Categories
บทความและข่าวสาร

11 อปท. เมืองเชียงใหม่ ผนึกกำลัง สู้ฝุ่นควัน 65

การพูดคุยหารือ กับ 11 อปท. เมืองเชียงใหม่ เพื่อรับฟัง หารือข้อตกลงการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากฝุ่นควัน และแนวทางความร่วมมือสู้ฝุ่นควันปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นเวทีแลกเปลี่ยน แบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา เพื่อจะเป็นสะพานเชื่อมร้อยความร่วมมือของอปท. ซึ่งอยากจะเห็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น ที่ใช่มีแค่สภาลมหายใจ และอปท. แต่อยากให้เกิดความร่วมมือ ระหว่าง อปท. กับ อปท. ช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่นควัน โดยที่เห็นปัญหาเดียวกัน และ มองทางออกร่วมกัน  ถือเป็นครั้งแรกๆ ที่ได้มาร่วมกันถอดบทเรียนของระดับผู้ปฏิบัติการ

การพูดคุยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 3 วัน ประกอบด้วย กลุ่มแรก เทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลตำบลสุเทพ เทศบาลตำบลช้างเผือก เทศเมืองแม่เหียะ (กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง)

กลุ่มที่สอง เทศบาลตำบลหนองหอย เทศบาลตำบลท่าศาลา เทศบาลตำบลป่าแดด และตำบลท่าวังตาล (กลุ่มเทศบาลทิศใต้)

และกลุ่มที่สาม เทศบาลตำบลสันผีเสื้อ เทศบาลหนองป่าครั่ง และเทศบาลตำบลฟ้าฮ่าม (กลุ่มเทศบาลทิศเหนือ)

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน หลังจากการพูดคุยครั้งแรกของ กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง คือ อปท.แต่ละแห่ง ล้วนมีแผนบริหารจัดการฝุ่นควันที่ต่างกันไป ทั้งที่อยู่ใกล้เคียงกัน หรือติดกัน บางแห่งทำตลอดทั้งปี บางแห่งทำเฉพาะในช่วงวิกฤติ หลายแห่งมีแนวความคิดหลายเรื่อง แต่ยังไม่เคยทำ และอยากจะทำ

กลุ่มเทศบาลใจกลางเมือง : ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้เกือบทั้งหมดไม่มีพื้นที่ติดกับป่า แต่การทำงานในภาคเมืองเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ จำเป็นจะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกันด้วย โดยเฉพาะการสื่อสารรณรงค์ ไปพร้อมๆการขับเคลื่อนด้านต่างๆ  มีการเสนอให้​ อปท.​กับ​สภา​ลมหายใจ​ฯ​ หารือและตั้งเป็นกรรมการร่วม ในการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่เขตอุทยานฯ ​และรอบอุทยานดอยสุเทพ​ และแก้ปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่เมือง และเสนอให้กิจกรรม​ Kick off​ ของ 11 อปท.​ ในช่วงเทศกาลลดฝุ่น​ควัน​ พร้อมกับสภา​ลมหายใจ​เชียงใหม่

กลุ่มเทศบาลทิศใต้ : มองเห็นลักษณะพื้นที่เหมือนกัน และมีปัญหาที่คล้ายๆกัน คือ ปัญหาการเผาในที่โล่ง การทิ้งขยะพื้นที่รกร้างไม่มีคนดูแล เป็นพื้นที่แปลงใหญ่ ซึ่งในตัวเมืองมีพื้นที่แบบนี้ค่อนข้างเยอะ และจะมีการบริหารจัดการพื้นที่ตรงนี้อย่างไร ในการแก้ไขปัญหา และการจัดการพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ใหญ่ริมทางสัญจร ยังคงเป็นปัญหาก่อเกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหาย

อปท.บางแห่ง ได้ดำเนินการในการแก้ไขปัญหา จัดเก็บคัดแยกขยะ ใบไม้กิ้งไม้ เศษอาหาร นำไปลงหลุม ฝังกลบ แต่พื้นที่การฝังกลบขยะเองก็มีพื้นที่จำกัด หรือการทำใบไม้อัด ขยะอัด รวมไปถึงการสนับสนุนคัดแยกขยะและทำปุ๋ยหมัก เพื่อให้ชาวบ้านเข้าโครงการขยะแลกปุ๋ย

และหนึ่งในข้อคิดเห็นที่น่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ คือการแก้ปัญหาระบบขนส่งมวลชน การใช้รถไฟฟ้า การรณรงค์การสร้างความตระหนักรู้ ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน และอยากได้แนวทางที่ชัดเจนและเดินไปในทิศทางเดียวกัน

กลุ่มเทศบาลทิศเหนือ : ได้สะท้อนปัญหา การรับรู้ของชาวบ้าน ต้นต่อสาเหตุการเกิดฝุ่นควัน แหล่งกำเนิดฝุ่นควัน Pm2.5 มาจากไหน ยังขาดความรู้ และชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตแบบเดิม คือ เผากิ่งไม้ใบไม้ช่วงเวลาตอนเช้าทุกเช้า อยากจะให้มีการชี้แจ้งให้ความรู้แก่ชาวบ้าน รวมไปถึงเกษตรกรในพื้นที่ๆมีความจำเป็นต้องกำจัดเชื้อเพลิง และเตรียมแปลง ด้วยวิธีการเผา ว่าช่วงไหนเผาได้ช่วงไหนเผาไม่ได้ ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลการเกษตร ในการทำงานที่ผ่านมาบางเทศบาล ก็ได้มีการสนับสนุนในการการไถ่กลบต่อซังข้าว เพื่อลดพื้นที่การเผา

หลายคนนำเสนอความคิดเห็น ว่าอยากจะให้เกิดรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการนำเอามาใช้ในเรื่องการท่องเที่ยวในชุมชน เพิ่มศักยภาพชุมชน หรือว่ามีการติดต่อภายใน ระหว่างเทศบาลกับเทศบาลหรือเทศบาลหน่วยงานราชการ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน โดยมองว่าจะช่วยลดมลพิษจากเครื่องยนต์ควันดำได้

สิ่งที่เห็นเพิ่มขึ้นมา นอกจากที่ตั้งไว้ คือ ตัวระเบียบข้อบัญญัติของทางเทศบาล ของหน่วยงานท้องถิ่นเอง ที่ยังเป็นปัญหาคอขวดอยู่ ในการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้ากาก เรื่องการส่งเสริมให้มีรถไฟฟ้าไว้ใช้ในเทศบาลเอง ตัวข้อบัญญัติมันไม่ได้เอื้อให้เทศบาลสามารถ เข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการหรือลดฝุ่นควันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายพื้นที่มองเห็นปัญหา อยากจะทำอยากจะช่วยกันแก้ไขปัญหา แต่กฎหมายยังเดินตามกลไกของเวลาของบริบทของเมือง มันยังไปไม่ถึงและไม่เท่าทัน แต่ฝ่ายจึงส่งเสียง สิ่งที่ได้มีการพูดคุยกันว่ามันจะมีวิธีการไหนบ้าง? ที่เสียงของเทศบาล ไม่ว่าจะเป็นเทศบาลใจกลางเมือง หรือเทศบาลปริมณฑลเทศบาลที่รอยต่อระหว่างเมืองกับชนบท ออกมาเห็นพ้องต้องกัน ได้เห็นความซ้ำความเหมือนและความคล้าย แล้วเป็นภาพรวมเสียงสะท้อนของ อปท. ทั้งหมดในพื้นที่เขตเมืองเชียงใหม่ 3 วันนี้มันน่าจะเห็นการเคลื่อนในการพยายามที่จะพัฒนา การปรับปรุงข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สอดคล้องกับบริบทของคนในพื้นที่กับปัญหาในพื้นที่ให้มากขึ้น

การรวม อปท.ในเขตเมือง เข้ามาในเวทีเดียวกัน ได้นำเสนอปัญหาพร้อมๆกันและแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกันมันจะเป็นการที่จะแก้ที่ถูกจุดและเป็นการบูรณาการการทำงานได้ดีเพราะถ้าต่างคนต่างทำต่างคนต่างทำพื้นที่ใกล้เคียงกันแต่ทำกันคนละแบบ ก็อาจจะทำให้งานไม่มีความต่อเนื่องและราบรื่น หรือแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้ามีเวทีในการพูดคุยและแก้ปัญหาร่วมกันแบบนี้ มองว่าการแก้ปัญหาได้ดีแน่นอน โดยเฉพาะสภาลมหายใจเชียงใหม่ที่จะเป็นตัวเชื่อมทั้งมุมวิชาการและเชื่อมความร่วมมือจากทั้ง อปท. 11 แห่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ทำงานร่วมกัน ทำเพื่อที่จะทำให้การการแก้ปัญหาฝุ่นควัน มีเอกภาพ

สภาลมหายใจเชียงใหม่ พร้อมจะเชื่อมคนในระดับปฏิบัติการ ให้ได้มีแนวทางและมีความเข้าใจกัน ทั้งข้อมูลและข้อจำกัดการทำงาน จนนำไม่สู่ความพยายามในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง พัฒนานโยบายสาธารณะ ที่จะเชื่อมไปถึงอำนาจรัฐ ตามโครงสร้างการปกครองที่มีอยู่ และเชื่อมไปสู่สาธารณะ คือประชาชนในเขตเมือง ให้ได้รับรู้ และร่วมกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงจุดนี้ได้ นอกจากจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น กว่าต่างคนต่างทำ บ้านใครบ้านมัน ถ้าเกิดความร่วมมือกันแบบนี้ ก็น่าจะเป็นภาพที่ทุกคนอยากเห็น

#เพื่อลมหายใจเชียงใหม่

Categories
บทความและข่าวสาร

อบรมเชิงปฏิบัติการ “ฝุ่น ฟ้า ลม ไฟ เมืองลำพูน ครั้งที่ 1

บรรยาย : ภาพรวมมลพิษอากาศ ฝุ่นควัน pm2.5 ในภาคเหนือ
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ
ประธานคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกวันภาคเหนือ และ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

——————–

บรรยาย : ทำความเข้าใจ ลม ฟ้า ฝุ่น และ ไฟ
จากมุมมองภูมิศาสตร์ลำพูน และ ความรู้เรื่องค่ามาตรฐานฝุ่น

โดย ดร.พลภัทร เหมวรรณ หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคและเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (ภาคเหนือ) หรือ GISTNORTH
ภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

——————–

บรรยาย : นำเสนอข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม จังหวัดลำพูน
โดย คุณสัญญา ทุมตะขบ ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม
สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำพูน

สำหรับอบรมเชิงปฏิบัติการ “ฝุ่น ฟ้า ลม ไฟ เมืองลำพูน” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2564 เป็นความร่วมมือแลกเปลี่ยนเรียนรู้มลพิษฝุ่นควัน ระหว่าง คณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย และ สภาลมหายใจลำพูน โดยคาดหวังสร้างความร่วมมือ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาการที่เกี่ยวข้อง การใช้เทคโนโลยี ในการติดตาม เฝ้าระวัง เพื่อแก้ปัญหาและรับมือฝุ่นควัน ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ

Categories
บทความและข่าวสาร

อบจ.เชียงใหม่ เตรียมจัดสรรงบฯ ปี 65 ให้ชุมชนบริหารจัดการ สู้ไฟป่าและฝุ่นควัน

26 กรกฎาคม 2564  ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สภาพลเมืองเชียงใหม่ เปิดเวทีประชุมครั้งที่ 1/2564 ในประเด็น“วิสัยทัศน์และนโยบายของ อบจ. เชียงใหม่ ตอบโจทย์ประชาชน โดยมี ดร.ชยันต์ วรรธนะภูติ ประธานสภาพลเมืองเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดเวทีฯ ซึ่งมีประธานกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ เลขานุการเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุ 8 จังหวัดภาคเหนือ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ขอเปิดเวทีฯ และมีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร และปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมฟังและตอบข้อซักถาม (การประชุมครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการประชุมสภาพลเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่​ 4​ ปี 2563 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ ซึ่งในขณะนั้น นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร เป็นหนึ่งในผู้สมัครฯ ที่ร่วมเวทีและแสดงวิสัยทัศน์ ก่อนได้รับเลือกตั้งฯ)

ไม่ลืม..นโยบายการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน PM 2.5

นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า ปัญหาฝุ่นควันที่เราต้องเผชิญทุกปี ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบต่อหลายมิติของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเป็นหนึ่งในแผนที่ทาง อบจ.เชียงใหม่ ให้ความสำคัญ ในขณะที่เรายังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ได้ทั้งหมด แผนเตรียมการ และการบริหารจัดการ คือสิ่งที่จำเป็น ช่วงที่ผ่านมา ทาง อบจ. ได้เริ่มทดลองระบบรายงานสถานการณ์ข้อมูล และเว็บไซต์รายงานสถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ และลดความเสี่ยง ร่วมมือกับจังหวัดเชียงใหม่ ทสจ.เชียงใหม่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ นักวิชาการฯ และส่วนที่เกี่ยวข้อง ผลในปีที่ผ่านมาถือได้ผลเป็นอย่างดี ทำให้เห็นว่าเราน่าจะเริ่มมาถูกทาง

“ปี 2564 เราได้ร่วมกับทางจังหวัดเชียงใหม่ และสภาลมหายใจเชียงใหม่ จัดสรรเงินงบประมาณของ อบจ.เชียงใหม่ มากกว่า 13 ล้านบาทให้กับ 644 หมู่บ้านๆ ละ 20,000 บาท และอำเภอๆละ 30,000 บาท เป็นค่าบริหารจัดการฯในพื้นที่ ซึ่งเงินส่วนนี้ถึงมือชุมชน 100% และในปี 2565 ทาง อบจ.เชียงใหม่ ก็จะดำเนินการจัดสรรงบประมาณฯ ให้กับแต่ละหมู่บ้านรอบใหม่ คาดว่าจะได้ไม่น้อยก่อนปีที่ผ่านมาแน่นอน แต่ว่าจะได้เท่าไหร่ และหมู่บ้านไหนจะได้รับบ้าง จะมีขั้นตอนการพิจารณาอีกครั้ง” นายพิชัย ระบุ

ฟังเสียงชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจ “คือทางออก”

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ขอขอบคุณแทนชุมชน ที่ทาง อบจ.เชียงใหม่ เห็นถึงความสำคัญ และเชื่อมั่นในพลังของภาคประชาชน ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่า ต้องการให้ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ มีข้อมูลชุมชน และสังคม ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วย ซึ่งทุกวันนี้เน้นแต่เพียงข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก นอกจากนี้ 400 ชุมชน ที่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ 1,300 ชุมชน ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ล้วนอยู่ในพื้นที่กฎหมายผิด การถูกกำจัดการพัฒนามาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในเหตุความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนมาก หากเป็นไปได้อยากให้ทาง อบจ.เชียงใหม่ มีนโยบายหรือแผนเข้าไปส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ และพัฒนาอาชีพให้กับชุมชนด้วย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็จะยังอยู่วงจรการผลิตแบบเดิมๆ เช่น เมื่อปลูกข้าวโพด สุดท้ายก็ต้องเผา ขณะที่การแก้ปัญหาฝุ่นควันจากการคมนาคม จังหวัดเชียงใหม่มีแผนและข้อมูลผลการศึกษารถสาธารณะไฟฟ้ารางเบาอยู่แล้ว ต้องการให้ทาง อบจ.เชียงใหม่ ผลักดันให้เกิดจริง ส่วนรถโดยสาธารณะที่มีอยู่เดิม ควรผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงและเชื่อต่อกันอย่างเป็นระบบ ไม่เช่นนั้นประชาชนก็จะเลือกใช้รถส่วนตัวเหมือนที่เป็นอยู่

“อีกหนึ่งข้อที่อยากจะฝากไว้ ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา เป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ตรงกลาง คนอยู่ตรงกลางเป็นผู้ตัดสินใจ โดยไม่ได้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ซึ่งนี่คือปัญหาใหญ่ อยากจะขอให้ทาง อบจ.เชียงใหม่ ร่วมกันผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจมายังท้องถิ่น ซึ่งหากทำได้ การแก้ปัญหาต่างๆ จะสอดสอดกับบริบทเมืองเชียงใหม่อย่างแท้จริง และมีความยั่งยืน” นายชัชวาล ระบุ

ช่วงท้ายของเวทีฯ ซึ่งเปิดให้ผู้เข้าร่วม ซักถามข้อสงสัยและฝากประเด็น มีผู้เข้าร่วมฟังออนไลน์ ฝากคำถามและประเด็นที่น่าสนใจ เช่น การแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ในฤดูกาลหน้า ทาง อบจ.เชียงใหม่ จะมีแผนอะไรที่ใหม่เป็นพิเศษหรือไม่ และมีการตั้งคำถามว่า สิ่งที่เคยรับปาก ว่าจะแก้ปัญหา PM 2.5 มิติต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง วันนี้ได้ตำแหน่งแล้ว ยังจำได้หรือไม่ และอยากให้ทราบว่าประชาชน คาดหวังให้ อบจ.เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในกลไกลสำคัญ ในการผลักดันและช่วยจะช่วยแก้ปัญหานี้ แต่เนื่องจากเวลาจำกัด จึงเป็นเพียงการฝากประเด็นไปยัง นายก อบจ.เชียงใหม่ และคณะผู้บริหารให้รับทราบ

Categories
บทความและข่าวสาร

วาระแห่งชาติแก้มลพิษฝุ่นควัน…อืด!!! ประมวลกิจกรรม “ไม่”แล้วเสร็จภายใน 2564

โดย ทีมสื่อสาร สภาลมหายใจเชียงใหม่

แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง
ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อ 1 ตุลาคม  2562 แบ่งเป็น 3 ชุดมาตรการ ได้แก่ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่, มาตรการป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) และ มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ  มาตรการกำหนดให้มีแผนระยะเร่งด่วน, ระยะสั้น (2562-2564) และระยะยาว (2565-2567)


สำหรับชุดแผนมาตรการระยะสั้นที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 แต่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ หรือ ดำเนินการไปแล้วแต่ยังไม่สัมฤทธิผล สำรวจ ณ เดือนกรกฎาคม 2564 ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

ประสิทธิภาพการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน

มาตรการปรับปรุงระบบบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ ให้มีโครงสร้างการบริหารจัดการแผนฉุกเฉิน ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังภาวะวิกฤติ มีมาตรการตอบโต้ response measures ที่จะดำเนินการในแต่ละระดับความเข้มฝุ่น AQI  แต่ปรากฏว่า การปรับปรุงระบบบริหารที่กำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2564  ยังมีจุดอ่อนให้เห็นทั่วไปในทั่วประเทศ ระหว่างฤดูฝุ่นควันไฟ มกราคม-เมษายน 2564 ที่ผ่านมา จังหวัดภาคอีสาน ภาคกลาง และเหนือตอนล่าง ที่ปกติมีค่าฝุ่นละอองไม่มาก ปีนี้มีไฟเกิดขึ้นทั่วไป  มีการเผาในไร่นาแปลงใหญ่ไหม้ลามข้ามคืนโดยไม่มีมาตรการตอบโต้ไปดับให้ทันการณ์  การปล่อยปละให้เกิดไฟไหม้ตามอำเภอใจ ปรากฏ hotspots และพื้นที่ไหม้ burned scars รวมแล้วหลายล้านไร่ เป็นรูปธรรมฟ้องว่า มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการยังไม่ได้ผล

ใช้รถร่วม car pooling ล้มเหลว

แผนมาตรการเขียนไว้ว่า ให้วางระบบการเดินทางของเจ้าหน้าที่ในหน่วยราชการต่างๆ ร่วมกัน (Car Pooling/Ride Sharing) โดยระบุว่าจัดทำทันทีเมื่อปี 2562 แต่ก็พบว่าเมื่อเวลาผ่านไประหว่างปี 2563-2564 มาตรการที่ว่าไม่มีการปฏิบัติจริงในหน่วยราชการใดๆ

ยังไม่จูงใจใช้รถยนต์ไฟฟ้า

แผนเขียนว่า ระหว่าง 2562-2564 ให้ใช้มาตรการจูงใจเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปรากฏว่า จนกระทั่งบัดนี้ รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องยากและราคาสูง ไม่มีแผนจูงใจใดๆ ให้ประชาชนเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ฟอสซิลไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เช่นเดียวกับที่เขียนว่า ให้ทดแทนรถยนต์ราชการคันเก่าเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ก็ยังไม่เป็นจริง

มาตรฐานยูโร 5 ฝันต่อไป

แผนกำหนด ให้ บังคับใช้มาตรฐานระบายมลพิษอากาศของรถยนต์ เป็น มาตรฐาน Euro5 ภายในปี 2564 และมาตรฐาน Euro 6 ภายในปี 2565 เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอนแล้ว

ลดเผาภาคเกษตรไม่เป็นจริง

แผนเขียนมาตรการลดการเผาในพื้นที่เกษตรโดยส่งเสริมจัดการเศษวัสดุนำมาใช้ประโยชน์ต่อ เช่นฟางข้าว หรือ ซังข้าวโพด แต่ที่เกิดจริงก็คือยังมีการเผาอย่างมากมาย แผนให้มีการส่งเสริมปลูกพืชยืนต้นชนิดอื่นแทนพืชเชิงเดี่ยว แต่ในความเป็นจริงยังส่งเสริมพืชเชิงเดี่ยวอื่นแทนการปลูกข้าว ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 ซึ่งไม่เป็นจริงแน่นอน เพราะการปลูกพืชยืนต้นทดแทนพืชเชิงเดี่ยวต้องดำเนินการให้เสร็จในฤดูฝนที่กำลังใกล้จะพ้นไป

ลดเผาไร่อ้อยมาตรการครึ่งๆกลางๆ

แผนเขียนไว้ชัดเจนว่า ให้กำหนดมาตรการทางกฎหมาย ออกระเบียบให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกินร้อยละ 20 ต่อวันภายในปี 2564 และให้อ้อยไฟไหม้หมดไปในปี 2565 ความเป็นจริงคือรัฐบาลต้องมีมติครม.อนุมัติเงินช่วยเหลือในการนี้ ตั้งแต่ 2562 รวมกันแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาทชดเชยให้กับชาวไร่อ้อยตัดสด มาตรการนี้บังคับการรับซื้อของโรงงานหีบอ้อย เมื่อชาวไร่ตัดสดส่งโรงงานแล้วเสร็จ ในทางปฏิบัติจริงกลับมาก็ยังใช้การเผาเพื่อกำจัดใบอ้อยที่ค้างแปลง หรือไม่ก็ยังต้องเผาเพื่อเตรียมแปลงปลูกใหม่อยู่เช่นเดิม สำหรับไร่อ้อยที่ยังใช้ไฟ ก็ไม่มีมาตรการไปควบคุมการเผา ให้จำกัดวงแปลงเล็ก จึงเกิดการเผาแปลงใหญ่ขนาดหลายร้อยถึงพันไร่ ลามข้ามคืน เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษฝุ่นควันเช่นเดิม แม้จะมีมาตรการออกมาก็ตาม

ส่วนมาตรการที่เขียนว่า ให้มีจังหวัดปลอดการเผาอ้อย 100%   จำนวน 5 จังหวัดให้ได้ภายในปี 2563 ไม่เป็นจริงตามแผนที่เขียนไว้

ยกระดับการป้องกันไฟป่าและจัดการไฟป่าภายใน2564?

แผนเขียนว่าให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และมหาดไทยเป็นหน่วยหลักร่วมกับจังหวัดและท้องถิ่นยกระดับการจัดการและป้องกันไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพภายใน 2564 แต่ตลอด 3 ปีมานี้การเผาไหม้หลักของภาคเหนือตอนบนยังเกิดในพื้นที่ป่า ทั้งป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ รวมกันมากกว่า 40% ของการเกิดไฟทั้งหมด โดยไม่มีแผนและมาตรการที่ดีเพื่อหาสาเหตุต้นตอเพื่อจะมุ่งแก้ไขตามเหตุ ในระหว่างปีหน่วยงานไม่มีระบบการจัดการไฟ วิเคราะห์จุดเกิดไฟ และแนวทางยกระดับป้องกัน พื้นที่เคยเกิดซ้ำซากก็ยังคงเกิดเช่นเดิม

อะไรคือรูปธรรมของการยกระดับจัดการไฟในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ?

ผังเมืองที่คำนึงถึงการสะสมมลพิษที่ระบายอากาศ

แผนมาตรการเขียนว่า ภายในปี 2564 ให้ มหาดไทย/จังหวัด/ท้องถิ่น ส่งเสริมจัดทำผังเมืองและการก่อสร้างต่างๆ คำนึงถึงปัจจัยการระบายอากาศและการสะสมมลพิษ ซึ่งไม่เคยมีเรื่องราวชนิดที่เขียนไว้ในทางปฏิบัติจริงแม้แต่น้อย

พื้นที่สีเขียวในเมือง 9 ตร.ม./คน

แผนยังกำหนดให้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล คือ 9 ตร.ม./คน โดยให้เกิดขึ้นภายใน 2564 ปรากฏว่าไม่เคยมีจังหวัดและท้องถิ่นหน่วยใดลงมือทำแผนงบประมาณและปฏิบัติให้เป็นไปตามที่เขียน จริงอยู่ที่อปท.หลายแห่งมีแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่ก็เป็นแผนงานปกติ และไม่ได้มีตัวชี้วัด 9 ตร.ม./คน แต่อย่างใด

ภาคอุตสาหกรรมไม่เคยเกี่ยวกับ pm2.5

แผนได้กำหนดให้ภาคอุตสาหกรรมปรับปรุงยกระดับการปล่อยมลพิษ โดยให้มีมาตรฐานการระบายมลพิษอากาศในรูปแบบ loading โดยคำนึงถึงศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่  และติดตั้งระบบตรวจสอบการระบายมลพิษต่อเนื่องโดยอัตโนมัติที่ปล่องโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องนี้ไม่มีการดำเนินการใดๆ ออกมาเป็นรูปธรรมให้สาธารณรับรู้ ทั้งๆกำหนดให้แล้วเสร็จในปี 2564

ทำเนียบปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (?)

มาตรการเขียนไว้ว่า ภายในปี 2564 ให้จัดทำทำเนียบปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ Pollutant Release and Transfer Register ซึ่งยังไม่มีออกมาจริง ล่าสุดมีร่างกม. ร่างกฎหมายการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers-PRTR) ที่พรรคฝ่ายค้านเสนอถูกตีตกโดยนายกรัฐมนตรีไม่รับรอง อ้างว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน

บัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด (?)

อยู่ในมาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 – 2564) กำหนดให้จัดทำบัญชีการระบายมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนด/ปรับปรุงแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษ ซึ่งล่าสุดยังไม่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าใดๆ ให้สาธารณรับทราบ

เครือข่ายวัดคุณภาพอากาศไม่ครอบคลุม

เครือข่ายที่ว่าอยู่ในทั้งมาตรการระยะสั้น (พ.ศ. 2562 – 2564) และมาตรการระยะยาว (พ.ศ. 2565 – 2567) ให้ดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อขยายเครือข่ายการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศและให้ท้องถิ่นติดตามตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง พัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นในการดำ เนินการติดตามการตรวจสอบคุณภาพอากาศเพื่อให้มีการเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุดยังมีแค่จังหวัดใหญ่ อย่างเชียงใหม่เท่านั้นที่มีระบบและเครือข่ายที่ครอบคลุม

แผนยังระบุว่า พัฒนาศักยภาพของท้องถิ่นในการดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ

ในพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่มีดำเนินการจริง

เงื้อง่ามาตรฐานอากาศเทียบ WHO

แผนเขียนว่า มาตรการระยะสั้น (พ.ศ.2562 – 2564) ให้มีการกำหนดค่ามาตรฐาน PM2.5 ในบรรยากาศเฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะที่ 3 ขององค์การอนามัยโลก

(WHO IT-3) การปรับปรุง พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพ.ศ. 2535 รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) รวมถึงการพิจารณาความเหมาะสมในการจัดระเบียบการเผาภาคการเกษตร

ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ยังไม่แล้วเสร็จแม้ใกล้จะถึงสิ้นปี 2564 แล้วก็ตาม

ระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง จะทัน64 ไหม?

มีข่าวว่ากรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานพันธมิตรกำลังพัฒนาระบบคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นละออง ตามแผนที่กำหนดให้ทำให้แล้วเสร็จในปี 2564 เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวน/ปรับปรุงมาตรการและแนวทางการดำ เนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษในระยะต่อไป ซึ่งระบบที่ว่ามีความซับซ้อนและต้องอาศัยองค์ประกอบตัวแปรจำนวนมาก ล่าสุดยังไม่มีข่าวความคืบหน้าของระบบคาดการณ์ที่ว่า

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ
Categories
บทความและข่าวสาร

พัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียน (บ้านโปกกะโหล้ง)

ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วม

กรณีบ้านโปกกะโหล้งตำบลแม่แดดอำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรกรรมพื้นบ้านที่ทำกันในหลายวัฒนธรรมในอดีต แต่ปัจจุบันพอจะหลงเหลือให้เห็นได้ในหมู่ชาวปกาเก่อญอ บนพื้นที่สูงทางภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศไทย เป็นวิธีการเพาะปลูกพืชในพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง โดยจะปลูกพืชแบบผสมผสาน ทั้งข้าว ผัก และพืชใช้สอยต่างๆ รวมกันในบริเวณพื้นที่เดียวกัน เมื่อทำการเพาะปลูกไประยะหนึ่งจนดินลดความอุดมสมบูรณ์ลง ก็จะย้ายไปทำการเพาะปลูกในพื้นที่ใหม่ และปล่อยให้ดินในพื้นที่เดิมได้ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ แล้วจึงหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมนั้นอีกครั้ง จึงเป็นรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สามารถรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้มากที่สุดระบบหนึ่ง (https://sites.google.com)

ชุมชนบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ยังคงดำรงวิถีการผลิตในรูปแบบไร่หมุนเวียน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ราบสำหรับทำนา ทำสวน (กาแฟ กล้วย ถั่วแดง ถั่วลิสง ฯลฯ) เลี้ยงสัตว์ (วัว ควาย หมู ไก่) หาของป่า และรับจ้างทั้งภายในและภายนอกชุมชน สถานการณ์ปัญหาของพื้นที่ คือ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่แจ่ม ทำให้มีปัญหาเรื่องสิทธิในการใช้และการจัดการพื้นที่ทั้งที่ดินทำกินและป่า โดยเฉพาะ “การทำไร่หมุนเวียน” แม้จะมีงานวิชาการหลายชิ้น ที่ระบุว่าระบบการเกษตรในรูปแบบนี้ เป็นระบบการเกษตรยั่งยืนบนพื้นที่สูงรูปแบบหนึ่งที่ทำบนฐานความรู้ความเข้าใจต่อระบบนิเวศน์ของพื้นที่ มีคุณค่าที่สำคัญในเรื่องการช่วยรักษาความหลากหลายของพันธุกรรมพืชพื้นบ้านมากกว่า 80 ชนิดขึ้นไป และที่สำคัญคือช่วยรักษาพื้นที่ป่าและทรัพยากรในภาพรวมของพื้นที่ได้เป็นอย่างดี แต่ระบบดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นปัญหา ทั้งเรื่องของการแผ้วถางตัดฟันต้นไม้ซึ่งเป็นการเตรียมพื้นที่ไร่เหล่าสำหรับการเพาะปลูก การใช้ไฟในการผลิต ซึ่งภาครัฐและสังคมมองว่าเป็นต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นควัน 2.5 pmอีกแหล่งหนึ่งที่สำคัญ

มาตรการห้ามเผา 60 วัน ซึ่งทับคลอบช่วงเวลาที่ชุมชนต้องใช้ไฟเพื่อเตรียมการเพาะปลูก คือประมาณต้นเดือนเมษายนของทุกปี ส่งผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการคือ ปัญหาเรื่องวัชพืชและธาตุอาหารในดิน ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาคุม/ฆ่าหญ้า ทำให้มีปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ในแต่ละครอบครัวมีค่าใช้จ่ายด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น นั่นคือ ค่าสารเคมี รวมทั้งต้องใช้เวลาและแรงงานมากขึ้นเป็นเท่าตัวเพื่อกำจัดวัชพืชและอื่นๆ อีกทั้ง ปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหา การใช้ไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนเองก็จะต้องเข้าใจต่อปัจจัยนี้ และมีการปรับตัวบนฐานข้อมูลและความเข้าใจที่รอบด้าน เพื่อค้นหาแนวทางการจัดการร่วมกัน โดยมีคำถามสำคัญ เช่น การใช้ไฟในพื้นที่ไร่ปลดปล่อยฝุ่นควันมากน้อยขนาดไหน จะทำอย่างไรให้ยังสามารถใช้ไฟได้อยู่โดยที่เกิดผลกระทบฝุ่นควันน้อยที่สุด แทนการห้ามใช้ไฟที่นำไปสู่ปัญหาเรื่องสารเคมีและอื่นๆ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการจัดการร่วมกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นจากหน่วยงานและภายนอกว่าไฟที่ใช้จะไม่ลุกลามเข้าไปในเขตป่า

จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อนภายใต้ความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยจัดการร่วมกับสำนัก 6 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของจังหวัดเชียงใหม่ ในโครงการ “ยกระดับศักยภาพชุมชนในการพัฒนาแผนการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอย่างมีส่วนร่วมบ้านโปกกะโหล้ง ตำบลแม่แดด อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ชาวบ้าน บ้านโปกกะโหล้งที่ยังคงทำไร่หมุนเวียน จำนวน 30 หลังคา และ กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่ สมาชิกอื่นๆในชุมชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับตำบล อำเภอ หน่วยงานสนับสนุนจำนวนรวมประมาณ 20 คน หลังจากได้จัดตั้งคณะทำงาน จึงมีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกระบวนการทำงาน ทำให้แกนนำชาวบ้านเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นระบบเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาการจัดการไฟในระบบเกษตรไร่หมุนเวียนและผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อทำประชาคมหมู่บ้าน ในการจัดทำแผนการบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียนร่วมกันในชุมชน จนเกิดข้อตกลงร่วมในการดำเนินโครงการ และ การบริหารจัดการไฟในไร่หมุนเวียน ในพื้นที่ป่า และมีแผนการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนในปี 2564 โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน พร้อมทั้งเสนอแผนกับหน่วยงานเพื่อสร้างความร่วมมือและบูรณาการการจัดการไฟในไร่หมุนเวียนกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จากนั้นมีการลงพื้นที่สำรวจจัดทำข้อมูลพื้นที่แปลงที่ต้องใช้ไฟ เลือกพื้นที่ และช่วงเวลาการเตรียมที่เหมาะสม รวมทั้งการติดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศ PM 10 และ PM 2.5 ในชุมชน โดยศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ CCDC ข้อมูลที่ได้จากเครื่องมีลักษณะ REALTIME ทุกนาทีของวัน ข้อมูลจะถูกส่งไปยังศูนย์ฯ CCDC เพื่อเก็บและประมวลผลออกมาเป็นรายชั่วโมง ที่น่าสนใจคือ ทางศูนย์ฯ พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่สามารถโหลดลงมือถือเพื่อดูข้อมูลจากเครื่องวัดเพื่อแจ้งให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการและทั่วไปในชุมชนทราบเพื่อใช้ติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือนี้ใช้สำหรับติดตามสถานการณ์ของฝุ่นควันที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพื่อประกอบการวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและเหมาะสมเท่านั้น ทำการได้ติดตั้งในชุมชนเป็นปีแรก ดังนั้น จึงไม่มีข้อมูลของปีที่ผ่านมา 2563 มาใช้เปรียบเทียบ แต่ก็ช่วยให้คณะทำงานมีความเชื่อมั่นมากขึ้นในการดำเนินงานเพื่อใช้สร้างการรับรู้ ความตระหนัก และการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถตอบโจทย์โครงการได้ทั้งหมด แต่ก็เป็นนิมิตรหมายอันดีในการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในพื้นที่ของหลาย ๆ ฝ่าย ทั้งชุมชนและหน่วยงานภาคีโดยมีเป้าหมายเดียวกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่อยู่บนฐานคิดเรื่องการจัดการร่วม และการจัดการที่ยั่งยืนต่อไป

Categories
บทความและข่าวสาร

ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน (บ้านเลาวู)

ชุมชนชาติพันธุ์ลีซูบนพื้นที่สูงในเขตป่ากับการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนและลดปัญหาฝุ่นควัน

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่

จากนโยบายทวงคืนผืนป่า ส่งผลให้มีการเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการในการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือครอบครอง ทำลายหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า หลาย ๆ ชุมชน ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ ชุมชนต่างหวั่นเกรงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ของตนเองในปัจจุบัน และเล็งเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในฐานะพลเมืองไทย ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง

บ้านเลาวู ตำบลเมืองแหง  อำเภอเวียงแหง  จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านหน้าด่าน หรือหมู่บ้านแรกที่ตั้งก่อนที่จะถึงเวียงแหง จึงมักเรียกกันว่า  “เลาวูประตูสู่เวียงแหง” เป็นอีกหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของผืนป่ารอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นป่าตามกฎหมาย ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติผาแดง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ปลูกป่าในยุคปี 2522 ซึ่งสภาพปัญหาที่ชุมชนต้องเผชิญมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2522 จนถึง 2558 คือ ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่ดิน ป่าไม้ โดยเฉพาะที่ดินทำกินในพื้นที่ป่า ซึ่งแต่เดิมมีระบบไร่หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ และเมื่อรัฐบาลได้ประกาศให้มีการใช้กฎหมาย นโยบายใหม่ออกมา 3 ฉบับ ทั้งพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ  พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 พ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 และนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ โดยเฉพาะกฎหมายในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีผลอย่างยิ่งต่อชุมชนบ้านเลาวูที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายให้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 

ในขณะที่สถานการณ์ไฟป่า ฝุ่นควัน ยิ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดและของประเทศ หน่วยงาน องค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ต่างมีความพยายามที่จะร่วมมือหาแนวทางในการจัดการและแก้ไขปัญหาในรูปแบบลักษณะต่าง ๆ นำไปสู่การทำงานที่เรียกว่า “การจัดการร่วม” ในพื้นที่ โดยในปี 2563 ทางหน่วยจัดการร่วม สสส.ส 6 จังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาประสานงานกับชุมชนบ้านเลาวู ให้ร่วมเป็นภาคีจัดทำโครงการย่อยในพื้นที่ตามประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่สะอาดลดฝุ่นควัน จึงเป็นโอกาสดีของชุมชนในการพัฒนาและยกระดับการดำเนินงานเรื่องการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชนบ้านเลาวู 

การจัดทำแผนแม่บทและปฏิบัติการเพื่อจัดการทรัพยากรดินน้ำป่าและการบริหารจัดการไฟจำเป็นและไฟไม่จำเป็น จึงเกิดขึ้น โดยกระบวนการดำเนินโครงการฯ ประกอบด้วย การขับเคลื่อนงาน 2 ลักษณะ คือ การขับเคลื่อนงาน 1 : จัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมและบูรณาการแผนการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยมีกิจกรรมภายใต้การขับเคลื่อนงาน ได้แก่ จัดตั้งคณะทำงานโครงการร่วมประชุมชี้แจงความเป็นมาและกรอบการขับเคลื่อนงานที่ตั้งไว้ในประเด็นยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทบทวนทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์และ “บันไดผลลัพธ์” ร่วมกันสำรวจสภาพพื้นที่และจัดทำแผนบริหารจัดการป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ มีการจัดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “กระบวนการจัดทำแผนการจัดการป่าและไฟป่า” เป็นการจัดเวทีร่วมของหน่วยงาน องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการกับสถานการณ์ไฟที่ผ่านมากับชุมชน วิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมเพื่อนำไปสู่แนวทางการจัดทำแผนการจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรของหมู่บ้านร่วมกันทั้งส่วนของหน่วยงานภาคีและส่วนของชุมชน มีการกำหนดแนวเขตพื้นที่บริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรปี 2563 เพื่อนำมาสู่การวางแผนการจัดการในปี 2564 โดยใช้เครื่องมือ แผนที่สารสนเทศทางภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการกำหนดจุดพื้นที่รวมทั้งฐานข้อมูลประกอบอื่น ๆ ในการวางแผนการบริหารจัดการไฟป่าและพื้นที่เกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ข้อมูลกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรระดับหมู่บ้าน การบริหารจัดการทรัพยากรในหมู่บ้าน ระบบการผลิตของชุมชน กำหนดขอบเขตการบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร เป็นต้น กิจกรรมนี้ ทำให้ได้มาซึ่งข้อมูลและแผนที่แสดงขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน พื้นที่ป่าและพื้นที่การจัดการไฟป่า การจัดการไฟในพื้นที่เกษตร พร้อมรายละเอียดชุดข้อมูลหมู่บ้าน รายละเอียดกิจกรรมการจัดการป่าและไฟป่า ซึ่งสามารถนำไปประกอบการจัดทำแผนการจัดการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรได้ การขับเคลื่อนงาน 2 : นำแผนงานสู่การลงมือปฏิบัติการจริงร่วมกันของชุมชนทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร คือ การลงมือปฏิบัติการด้านบริหารจัดการไฟในพื้นที่ป่าชุมชนและพื้นที่เกษตร มีจัดเวทีประชาคมแผนการจัดการป่าและไฟป่าและระเบียบกติกาชุมชน ทำแนวกันไฟในพื้นที่ และปฏิบัติการเฝ้าระวังจุดเสี่ยง ลงมือปฏิบัติการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว ชุมชนเลาวูมี ต้นทุนระบบการผลิต ทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ยังคงปลูกไม้ผล ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟ ในขณะที่อีกร้อยละ 50 ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หากสามารถวางแผนจัดระเบียบการเผาได้ ไม่เกิดปัญหาไฟลุกลามเข้าไปในพื้นที่ป่าและมีความจำเป็นได้ว่าจำนวนพื้นที่การปลูกไม้ผลจะเพิ่มขึ้นทำให้ความจำเป็นใช้ไฟจะลดลง ชุมชนมีต้นทุนเรื่อง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน”  ที่ผลิตเกษตรอินทรีย์และกาแฟอินทรีย์ กลุ่มนี้จะเป็นหลักในการขับเคลื่อนพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเขียว โดยที่ผ่านมากลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา จัดทำโครงการพัฒนาเเละยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยโดยการส่งเสริมพัฒนากาเเฟครบวงจรบ้านเลาวู รวมทั้งจาก สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงแก่แกนนำคนรุ่นใหม่คืนถิ่น  

หากมองภาพรวมของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ “เชียงใหม่อากาศสะอาดลดฝุ่นควัน” ทั้งตัวชุมชนเอง หรือองค์กรภาคี ต่างมีเป้าหมายเดียวกันในการจัดการป่าและไฟป่า ทำให้เกิดแนวทางการจัดการร่วมกัน เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานและชุมชน จนทำให้เกิดแผนการจัดการป่าและไฟป่าของชุมชนที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติการได้จริง โดยปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ นอกจากกลไกคณะทำงานโครงการมีศักยภาพแล้ว ยังมีการจัดการข้อมูลที่ดีและทันสมัยด้วยระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ รวมถึงมีภาคีสนับสนุนที่เข้มแข็ง จนสามารถมองการทำงานอย่างเป็นระบบ ร่วมแรงร่วมใจ มีเป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จคงไม่ไกลเกินเอื้อมถึง  

Categories
บทความและข่าวสาร

เอกสารสรุปหมอกควันไฟป่า ประกอบการประชุมถอดบทเรียน จ.เชียงใหม่ ประจำปี 2564

Please wait while flipbook is loading. For more related info, FAQs and issues please refer to DearFlip WordPress Flipbook Plugin Help documentation.

>>ดาวน์โหลดเอกสาร<<

Categories
บทความและข่าวสาร

เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมืองเชียงใหม่ (ชุมชนหมื่นสาร)

ปฏิบัติการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของชุมชนในเมืองเชียงใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน

กรณีชุมชนหมื่นสารตำบลหายยาอำเภอเมืองเชียงใหม่

สถานการณ์ฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ยังไร้หนทางแก้ไข ประชาชนยังต้องทนสูดอากาศที่ส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจติดอันดับต้น ๆ ของโลก ภายใต้วิถีทางการแก้ไขแบบเดิม เว็บไซต์ IQAir จัดอันดับคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ สภาพอากาศแย่เป็นอันดับที่ 1 ของโลก โดยวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 220 US AQI อยู่ในระดับไม่ดีต่อสุขภาพ ส่วนสภาพอากาศในตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่เช้าวันนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ ค่า PM2.5 วัดได้ 114 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับสีแดง มีผลกระทบต่อสุขภาพ (https://www.bangkokbiznews.com) โดยเฉพาะชุมชนในเขตเมืองเชียงใหม่ การสะสมฝุ่นควันจนเกินค่ามาตรฐานส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ชุมชนหมื่นสาร ตั้งอยู่ที่ตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน ชุมชนหมื่นสารถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพทางด้านการท่องเที่ยว เนื่องด้วยชุมชนตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่เชื่อมกับเมืองเก่า ทุกวันเสาร์ที่มีถนนคนเดินวัวลาย ตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไปจะมีรถจากพ่อค้าแม่ค้าถนนคนเดินวัวลายมาตั้งของขายกว่า 1,000 คน และมีนักท่องเที่ยวมาจับจ่ายซื้อของฝากของที่ระลึกกว่า 6,000 คน ในทุกคืนวันเสาร์ แต่ก็ไม่ได้ลดมลพิษแต่อย่างใด เพราะยังมีการใช้รถในบริเวณรอบๆ โดยที่ทางชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีแนวทางในการจัดการเรื่องนี้ ชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายจึงเป็นชุมชนหนึ่งในเขตเมืองที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม

ชุมชนได้เริ่มตระหนักในปัญหาฝุ่นควัน จึงเกิดการรวมตัวกันของชาวบ้านทั้งในส่วนที่เป็นคณะกรรมการชุมชน ชาวบ้านที่มีจิตอาสา และพระสงฆ์ เพื่อร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหา โดยมีทางองค์กรภาคประชาสังคม “เครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม” ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) ร่วมกันขับเคลื่อนงานในประเด็นยุทธศาสตร์เชียงใหม่อากาศลดฝุ่นควัน ภายใต้ “โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวชุมชนหมื่นสารบ้านวัวลายเพื่อเชียงใหม่อากาศสะอาด ต.หายยา อ.เมือง    จ.เชียงใหม่” มุ่งหวังให้คนในชุมชนเกิดความตระหนักและร่วมมือกันรักษาสภาพแวดล้อมให้สามารถดูดซับฝุ่นควัน มีความสดชื่น ปลอดโปร่ง ร่มรื่น เย็นสบาย ปลอดภัยจากมลพิษ ซึ่งเป็นโมเดลหนึ่งของการจัดการปัญหาฝุ่นควันของชุมชนในเขตเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่มีพื้นที่ว่างพื้นที่สาธารณะ เนื่องจากที่ดินแถบนี้มีราคาแพงมาก สิ่งสำคัญคือการร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบในพื้นที่ที่จำกัด เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่ม รวมถึงการฟื้นฟูดูแลต้นไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่ชุมชนและวัด การทำสวนผักอินทรีย์เล็กๆ ในบ้าน การติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ เป็นต้น โดยเริ่มกระบวนการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ทั้งคณะทำงาน อสม. ตัวแทนชุมชนร่วมกันการสัมภาษณ์คนในชุมชนเป็นรายครอบครัว เพื่อเก็บข้อมูลสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมและและ “พื้นที่สีเขียว” ในชุมชน โดยใช้แบบสำรวจและแบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ประมวลผลการสำรวจเพื่อจัดทำข้อมูลฐาน BASELINE DATA สำหรับใช้วางแผนดำเนินงานและเปรียบเทียบผลการเปลี่ยนแปลง มีข้อสังเกตว่า พื้นที่สีเขียวที่มีอยู่ในชุมชนจะค่อนข้างมีน้อย ส่วนใหญ่ตามบ้านในชุมชนจะเป็นการปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ พื้นที่ในเมืองจะมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ปลูก และต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ค่อยมี จึงได้ร่วมกันส่งเสริมชาวบ้านปลูกต้นไม้ยืนต้นและไม้ประดับในบริเวณบ้านของตนเอง ให้ความรู้ เกี่ยวกับฝุ่นควัน PM2.5 ให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น กว่า 15 ชนิด และลงมือปฏิบัติการขยายพันธุ์ไม้สู้ฝุ่น อีกทั้งยังส่งเสริมการปลูกพืชผักสวนครัว แปงรั้วกินได้ ของแต่ละครัวเรือน และ ทำแปลงผักสวนครัวในพื้นที่ส่วนรวมบริเวณวัดหมื่นสาร สนับสนุนการติดตั้งเครื่องฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศของแต่ละครัวเรือน และ บริเวณวัดหมื่นสาร เพื่อลดฝุ่น สร้างความรู้สึกสดชื่น ปลอดโปร่ง และติดตั้ง “เครื่องวัดคุณภาพอากาศ” ในชุมชน ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลสถานการณ์อย่างเท่าทัน 

โดยภาพรวม การร่วมกันออกแบบการจัดการพื้นที่สีเขียวให้มีเพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่ หากทุกชุมชนดำเนินการร่วมกัน ออกแบบพื้นที่สีเขียวของแต่ละครัวเรือน แต่ละชุมชนจนต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ จนขยายเป็นวงกว้าง เป็นต้นแบบที่สามารถการจัดการลดปัญหาฝุ่นควันได้ แต่อย่างไรก็ตามโจทย์ท้าทายสำคัญตามมานอกจากการสร้างพื้นที่สีเขียว คือ การใช้อุปกรณ์ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีข้อมูลเปรียบเทียบผลคุณภาพอากาศระหว่างก่อนหลังการดำเนินกิจกรรมตามโครงการที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนแรงกระเพื่อมสู่เป้าหมายในเรื่องการสร้างความตระหนักและร่วมมือของประชาชนในชุมชน ชุมชนข้างเคียง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปสู่การลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจสังคมจากปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 

Categories
บทความและข่าวสาร

ร้อยความรู้ ร้อยภาคีเครือข่าย…เพื่อดอยสุเทพ

28 พฤษภาคม 2564 โครงการเพื่อดอยสุเทพ ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้งดอยสุเทพ-ปุย เครือข่ายเชียงใหม่เขียวสวยหอม ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ และโครงการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก จัดกิจกรรม “ร้อยลมหายใจเพื่อดอยสุเทพ ร้อยความรู้สู่การจัดการอย่างยั่งยืน” โดยพาผู้เข้าร่วม ราว 20 คน ไปศึกษาจุดพื้นที่ไฟไหม้ป่าทิศทางเหนือของชุมชนขุนช่างเคี่ยน เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา (บริเวณใกล้ทางแยกไปสถานีวิจัยและฝึกอบรมเกษตรพื้นที่สูง ไซด์บี) ซึ่งพื้นที่ป่าไม้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ไฟไหม้เป็นบริเวณกว้างราว 120 ไร่ เนื่องจากเป็นหน้าผาสูงชัน ยากต่อการเข้าไปดับไฟ โดยในจุดนี้ มีผู้ใหญ่บ้านขุนช่างเคี่ยน เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และเจ้าหน้าที่สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ ร่วมบรรยายภารกิจในการเข้าไปดับไฟซึ่งใช้เวลามากกว่า 12 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันแลกเปลี่ยน ในเวทีเสวนา “ร้อยลมหายใจเพื่อดอยสุเทพ ร้อยความรู้สู่การจัดการอย่างยั่งยืน” ณ ลานกางเต็นท์ดอยปุย ซึ่งเห็นตรงกันว่า ควรมีการสร้างความร่วมมือกันเพื่อเชื่อมร้อยความรู้เกี่ยวกับดอยสุเทพ ให้ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้กับผู้คนในวงกว้างร่วมกันและนำมาใช้ในการบริหารจัดการดอยสุเทพให้เกิดความยั่งยืน

ต่อมาในวันที่ 29 พฤษภาคม 2564 โครงการเพื่อดอยสุเทพ ได้จัดเวที วิเคราะห์แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน ม้งดอยปุย – ขุนช่างเคี่ยน ณ บ้านม้งดอยปุย โดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านดอยปุยและขุนช่างเคี่ยนเข้าร่วม สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โครงการได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ สมาพันธ์เกษตรยั่งยืนจังหวัดเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) ลงสำรวจพื้นที่และประเมินศักยภาพในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ในการที่จะสร้างสรรค์ระบบเศรษฐกิจสีเขียวจากการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เพื่อตอบโจทย์มิติทางเศษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อัตลักษณ์ทางวัตนธรรมของชาติพันธุ์ม้ง ให้ผสมผสานสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการผลิตสมัยใหม่

ภาพ / ข่าว : ลลิตา ดังสท้าน
โครงการเพื่อดอยสุเทพ สภาลมหายใจเชียงใหม่


ติดตามข้อมูลโครงการเพื่อดอยสุเทพได้ที่
https://www.facebook.com/fordoisuthep/

Categories
บทความและข่าวสาร

ความหวัง และก้าวต่อ | ถอดบทเรียน 1 ปี สภาลมหายใจเชียงใหม่ กับ Stakeholders

27 พฤษภาคม 2564 สภาลมหายใจเชียงใหม่ จัดประชุมถอดบทเรียนออนไลน์ ผ่านระบบ ZOOM เพื่อทบทวนการทํางานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) โดยมี ผู้แทนจากจังหวัดเชียงใหม่ ทสจ.เชียงใหม่ อบจ.เชียงใหม่ ท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ภูมิภาคเพื่อการศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ สภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยฯ เชียงใหม่ สํานักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 เชียงใหม่ สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่ สํานักงานสิ่งแวดล้อม ภาคที่ 1 สํานักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ และทีมสรุปถอดบทเรียนสภาลมหายใจเชียงใหม่ เข้าร่วม

ตลอด 2 ชั่วโมง ในการถอดบทเรียน และแลกเปลี่ยน ว่าสิ่งที่ร่วมกับขับเคลื่อนในแต่ละด้าน สามารถลดฝุ่นควันได้มากน้อยแค่ไหน มีวิธีการและเป้าหมายอย่างไร ความสําเร็จ สิ่งที่ล้มเหลว รวมไปถึงสิ่งที่คาดหวังให้เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งมีเสียงสะท้อนตรงกันว่า การขับเคลื่อนที่เห็นได้ชัดเจนของภาคประชาชน คือการเป็นตัวเชื่อมระหว่างภาครัฐกับชาวบ้าน เพื่อสร้างความเข้าใจ จนเกิดเป็นความร่วมมือที่ดีขึ้น ต่างจากปีก่อนๆ ที่ต่างคนต่างทำ และแก้ปัญหาด้วยวิธีการของตนเอง แม้จะมีแผนในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆทุกสาเหตุ แต่ก็ยังคงหนักไปที่การดับไฟ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

โดยหลังจากนี้ ทีมสรุปถอดบทเรียนสภาลมหายใจเชียงใหม่ จะรวบรวมและประมวลความคิดเห็นที่ร่วมกันสะท้อน ก่อนจะนำข้อสรุปเข้าสู่เวทีใหญ่ ของการสรุปบทเรียนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ณ สถานที่พักฟื้นและพักผ่อนกองทัพบก (ลานนา) กรีนเลครีสอร์ท เชียงใหม่ ในวันที่ 6 มิถุนายน 2564 ที่จะถึงนี้ ขณะเดียวกันก็จะส่งผู้แทนสภาฯ เข้าร่วมสรุปบทเรียนกับจังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2564