชาคมแผนการจัดการป่าและไฟป่าและระเบียบกติกาชุมชน ทำแนวกันไฟในพื้นที่ และปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ลงมือปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ชุมชนเลาวูมี ต้นทุนระบบการผลิต ทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ยังคงปลูกไม้ผล ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟ ในขณะที่อีกร้อยละ 50 ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หากสามารถวางแผนจัดระเบียบการเผาได้ ไม่เกิดปัญหาไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าและมีความจำเป็นได้ว่าจำนวนพื้นที่การปลูกไม้ผลจะเพิ่มขึ้นทำให้ความจำเป็นใช้ไฟจะลดลง ชุมชนมีต้นทุนเรื่อง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน”  ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์และกาแฟอินทรีย์ กลุ่มนี้จะเป็นหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ผ่านมากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดทำโครงการพัฒนาเเละยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยโดยการส่งเสริมพัฒนากาเเฟครบวงจรบ้านเลาวู รวมทั้งจาก สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงแก่แกนนำคนรุ่นใหม่คืนถิ่น  

หากมองภาพรวมของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทั้งตัวชุมชนเอง หรือองค์กรภาคี ต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการจัดการป่าและไฟป่า ทำให้เกิดแนวทางการจัดการร่วมกัน เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและชุมชน จนทำให้เกิดแผนการจัดการป่าและไฟป่าของชุมชนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติการได้จริง โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ นอกจากกลไกคณะทำงานโครงการมีศักยภาพแล้ว ยังมีการจัดการข้อมูลที่ดีและทันสมัยด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ รวมถึงมีภาคีสนับสนุนที่เข้มแข็ง จนสามารถมองการทำงานอย่างเป็นระบบ ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จคงไม่ไกลเกินเอื้อมถึง  

Categories
บทความและข่าวสาร

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเชียงใหม่ (ชุมชนหมื่นสาร)

ปฏิบัติการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของชุมชนในเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน

กรณีชุมชนหมื่นสารตำบลหายยาอำเภอเมืองเชียงใหม่

สถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ยังไร้หนทางแก้ไข ประชาชนยังต้องทนสูดอากาศที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจติดอันดับต้น ๆ ของโลก ภายใต้วิถีทางการแก้ไขแบบเดิม เว็บไซต์ IQAir จัดอันดับคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ สภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 220 US AQI อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนสภาพอากาศในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่เช้าวันนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ค่า PM2.5 วัดได้ 114 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (https://www.bangkokbiznews.com) โดยเฉพาะชุมชนในเขตเมืองเชียงใหม่ การสะสมฝุ่นควันจนเกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ชุมชนหมื่นสาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ชุมชนหมื่นสารถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องด้วยชุมชนตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่เชื่อมกับเมืองเก่า ทุกวันเสาร์ที่มีถนนคนเดินวัวลาย ตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไปจะมีรถจากพ่อค้าแม่ค้าถนนคนเดินวัวลายมาตั้งของขายกว่า 1,000 คน และมีนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของฝากของที่ระลึกกว่า 6,000 คน ในทุกคืนวันเสาร์ แต่ก็ไม่ได้ลดมลพิษแต่อย่างใด เพราะยังมีการใช้รถในบริเวณรอบๆ โดยที่ทางชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ ชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายจึงเป็นชุมชนหนึ่งในเขตเมืองที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

ชุมชนได้เริ่มตระหนักในปัญหาฝุ่นควัน จึงเกิดการรวมตัวกันของชาวบ้านทั้งในส่วนที่เป็นคณะกรรมการชุมชน ชาวบ้านที่มีจิตอาสา และพระสงฆ์ เพื่อร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหา โดยมีทางองค์กรภาคประชาสังคม “เครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม” ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) ร่วมกันขับเคลื่อนงานในประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่อากาศลดฝุ่นควัน ภายใต้ “โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายเพื่อเชียงใหม่อากาศสะอาด ต.หายยา อ.เมือง    จ.เชียงใหม่” มุ่งหวังให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อมให้สามารถดูดซับฝุ่นควัน มีความสดชื่น ปลอดโปร่ง ร่มรื่น เย็นสบาย ปลอดภัยจากมลพิษ ซึ่งเป็นโมเดลหนึ่งของการจัดการปัญหาฝุ่นควันของชุมชนในเขตเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่มีพื้นที่ว่างพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากที่ดินแถบนี้มีราคาแพงมาก สิ่งสำคัญคือการร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบในพื้นที่ที่จำกัด เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่ม รวมถึงการฟื้นฟูดูแลต้นไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนและวัด การทำสวนผักอินทรีย์เล็กๆ ในบ้าน การติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ เป็นต้น โดยเริ่มกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งคณะทำงาน อสม. ตัวแทนชุมชนร่วมกันการสัมภาษณ์คนในชุมชนเป็นรายครอบครัว เพื่อเก็บข้อมูลสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมและและ “พื้นที่สีเขียว” ในชุมชน โดยใช้แบบสำรวจและแบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ประมวลผลการสำรวจเพื่อจัดทำข้อมูลฐาน BASELINE DATA สำหรับใช้วางแผนดำเนินงานและเปรียบเทียบผลการเปลี่ยนแปลง มีข้อสังเกตว่า พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่ในชุมชนจะค่อนข้างมีน้อย ส่วนใหญ่ตามบ้านในชุมชนจะเป็นการปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่ในเมืองจะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ปลูก และต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ค่อยมี จึงได้ร่วมกันส่งเสริมชาวบ้านปลูกต้นไม้ยืนต้นและไม้ประดับในบริเวณบ้านของตนเอง ให้ความรู้ เกี่ยวกับฝุ่นควัน PM2.5 ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น กว่า 15 ชนิด และลงมือปฏิบัติการขยายพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น อีกทั้งยังส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว แปงรั้วกินได้ ของแต่ละครัวเรือน และ ทำแปลงผักสวนครัวในพื้นที่ส่วนรวมบริเวณวัดหมื่นสาร สนับสนุนการติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศของแต่ละครัวเรือน และ บริเวณวัดหมื่นสาร เพื่อลดฝุ่น สร้างความรู้สึกสดชื่น ปลอดโปร่ง และติดตั้ง “เครื่องวัดคุณภาพอากาศ” ในชุมชน ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน 

โดยภาพรวม การร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ หากทุกชุมชนดำเนินการร่วมกัน ออกแบบพื้นที่สีเขียวของแต่ละครัวเรือน แต่ละชุมชนจนต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ จนขยายเป็นวงกว้าง เป็นต้นแบบที่สามารถการจัดการลดปัญหาฝุ่นควันได้ แต่อย่างไรก็ตามโจทย์ท้าทายสำคัญตามมานอกจากการสร้างพื้นที่สีเขียว คือ การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีข้อมูลเปรียบเทียบผลคุณภาพอากาศระหว่างก่อนหลังการดำเนินกิจกรรมตามโครงการที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนแรงกระเพื่อมสู่เป้าหมายในเรื่องการสร้างความตระหนักและร่วมมือของประชาชนในชุมชน ชุมชนข้างเคียง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปสู่การลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจสังคมจากปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5