Categories
โครงการ

โครงการรถสองแถวโมเดล-รถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

โครงการรถสองแถวโมเดล
รถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

1. หลักการและเหตุผล

          ทุกๆปีระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินค่ามาตรฐานซึ่งมีแหล่งมลพิษหลักมาจากการเผาในที่โล่ง นับเป็นวิกฤตเรื้อรังที่เกิดขึ้นมายาวนานกว่า 15 ปี ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ในพื้นที่เมืองเชียงใหม่ที่ยังไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่สมบูรณ์ ประชากรต้องมียานพาหนะส่วนบุคคล มีจำนวนยานพาหนะทุกประเทศจดทะเบียนจำนวน 1.54 ล้านคัน มลพิษอากาศจากการจราจรจึงเป็นแหล่งก่อมลพิษอากาศที่สำคัญ แหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยทั้งปีที่มาจากการจราจรในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 51.6%  (โฉมศรี ชูช่วย, 2563) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์จากเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างสม่ำเสมอ PM2.5 จึงถูกปล่อยออกมาพร้อมกับก๊าซที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในรูปแบบของควันดำ

          จังหวัดเชียงใหม่มีจำนวนยานพาหนะใช้น้ำมันดีเซลที่จดทะเบียนทั้งหมด 380,673 คัน (สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ พฤษภาคม 2564) ประกอบด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล รถบรรทุกขนาดเล็ก (กระบะ) รถจักรยานยนต์ ในกลุ่มยานพาหนะเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมดมีรถโดยสารสาธารณะไม่ประจำทาง (รถแดง รถกระบะดัดแปลงเป็นรถสองแถว)  และรถโดยสารสาธารณะประจำทาง (รถสองแถว มีสีต่างๆตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาต) รวมประมาณ 4,000 คัน ให้บริการรับส่งผู้โดยสารในเมืองถึงเขตวงแหวนรอบสองและระหว่างอำเภอกับเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ มีจุดรับส่งถ่ายเทผู้โดยสารในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ (เชื่อมเมืองกับ อ.แม่ริม อ.ฝาง อ.ดอยสะเก็ด อ.จอมทอง อ. สันกำแพง อ.แม่แตง อ.พร้าว อ.สันป่าตอง อ.แม่วาง)  กิจการรถโดยสารสาธารณะสองแถวเหล่านี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานในรูปสหกรณ์ เช่นสหกรณ์นครเชียงใหม่เดินรถ จำกัด, สหกรณ์เดินรถสันกำแพง จำกัด และบริษัท เชียงใหม่ร่มหลวงเดินรถ

          แม้ว่าระเบียบของกรมการขนส่งจะกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะตรวจสภาพรถทุกๆ 6 เดือนเพื่อให้รถโดยสารสาธารณะมีเครื่องยนต์สะอาด แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะได้รับผลกระทบอย่างมากจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเดินทางมาเยือน อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาเรียนออนไลน์ ส่งผลให้กิจการค้าและบริการขนาดเล็กต้องเลิกกิจการ มีคนเดินทางน้อยลง ปัจจุบันรถโดยสารสาธารณะมีผู้โดยสารเหลือเพียง 10 % จากปกติ แต่เนื่องจากปัญหามลพิษจากยานยนต์ยังคงเป็นแหล่งมลพิษหลักในพื้นที่เมืองต่อไปในระยะยาวที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สภาลมหายใจเชียงใหม่จึงใคร่จะนำปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ปล่อยไอพิษควันดำหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความร่วมมือให้เกิดรถโดยสารสาธารณะเครื่องยนต์สะอาดในพื้นที่เทศบาลนครเชียงใหม่และอำเภอเมือง ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องยนต์ และซ่อมบำรุงเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอในราคาที่ย่อมเยา

2. เป้าหมาย

  1. สร้างกลไกการทำงานในการสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ เจ้าของรถสองแถว เจ้าของยานยนต์ และภาคธุรกิจเอกชนขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จากเครื่องยนต์และแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศในพื้นที่เมืองเชียงใหม่
  2. ลดแหล่งมลพิษอากาศจากยานยนต์ในจังหวัดเชียงใหม่โดยสร้างตระหนักในฐานะผู้ใช้ยานยนต์และร่วมลงมือรักษาเครื่องยนต์ให้ปลอดมลพิษ  เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ ไปพร้อมกับความพยายามลดการเผาในพื้นที่โล่งนอกเมืองที่เป็นพื้นที่ป่าและเกษตรกรรม

3. วัตถุประสงค์

  1. เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเดินรถขนส่งสาธารณะ ศูนย์จำหน่ายและบริการซ่อมบำรุงรถยนต์ ในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ให้มีประสิทธิภาพในการเผาไหม้เชื้อเพลิงให้สมบูรณ์ขึ้น
  2. เพื่อเป็นต้นแบบของรถขนส่งสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด กระตุ้นให้ผู้ใช้ยานยนต์ส่วนบุคคลในจังหวัดเชียงใหม่รักษาเครื่องยนต์ปลอดมลพิษอากาศ
  3. เพื่อสร้างความตระหนักถึงแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5และมลพิษทางอากาศในพื้นที่เมือง
  4. เพื่อสร้างเครือข่ายทำงานแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในเมืองเชียงใหม่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

4. หน่วยงานและองค์กรทีทำงานร่วมกัน 

          สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สหกรณ์เดินรถโดยสารสาธารณะในจังหวัดเชียงใหม่ บริษัทน้ำมัน ผู้ประกอบการธุรกิจค้ารถยนต์และซ่อมแซมเครื่องยนต์(อู่)ในจังหวัดเชียงใหม่ และสภาลมหายใจเชียงใหม่ 

5. วิธีการดำเนินโครงการ

          1) สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานงานกับสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สหกรณ์ลานนาเดินรถ จำกัด, สหกรณ์นครเชียงใหม่เดินรถ จำกัด, สหกรณ์เดินรถสันกำแพง จำกัด, บริษัท เชียงใหม่ร่มหลวงเดินรถ จำกัด  และตัวแทนผู้ประกอบการยานยนต์ เข้าร่วมโครงการ

2) สภาลมหายใจเชียงใหม่ทำงานผ่านกลไกคณะกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่และประสานงานกับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสาธารณะและการจราจรในเทศบาลเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (กลุ่มงานจราจร) ภาคธุรกิจเพื่อสังคม เพื่อร่วมกันรณรงค์ให้เชียงใหม่เป็นเมืองปลอดควันดำจากเครื่องยนต์

          3) สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานกับภาครัฐ ธุรกิจเอกชนในท้องถิ่น และในส่วนกลาง (สำนักงานใหญ่บริษัทค้าน้ำมันต่างๆ) เพื่อดำเนินกิจกรรม         

3.1 ร่วมกับสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ในการตรวจควันดำรถสองแถวประจำทุกครึ่งปี

โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ติดสติ๊กเกอร์ “รถเครื่องยนต์สะอาด เพื่ออากาศบริสุทธิ์” ให้รถที่ผ่านการตรวจเครื่องยนต์ตามมาตรฐาน ดำเนินการไปแล้วครั้งที่ 1 วันที่  12 กันยายน 2564 จำนวนรถโดยสารประจำทางสีเหลืองประมาณ 150 คัน 

                   3.2 สภาลมหายใจเชียงใหม่ประสานขอความสนับสนุนจากบริษัทค้าน้ำมันจำหน่ายน้ำมันเครื่องราคาพิเศษแก่เจ้าของรถโดยสารสาธารณะ เพื่อจุนเจือเจ้าของรถที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการควบคุมโรคระบาด นอกจากขาดรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังไม่สามารถชำระหนี้สินค่าซื้อรถให้แก่สหกรณ์เดินรถได้

3.3 สร้างความร่วมมือจากผู้ประกอบการธุรกิจค้ารถยนต์และซ่อมแซมเครื่องยนต์(อู่)

ให้บริการตรวจสภาพ หรือซ่อมเครื่องยนต์รถสองแถวในราคาพิเศษ

                   3.4 สภาลมหายใจเชียงใหม่เป็นคณะทำงานหลักในการประสานงาน ติดตามและรายงานผลการดำเนินงานของโครงการ และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์โครงการสองแถวโมเดล เพื่อขนส่งสาธารณะเครื่องยนต์สะอาด

6. ระยะเวลาดำเนินการ

เดือนกรกฎาคม 2564 – เดือนกรกฎาคม 2565  

ที่ปรึกษาโครงการ

  1. ดร. ชยันต์ วรรธนะภูติ         ผู้อำนวยการ ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่าง                                ยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  2. นางสิริสุภา โตแสงชัย          ผู้ช่วยกรรมการบริหาร ฝ่ายบริการหลังการขาย                                                 บริษัท แสงชัยมอเตอร์เซลล์ จำกัด
  3. นายไพรัข โตวิวัฒน์             กรรมการ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน
  4. นายอาคม สุวรรณกันธา       กรรมการ รองเลขาธิการ หอการค้าเชียงใหม่

หัวหน้าโครงการ

          นางปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ แผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า สภาลมหายใจเชียงใหม่ 

คณะทำงาน

  1. นางสาวสุกัญญา อุ่นใจ  ผู้ประสานงานแผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า

แผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า สภาลมหายใจเชียงใหม่ 81/6 ม. 14

ต.สุเทพ อ.เมือง เชียงใหม่ 50200

  • นายวันชนะ จิตตะ  ผู้ประสานงานแผนแผนพัฒนานโยบายขนส่งสาธารณะและรถพลังงานไฟฟ้า
Categories
บทความและข่าวสาร โครงการ

34 ตำบลนำร่อง สรุปบทเรียน แก้ปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)ภาคเหนือ ร่วมกับ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และภาคีที่เกี่ยวข้อง จัดเวทีสรุปบทเรียนการจัดทำแผนไฟป่า ฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่รูปธรรมนำร่อง 25 ตำบล และ 9 ตำบลของกลุ่มชาติพันธ์มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธ์ และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แผนงาน โครงการชุมชนดินน้ำป่าอากาศยั่งยืน 2563 พื้นที่ 34 ตำบลนำร่อง เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวลดการเผาไหม้ที่ไม่จำเป็น ขยายผล 101 ตำบล ที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ร่วมสนับสนุน

การสรุปบทเรียน มีการแบ่งกลุ่มย่อยตามโซนอำเภอ คือ เหนือ กลาง และใต้ เพื่อรายงานการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนปัญหา ข้อค้นพบ และอุปสรรคปัญหา รวมถึงนำเสนอทิศทางแผนงานการแก้ไขปัญหาไฟป่า-ฝุ่นควัน pm-2.5 ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในพื้นที่เกษตร และในพื้นที่เมือง ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งแต่พื้นที่ มีการป้องกันไฟป่าและลดฝุ่นควัน ที่แตกต่างกันไปตามบริบท  โดยพบว่าบางตำบล ได้ทำงานร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนไปแล้ว และมีแผนที่ชัดเจน ว่าจะป้องกันแบบไหน จะไปช่วยกันดับไฟอย่างไร และจะทำให้เกิดแผนที่มีคุณภาพในรูปแบบไหน ขณะที่อีกหลายตำบลยังไม่มี การลงลึกโดยการชี้เป้าไปที่ระดับหมู่บ้าน เชื่อว่าหากในระดับหมู่บ้านได้ร่วมกันจัดทำแผนบริหารไฟได้ เช่น ไฟที่ไม่จำเป็นต้องไม่เกิดขึ้น ไฟที่จำเป็นก็ต้องใช้อย่างเหมาะสม และลดไฟให้ได้มากที่สุด

ข้อสรุปเบื้องต้น ทุกตำบลเห็นตรงกันว่า แผนที่มีอยู่ แม้จะดีแค่ไหน แต่หากยังทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นไม่ได้ อาจไม่สำเร็จ จึงชี้เป้าไปยังระดับหมู่บ้านเป้าหมาย เพื่อยกให้เป็นหมู่บ้าน ดำเนินการเข้มข้นก่อน เช่น ทางโซนเหนือ ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว มีการตั้งเป้าลงไปยัง 3 หมู่บ้าน ที่อยู่ติดป่า ซึ่งต้องเผชิญเหตุฯทุกปี มีการออกแบบแผน โดยการดึงเอาชาวบ้านที่มีอาชีพในการหาของป่า เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ร่วมดับไฟป่า และรับผิดชอบพื้นที่ ซึ่งเริ่มดำเนินการไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตกลงในเชิงมาตราการทางสังคมร่วมกัน ว่าหากยังมีการเผาหรือยังเกิดไฟขึ้นอยู่ คนกลุ่มนี้จะต้องร่วมรับผิดชอบอย่างไร

ขณะที่ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลน้ำบ่อหลวง ซึ่งเป็นอำเภอในโซนใต้ ระบุว่าในพื้นที่ปีที่ผ่านมา ทางตำบลมีแผนทำแนวกันไฟและจัดชุดลาดตระเวนที่ชัดเจน ขณะเดียวกันยังมีการระดมทุนโดยชุมชนด้วยกันเอง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฯและชุดดับไฟป่า ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในรูปธรรมที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ 7 ตำบล คือ ช่างเคิ่ง ท่าผา บ้านทับ แม่ศึก แม่นาจร ปางหินฝน และกองแขก ในอำเภอแม่แจ่ม ล่าสุดมีการรวมกลุ่มกัน ในรูปแบบเครือข่ายระดับอำเภอที่ชัดเจนขึ้น มีการประสานงานและทำงานร่วมกับ อปท. และจังหวัด ทั้งในรูปจากบนลงล่าง และจากล่างขึ้นบน

ส่วนอำเภอโซนกลาง มีการเสนอให้อำเภอสารภี ซึ่งเป็นอำเภอเดียวที่ไม่ได้รับงบประมาณในการจัดการและแก้ปัญหาไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากไม่มีพื้นที่ติดป่า เป็นเป้าพื้นที่นำร่อง โดยชูการทำเกษตรอินทรีย์ และวิธีจัดการใบไม้-กิ่งไม้ และเศษวัชพืช ไปบดเป็นปุ๋ย แทนการเผาโล่งแจ้ง

นายธนกร ช่วยค้ำชู ประธานเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การได้มาพบปะกันของสภาองค์กรชุมชนครั้งนี้ เป้าหมายหลัก คือต้องการทราบว่าแต่ละตำบล มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่ากี่หมู่บ้าน มากน้อยแค่ไหน มีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างไร ซึ่งหลายพื้นที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมแล้ว ก่อนจะนำแผนที่วางไว้ ไปบูรณาการการทำงานร่วมกับท้องถิ่นในปีหน้านี้

“พบว่ากว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่นำร่อง ชุมชนและท้องถิ่นตอบรับแผน เกิดการตื่นตัวและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หลังจากนี้เชื่อว่าแผนงานฯของแต่ละตำบล จะถูกนำไปเป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติการระดับตำบล หรืออำเภอได้” นายธนกร กล่าว

คุณสุรีรัตน์ ตรีมรรค รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า เกือบ 1 ปี ในการสนับสนุนขบวนของสภาองค์กรชุมชน ในการช่วยแก้ปัญหาไปฟ่าและฝุ่นควัน ซึ่งต้องยอมรับว่า ยังไม่ประสบความสำเร็จ เห็นได้จากฝุ่นควันในปี 2563 ที่ยังคงหนัก จึงจำเป็นต้องมาร่วมกันสรุปบทเรียน ตลอดทั้ง 2 วัน ชัดเจนที่สุด คือทำให้ทราบว่า เงื่อนไขที่สำคัญที่สุด คือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากทางสภาองค์กรชุมชนตำบล ที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชม กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน และ อปท.

“เบื้องต้นตอนนี้ ยังมีแต่แผนที่พื้นที่นำร่องเสนอ ยังไม่ได้ดูถึงงบประมาณ หลังจากนี้จะมีการสังเคราะห์ แผนว่าขาดตกบกพร่องส่วนไหน และมีคุณภาพหรือไม่ เพื่อที่จะกำหนดว่ากิจกรรมอะไรบ้าง ที่จะนำไปบูรณการกับภารกิจของ อปท. และกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน นอกเหนือจากภารกิจการดับไฟ  โดยหนึ่งในแผนที่ขอให้ทุกตำบลดำเนินการ คือการจัดตั้งกองทุนในระดับตำบล ซึ่งอาจจะเป็นกองทุนลมหายใจในตำบล โดยให้ชุมชนเป็นผู้ระดมทุน ซึ่งทุนอาจจะมาจาก อปท. ชุมชน หรือมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมในการหาของป่าในป่าชุมชน ขณะที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ ก็จะนำเงินที่ได้จากการบริจาคไปสมทบ เพื่อใช้พื้นที่นำร่องสามารถดำเนินการได้ตามแผน นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการจัดทำสวัสดิการให้กับคนที่เข้าไปดับไฟป่าด้วย”รองประธานฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าว

สำหรับสภาองค์กรชุมชนตำบล ถือเป็นหนึ่งในกลไกลหลัก ที่สำคัญ และช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนในระดับชุมชนและท้องถิ่น ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายรองรับ ซึ่งจะหนุนเสริมและสนับสนุน และมองว่าเป็นฐานในการจะร่วมกันแก้ปัญหาจากสาเหตุจริงๆ โดยหลังจากนี้ชุดทำงานโครงการชุมชนดินน้ำป่าอากาศยั่งยืนฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)ภาคเหนือ จะร่วมกันสังเคราะห์ข้อเสนอและแผนงานของพื้นที่นำร่อง ก่อนจะนำเข้าเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ในเดือนกันยายนนี้ และนำเสนอต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน และไฟป่าจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งผู้ว่าราชการฯ แต่งตั้ง ให้รับทราบต่อไป/

Categories
โครงการ โดรนอาสา โดรนอาสา

โครงการโดรนอาสา

โครงการจัดตั้งทีมโดรนอาสาเพื่อเก็บข้อมูลระยะยาว
สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน

หลักการและเหตุผล

ปัญหาฝุ่นควัน และไฟป่าหลายปีที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ สร้างความสูญเสียต่อสังคมเศรษฐกิจเป็นวงกว้างอีกทั้งต้นตอของปัญหาก็เกิดจากหลายปัจจัย หลายสาเหตุอีกทั้งมีความซับซ้อนในเชิงการบริหารจัดการพื้นที่ แต่เราอาจจะสรุปสาเหตุของการเกิดฝุ่นควันได้ 2 ลักษณะคือ ไฟอันเกิดจากเผาป่า และไฟอันเกิดจากการเผาพื้นที่แปลงเกษตรเพื่อการทำกินของชาวบ้านในชุมชน ปีนี้มีข่าวที่สร้างความตกใจใหักับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องถึงปัญหานี้ว่า ไฟได้ไหม้ป่ามากถึง 35 ล้านไร่ โดย 17 ล้านไร่เกิดจากไฟป่า และ 18 ล้านไร่เกิดจากการเผาแปลงเกษตร (ในขณะที่ปีก่อนๆ การรายงานพื้นที่ไฟป่าจะอยู่แค่เพียงระดับ 1-5 แสนไร่เท่านั้น) สาเหตุก็เพราะในปีที่ผ่านไม่มีการเก็บข้อมูลไฟป่านอกพื้นที่ ที่ไม่มีการเข้าไปปฏิบัติการนั้นเอง ด้วยข้อมูลที่คาดเคลื่อน ไม่ตรงตามความเป็นจริงนี้เอง ที่ทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่สามารถออกแบบ วางแผน ในการแก้ปัญหาได้ตรงจุด เพราะที่ผ่านมาแผนส่วนใหญ่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การจัดการไฟในพื้นที่ภาคการเกษตรจนเกิดเป็นแนวคิด Zero burn(ห้ามเผา) ที่ไม่ได้พูดถึงต้นตอสาเหตุของปัญหา แต่ยังหลงลืมเรื่องการจัดการเชื้อเพลิงสะสมภายในป่า ซ้ำร้ายยังสร้างผลกระทบและข้อบาดหมางให้กับชาวบ้าน ชนเผ่า ผู้ทำการเกษตรในพื้นที่สูงตามวิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่น

เป้าหมาย

จัดตั้งทีมงานโดรนอาสาเพื่อเก็บข้อมูลระยะยาว สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่า ขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่นำร่องเขต อำเภอสะเมิงใต้ แล้วนำไปใช้กับชุมชนอื่นที่มีความพร้อม และต้องการนำโดรนเข้าไปใช้ในพื้นที่ของตนร่วมกันกับสภาลมหายใจเชียงใหม่

พื้นที่นำร่อง

  • พื้นที่นำร่องทั้งตำบลสะเมิงใต้ 2 หมู่บ้าน (4คน)
  • พื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา 1 หมู่บ้าน 2 คน
  • พื้นที่อำเภอแม่วาง 1 หมู่บ้าน 2 คน
  • พื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา 
  • พื้นที่อุทยานแห่งชาติออบขาน

ข้อมูลใช้ระบบ SMART

  • สมาร์ท คือการเก็บข้อมูล พัฒนามาจากยูกันดา ในการจัดเก็บข้อมูลในการอนุรักษ์แรดขาว
  • SMART CONNECT คือการเอาข้อมูลต่างๆ มาเชื่อมโยงกัน เช่น เวลา พิกัด ไฟ สัตว์ ต้นไม้
  • Air Patrol แอพพลิเคชั่น ความสามารถในการดีเทคชั่น แนวการบิน บอกพิกัด แล้วส่งข้อมูลขึ้นไปบนเซิฟเวอร์
  • ยกตัวอย่างการเกิดไฟในประเทศเกาหลีใต้ แล้วใช้ระบบสมาร์ท จัดเก็บข้อมูล ความชันของพื้นที่ ทิศทางลม จุดกำเนิดไฟ  ความแรงของไฟ แล้วนำไปวิเคราะห์เพื่อการคาดการณ์ไฟในอนาคต ซึ่งเกิดจากปัจจัยในอดีต และยังช่วยป้องกัน หรือช่วยดับไฟได้ในอนาคต
  • ข้อมูลที่ได้จากพื้นที่นำร่อง จะเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์กลาง ใช้งานด้วยการประมวลผลลงในโปรแกรมสมาร์ท ผ่านเว็ปไซด์ เปิดให้ใช้ในลักษณะ open data สามารถนำไปขยายผลในการ อ่านวิเคราะห์ข้อมูลล่วงหน้า เพื่อการวางแผนจัดการทรัพยากร และป้องกันไฟป่าในพื้นที่นำร่อง รวมถึงออกแบบวางแผนสำหรับการฟื้นฟูหลังการเกิดไฟป่า

รายชื่อคณะกรรมการ

  1. นาย เกีรยติศักดิ์ ผิวขาว
  2. นาย ประมาณ จรูญวาณิชย์
  3. นาย ฉัตรจักร ปินตา
  4. นาย ภราดล พรอำนวย

ที่ปรึกษา

  1. นาย กิตติชัย พิพัฒน์บุณยารัตน์ (ARISTO Group)
  2. นาย สิทธิชัย จินะมอย (Thailand Forest UAS)
  3. นาย ศุธภที สีทองดี (Thailand Smart Patrol Program)

สถาที่ติดต่อ

ChiangMai Trust ชั้น 3 ร้าน North Gate jazz co-op 95/1-2 ศรีภูมิ ช้างเผือก อ.เมือง เชียงใหม่ 50200 Tel. 081-020-7822 (เค)
E-mail: dpscheck@gmail.com
line: kcomick

รายงานความก้าวหน้า   14 ก.ค.63  

  1. การใช้เครื่องมือโดรนในการสำรวจพื้นที่การเกิดไฟป่าในเขตอุทยาน
  2. การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานและชาวบ้านในพื้นที่นำร่อง สำรวจพิกัดตำแหน่งที่เกิดไฟป่า – การจัดการป้องกันและเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่/ชุมชน
  3.  การทำชุดข้อมูลสำหรับบริหารจัดการไฟ (การทำแผนที่ภูมิศาสตร์จุดเกิดไฟจากภาพถ่ายมุมสูง)  แผนที่แสดงข้อมูลจุดเกิดไฟป่า(ชุมชน/อุทยาน) แนวกันไฟ และเส้นทางเดินเท้าในเขตพื้นที่ป่าชุมชน-พื้นที่อุทยาน

 พื้นที่ดำเนินการ

นำร่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีล้านนา ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยาน และพื้นที่นำร่องชุมชนในเขตป่าอุทยานออบขาน ร่วมกับชาวบ้านชุมชนบ้านป่าทางใน

การทำงานที่ผ่านมาและผลที่เกิดขึ้น

  1. การทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีล้านนา
    – ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานในการใช้โดรนแก้ปัญหาไฟป่าหมอกควัน โดยใช้โดรนขนาดใหญ่ทำการสำรวจพิกัดตำแหน่งที่เกิดไฟป่า พร้อมกับสร้างร่วมมือกับชาวบ้านในพื้นที่อุทยานร่วมดับไฟ/ทำแนวกันไฟ  สามารถทำการบินโดรนสำรวจในพื้นที่อุทยานศรีลานนา พื้นที่ดอยสุเทพ ปุยได้เนื่องจากได้รับอนุญาตจากทางจังหวัดให้บินสำรวจและถ่ายภาพมุมสูงได้ แต่พื้นที่อื่นยังไม่มีความชัดเจน
  2.  การทำงานร่วมกับชาวบ้านในชุมชนป่าทางใน เขตพื้นที่อุทยานออบขาน
    – ทำงานร่วมกับชุมชน/ชาวบ้านชุมชนป่าทางใน มอบโดรน(ขนาดเล็ก)สำหรับนำไปใช้ในการสำรวจจุดที่เกิดไฟในพื้นที่เขตอุทยานออบขาน นำเสนอข้อมูลไฟป่าแถบน้ำขานแบบภาพมุมสูงจากโดรน  
    – ตั้งกลุ่มเยาวชนเรียนรู้การใช้โดรน โดยมีการตั้งกลุ่มไลน์โดรนอาสา นำผลจากภาพถ่ายมุมสูงส่งเข้ามาในกลุ่ม  เพื่อลงรายละเอียดจุดที่เกิดไฟป่า และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้เคียงในการสำรวจจุดเกิดไฟและการทำแนวป้องกันไฟป่าของชุมชน
     – ร่วมกับชาวบ้านในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงทำแนวกันไฟ

   ปัญหา/อุปสรรค

  1. คนที่ทดลองบินโดรนใหม่ ๆ ขาดความชำนาญในการใช้โดรนทำให้มีปัญหาโดรนตก ต้องเปลี่ยนใบพัดใหม่
  2.    ยังมีข้อจำกัดของกฎระเบียบราชการในการอนุญาตให้ใช้โดรนบินสำรวจในพื้นที่เขตอุทยาน ทำให้เป็นปัญหาต่อการบินสำรวจในพื้นที่ (มีข้อจำกัดในการบินโดรนได้เฉพาะในเขตพื้นที่ชุมชน แต่ไม่สามารถบินได้ในเขตอุทยานออบขานทั้งหมด เพราะยังมีปัญหากับเจ้าหน้าที่และกฎระเบียบในการบินโดรน)

 แนวทางจัดการ

  1. ประสานงานกับมืออาชีพที่ทำโดรนประกอบจากกลุ่มนกเงือกและช้างป่าดึงเข้ามาร่วมในกลุ่มคณะทำงาน เพื่อให้ความรู้การทำโดรน DIY กับกลุ่มชาวบ้านและเยาวชนโดรนอาสา    
  2.  สร้างความเข้าใจร่วมกับป่าไม้ , อุทยาน , อปท. เรื่องเงื่อนไข กฎระเบียบการบินโดรน
  3.  กรมการบิน 
  4.   มีการทำ MOU ข้อตกลงร่วมกับกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม – สำนักอนุรักษ 16  – สภาลมหายใจ –  ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  ให้สามารถใช้โดรนบินสำรวจในพื้นที่เพื่อการจัดการปัญหาไฟป่าหมอกควัน (ทำ MOU ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563)

เอกสารโครงการเพิ่มเติม

Categories
โครงการ

โครงการเพื่อดอยสุเทพ

เป้าหมาย

  1. ดอยสุเทพได้รับการดูแล ปกป้อง และฟื้นฟู ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม ให้สอดคล้องและเท่าทัน ความเปลี่ยนของโลกสมัยใหม่ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง
  2. เกิดองค์กรทางสังคม ที่มีพันธกิจในการขับเคลื่อนแผนงาน “ดอยสุเทพ” อย่างต่อเนื่อง
  3. เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงกลไกและโครงสร้างในการบริหารจัดการพื้นที่ “ดอยสุเทพ” เพื่อให้มีศักยภาพในการปกป้องรักษาคุณค่า “ดอยสุเทพ” ทั้งในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน

ผลที่คาดว่าจะได้รับใน 1 ปี

  1. แผนงาน “สีเขียว” -เห็นความเชื่อมร้อยกันของกลุ่มกิจกรรมสีเขียว เป็นภาพรวม
  2. แผน “ชุมชน” -แสดงให้เห็นศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับชุมชน และเห็นข้อเสนอ/กลไกการจัดการร่วมใหม่ๆ กับกรณีพื้นที่นอกแนวเขตชุมชนและพื้นที่จุดเสี่ยง
    – ท้องถิ่นเป้าหมาย(ทต.แม่แรม) พัฒนากลไกการบริหารจัดการระดับตำบล เห็นความชัดเจนในการจัดการภารกิจที่รับถ่ายโอนมาจากกรมป่าไม้มากขึ้น
  3. แผน “เชื่อมเมือง-ชนบท” -ช่องว่าง มุมมองความเห็นที่ต่างกันระหว่างภาคเมืองและภาคชนบท
  4. แผน “ข้อมูล” -การจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
  5. แผน “ทีมมั่นคง” -เชื่อมร้อยทีมทำงานต่างรุ่น แลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงาน
    – โครงสร้างการทำงานที่เป็นระบบ มีการสนับสนุนงบดำเนินการต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป
  6. แผน “เปลี่ยนแปลง” -เข้าใจโครงสร้าง/กลไกการบริหารจัดการและการแก้ไขปัญหาของภาครัฐโดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันมากขึ้น
    – สามารถชี้ประเด็นข้อจำกัด/อุปสรรค(เบื้องต้น)ในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันภายใต้โครงสร้าง/กลไกการบริหารจัดการของภาครัฐ
    – สามารถชี้ประเด็นข้อจำกัด/อุปสรรค(เบื้องต้น)ในการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนและแก้ไขปัญหาไฟป่า/ฝุ่นควันของชุมชนในพื้นที่ดอยสุเทพ

Categories
โครงการ

โครงการปุ๋ยหมักรักษ์โลกแผนชุมชนดินน้ำป่าอากาศยั่งยืน

แนวคิด แผนงานและข้อมูลเครือข่าย

ในช่วงย่างเข้าสู่ฤดูหนาวเดือนตุลาคม เป็นช่วงการเก็บเกี่ยวและฤดูใบไม้ร่วงทำให้มีเศษพืชที่เป็นเชื้อเพลิงมากมาย การเผาเศษพืชและใบไม้ในชุมชนทำให้เกิดหมอกควันและสร้างผลกระทบต่อเด็กเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ติดบ้านและไม่ค่อยมีปากเสียงในชุมชน การทำแปรสภาพเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมักคุณภาพสูง เป็นการส่งเสริมให้เกิดการแยกเศษพืชใบไม้ออกจากขยะทั่วไปทำให้ชุมชนมีขยะน้อยลง เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการลดเผา เป็นการดูแลสุขภาพเด็กเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน และเป็นการสร้างอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

งานปุ๋ยหมักเลือกวิธีการทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองสูตรวิศกรรมแม่โจ้ 1 เพราะเป็นวิธีลดการเผาใบไม้จำนวนมาก ไม่ต้องเสียเวลาพลิกกลับกอง ได้ปุ๋ยมาตรฐานปุ๋ยหมักประเทศไทย ไม่สร้างก๊าซมีเทน การผลิตปุ๋ย 1 ตัน ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก 400 กิโล และ PM2.5 3 3 กิโลกรัม  การผลิตปุ๋ยหมักเป็นกิจกรรมที่สมประโยชน์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมสุขภาพและเศรษฐกิจชุมชนโดยเลือก 10 พื้นที่ ที่มีประสบการณ์การทำและการใช้ปุ๋ยหมักที่หลากหลาย เพื่อให้เป็นจุดจัดการใบไม้ หน่วยการผลิตและแหล่งเรียนรู้ เผยแพร่การทำปุ๋ยหมักแก่ผู้สนใจต่อไป โดยเพิ่มพื้นที่อำเภอสารภีเป็นพื้นที่ความร่วมมือที่ระดับอำเภอ

แหล่งเรียนรู้ 11 แห่ง

  1. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เริ่มจากงานวิจัยการทำปุ๋ยหมักสูตรเติมอากาศและพัฒนาป็นฐานฐานเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองแม่โจ้ 1 ให้นักศึกษาปฏิบัติการและให้หน่วยงานและผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้
  2. กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลห้วยทราย เป็น 1 ใน 7 ฐานเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้  ทำงานเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์และจะเป็นหน่วยจัดการจัดจำหน่ายผลผลิตจากเครือข่ายผลิตปุ๋ยสภาลมหายใจ
  3.  โรงเรียนปริยัติธรรมผดุงศาสน์ดอยสะเก็ด ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด พระอาจารย์ อินสอน ได้บรรจุวิชาการทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองแม่โจ้ 1 ไว้ในหลักสูตรการสอนวิชาทักษะชีวิตแก่สามเณรร้อยห้าสิบรูปจากวัดต่างๆ ในอำเภอดอยสะเก็ดและใกล้เคียง เพื่อให้ สามเณรนำความรู้ไปช่วยครอบครัวเมื่อลาสิกขา
  4. กลุ่มปุ๋ยหมักบ้านแม่ขนิลใต้ ตำบลน้ำแพร่ อ.หางดง หมู่บ้านในหุบเขาที่มีการทำเกษตรอินทรีย์และทำปุ๋ยหมักสูตรไม่พลิกกลับกองต่อเนื่องจนเป็นศูนย์เรียนรู้การทำปุ๋ยหมักในโครงการตำบลสุขภาวะของเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา
  5. ชุมชนแพะป่าห้า อยู่ในเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้ เริ่มจากการคัดแยกขยะและได้นำวิธีทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองมาจัดการใบไม้เศษพืชและขยะเปียกให้เป็นปุ๋ยหมักแล้วนำไปปลูกผักปลอดสารในทุกครัวเรือนจนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นแหล่งดูงานของผู้สนใจ
  6. สวนดอยแก้ว ตำบลแม่งอน อ.ฝาง สวนส้มที่นำวิธีทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกอง ไปใช้ ผลิตปุ๋ยปีละร้อยตันจากซังข้าวโพดและเปลือกส้มเพื่อใช้ในสวนส้มสายน้ำผึ้งแก้ปัญหาเชื้อราในดินและต้นส้ม จนพัฒนาเป็นสวนส้ม-ผลไม้และพืชผักอินทรีย์  เป็นตัวอย่างให้เกษตรกรให้หันมาปลูกพืชด้วยระบบอินทรีย์มากขึ้น
  7. สิริเมืองพร้าว หมู่บ้านท่ามะเกี๋ยง ตำบลสันทราย อ.พร้าว เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนและกลไกในหมู่บ้านด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการคัดแยกขยะ ส่งเสริมการอ่าน  และสนใจการนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกอง และมีแผนการจัดจำหน่ายปุ๋ยหมักในชุมชน
  8. สวนโกโก้อินทรีย์ KM. Garden  แม่แตง เริ่มจากการใช้ปุ๋ยหมักใส่ต้นโกโก้แล้วประทับใจในคุณภาพ จึงเริมทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองใช้เองและขยายผลในกลุ่มสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์มาตรฐานพีจีเอส(มาตฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม)จังหวัดเชียงใหม่   
  9. โครงการหลวงทุ่งเริง  ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง เชียงใหม่ คุณพูลผล เล็กไม่น้อย ผู้อำนวยการโครงการหลวงทุ่งเริงเคยทำงานที่โครงการหลวงห้วยต้มซึ่งเป็นโครงการหลวงที่ส่งเสริมให้ชุมชนนำเศษพืชมาทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ปลูกผักในโครงการ  ทำให้มีผักอินทรีย์ในโครงการหลวงแห่งนี้
  10. ศูนย์เรียนรู้ลำใยปลอดภัยGAP แปลงใหญ่ ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี นอกจากลำใยอันเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอสารภี แล้วศูนย์ศูนย์เรียนรู้ลำใยปลอดภัยตำบลท่ากว้างได้ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มนำใบลำใยมาทำปุ๋ยหมักด้วยวิธีการทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกลอง เพื่อใช้บำรุงต้นและเพิ่มผลผลิต
  11. สมาคมยางนาขึ้เหล็กสยาม หน่วยดูแลต้นยางนาบนถนนเชียงใหม่ลำพูนในเขตอำเภอสารภีทั้งการปลูกยางนาการดูแลรากและการตัดแต่งกิ่ง ทำให้มีกิ่งและใบยางนาจำนวนมากที่ต้องขนไปทิ้งตามสถานที่ต่าง  จึงเห็นสมควรนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมัก เพื่อในบำรุงรากยางนาและพัฒนาเป็นอาชีพเสริมแก่ชุมชนต่อไป (ตั้งกองปุ๋ยที่  บ้านป่าแดด ต.ยางเนิ้ง   บ้านปากกอง ต.สารภี  บ้านท่ากว้าง  ต.ท่ากว้าง อ.สารภี)

กิจกรรม ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562- กรกฎาคม 2563

  1. ประสานงานเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ 10 พื้นที่
  2. พัฒนากลไกความร่วมมือ 3 ระดับ
    – ระดับหมู่บ้าน  พื้นที่ ดอยซิว และแม่ขนิลใต้   
    – ระดับตำบล-เทศบาล พื้นที่ โรงเรียนปริยัติธรรมตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด
    – ระดับอำเภอ พื้นที่อำเภอสารภี   ร่วมกับสภายางนาขี้เหล็กสยามและ เขียวสวยหอม
  3. ประชุมเตรียมงาน เตรียมพื้นที่จัดงานเปิดตัวโครงการ (โรงเรียนผดุงศาสน์ดอยสะเก็ด ต.เชิงดอย) 5 ครั้ง
  4. จัดงานคิกออฟ บันทึกข้อตกลงทำงานร่วมกับเทศบาล และองค์กรภาคี ณ โรงเรียนผดุงศาสน์ดอยสะเก็ด ตำบลเชิงดอย
  5. สนับสนุนเงินซื้อขี้วัวทำปุ๋ยหมัก ให้ 8 พื้นที่  (ยกเว้น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สิริเมืองพร้าว โครงการหลวงทุ่งเริง)
  6. พื้นที่ลงมือทำปุ๋ยหมัก  รวม 176  ตัน
  7. ซื้อปุ๋ยจากชุมชนเพื่อบรรจุถุงจัดจำหน่าย  (แม่ขนิลใต้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลห้วยทราย)
  8. ประสานยืมเครื่องบดปุ๋ยและกิ่งไม้ ขนาดใหญ่ จากเทศบาลตำบลปิงโค้ง มาที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลห้วยทรายสันกำแพง
  9. ออกแบบตราสัญลักษณ์และสั่งพิมพ์ถุงใส่ปุ๋ยหมักและดินเพาะปลูก สี่แบบ  2 ขนาด( 1 กก และ 5 กก )
  10. ประสานงานหน่วยงานในพื้นที่เกี่ยวข้องที่สนใจทำปุ๋ยหมักเพื่อเป็นแนวร่วมในการทำปุ๋ยปีต่อไป
    – เทศบาลตำบลสันผักหวาน  อ.หางดง หมู่บ้านท้าวผายู หมู่บ้านขวัญเวียง สนใจร่วมเป็นเครือข่ายทำปุ๋ยหมัก
    – เทศบาลตำบลชุมภู อำเภอสารภี  มีพื้นที่สวนเกษตรอินทรีย์พื้นที่ 9 ไร่ พร้อมร่วมทำปุ๋ยหมัก
    – เทศบาลตำบลท่าศาลา สนใจร่วมทำปุ๋ยหมัก
    – เทศบาลนครเชียงใหม่ สนในขยายวิธีการทำปุ๋ยวงตาข่าย ในโรงเรียนเทศบาล 11 โรง
  11. เป็นวิทยาการ อบรมเสริมความรู้  โรงเรียนเทศบาลนครเชียงใหม่  โรงเรียนเด็กกำพร้า ยุหว่า สันป่าตอง
  12. บริจาคปุ๋ย 300 กก.ร่วมโครงการ “สวนผักคนเมือง” ที่ใช้บริเวณกองขยะร้างติดสุสานช้างคลาน กลางเมืองเชียงใหม่ทำเป็นสวนผักโดยให้โอกาสชุมชนมาปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิต และจ้างงานผู้ได้รับผลกระทบตกงานจากวิกฤติโควิด-19

ผลการผลิตปุ๋ยในพื้นที่ รวม 174 ตัน

  • สวนโกโก้  KM garden แม่แตง 1 กอง 1  ตัน
  • บ้านแม่ขนิลใต้ หางดง 1 กอง 1 ตัน
  • โรงเรียนผดุงศาสน์ดอยสะเก็ด ดอยสะเก็ด             4 กอง 4 ตัน
  • สมาคมยางนา  สารภี                      4 กองใหญ่ 120 ตัน
  • บ้านแพะป่าห้า สันทราย                2 กอง 2  ตัน
  • สวนดอยแก้ว ฝาง                         2  กอง 40 ตัน
  • ศูนย์เรียนรู้ลำไยแปลงใหญ่ สารภี 5 กอง 5 ตัน
  • กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลห้วยทราย  สันกำแพง              1  กอง                    1 ตัน

แผนการทำงานต่อไป

  1. จัดจำหน่ายปุ๋ยหมักและดินเพาะปลูกโดยวางตามฐานเรียนรู้ 10 แห่งร้านค้าที่สนใจ และการขายออนไลน์ (30 สค. 63)
  2. จัดทำกล่องการเพาะปลูกพร้อมเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ ที่มีข้อมูลสภาลมหายใจ วิธีการทำปุ๋ย และวิธีป้องกันตนเองจาก PM PM 2.5  (สค 63)
  3. นำกล่องเพาะปลูก ไปจัดกิจกรรมส่งแสริมการปลูกใน กลุ่มนักเรียน 10 โรงเรียนเทศบาล และจำหน่ายแก่ผู้สนใจ
  4. รณรงค์ให้มีการนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมัก และให้มีพื้นที่จัดเก็บใบไม้ในแต่ละเทศบาล

ผู้ประสานงานโครงการ     

อัมพร บุญตัน (ต้อม)   โทร. 0815956782 

Categories
โครงการ

โครงการชุมชนดินน้ำป่าอากาศยั่งยืน 34 ตำบลนำร่อง

โครงการชุมชนดินน้ำป่าอากาศยั่งยืน 2563 (แผนงานพื้นที่ป่า เกษตร) พื้นที่ 34 ตำบลนำร่อง เพื่อแก้ปัญหาระยะยาวลดการเผาไหม้ที่ไม่จำเป็น ขยายผล 101 ตำบลที่รับถ่ายโอนภารกิจดับไฟจากกรมป่าไม้ ขับเคลื่อนความร่วมมือกับท้องถิ่น ป้องกันและแก้ไขปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ไฟป่า ฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่

หลักการและเหตุผล

            จังหวัดเชียงใหม่เผชิญปัญหามลพิษฝุ่นควันไฟเป็นประจำในฤดูแล้ง (กุมภาพันธ์-เมษายน) เป็นเวลานานกว่า 12 ปี นับจากที่ครม.นำปัญหานี้เข้าสู่การพิจารณาครั้งแรกเมื่อพ.ศ.2550 ได้มีความพยายามกำหนดมาตรการและวิธีการต่างๆ เพื่อจัดการปัญหามาโดยลำดับ แต่ปรากฏว่าปัญหานี้กลับทวีความรุนแรงขึ้นดังที่ปรากฏให้ทราบทั่วกันว่าจำนวนจุดการเผาที่มากขึ้นและจำนวนวันที่มลพิษฝุ่นควันเกินค่ามาตรฐานรุนแรงขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นในระหว่างที่เกิดปัญหา ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากกลับยังไม่มีความรู้ถึงผลกระทบและความรุนแรงจากมลพิษดังกล่าว มีผู้ไม่สวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะจำนวนมาก ปรากฏมีการสื่อสารทางสังคม(โซเชียลมีเดีย) กล่าวถึงปัญหาในแง่มุมที่แตกต่างกันไป บ้างก็กล่าวโทษไปยังกลุ่มประชาชนที่ตนเชื่อว่าเป็นผู้ก่อเหตุ บ้างก็กล่าวโทษการทำงานของรัฐ เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชน ขณะเดียวกันก็มีประชาชนที่อยากจะช่วยเหลือการทำงานของรัฐ กลุ่มจิตอาสาต่างๆทำกิจกรรมที่ตนเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ในวิธีการต่างๆ ตามแต่สายตามุมมองของตน มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้สอดประสานกัน รวมถึงระดับของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในแผนปฏิบัติการของรัฐก็ยังอยู่ในระดับต่ำ มาตรการแก้ปัญหาในหลายปีที่ผ่านมายังขาดการดึงพลังของประชาชนในภาคสังคมให้มาร่วมด้วยช่วยกัน อีกทั้งยังเน้นแก้ปัญหาด้วยการป้องการการเผา การพยายามห้ามเกิดไฟและประสิทธิภาพการดับไฟเป็นสำคัญ ยังให้น้ำหนักมองปัญหาในมิติทางสังคมเพียงส่วนน้อย

หลักคิดของโครงการพลังประชาสังคมเชียงใหม่ร่วมใจสู้ฝุ่น มุ่งสู่ ดิน น้ำ ป่า อากาศ เมืองยั่งยืน เห็นว่า ปัญหามลพิษฝุ่นควันไฟ เป็นปัญหาพฤติกรรมเชิงสังคม ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ ตลอดถึงข้อจำกัดและพฤติกรรมของประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การจะแก้ปัญหานี้จะต้องแก้ที่ภาคสังคม ด้วยการพยายามเรียนรู้ เข้าอกเข้าใจกัน ในระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ ซึ่งต่างก็เป็นทั้งผู้มีส่วนก่อมลพิษไม่ทางใดก็ทางหนึ่งและต่างก็เป็นผู้รับผลกระทบจากมลพิษอากาศด้วยกัน ในภาคชนบท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกิดไฟในป่าและที่โล่งการเกษตร การผลิตบางชนิดต้องใช้ไฟและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควรจะได้รับการยกระดับการผลิตใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดีกว่า เป็นที่พึงพอใจมากกว่า ขณะที่ภาคเมือง ควรจะมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่กว้างขวางให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแบบแอ่งกระทะในฤดูแล้ง เพื่อให้ตระหนักว่าเมืองก็เป็นต้นตอปัญหาเช่นกัน

101 ตำบลกับภาระกิจการถ่ายโอนการจัดการไฟป่าเป็นแนวทางสำคัญที่หลายฝ่าย หลายภาคส่วนเห็นว่า ท้องถิ่นเป็นกลไกที่ใกล้ชิดกับพื้นที่ชุมชน พื้นที่ป่า และเป็นองค์กรที่สามารถให้การสนับสนุนชุมชน ในการพัฒนาหรือดำเนินกิจกรรมใดๆที่เกิดประโยชน์ต่อชุมชนสภาพแวดล้อมโดยรวม ตามการกระจายอำนาจในการปกครองตนเอง ตามพ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  2542

            ในขณะที่พื้นที่ป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติจำนวน 6,835,306 ไร่ โดยจำแนกเป็นพื้นที่ที่ทำกินที่ใช้ประโยชน์ประมาณ 1,660,000 ไร่ และมีพื้นที่ถ่ายโอนภาระกิจการจัดการไฟป่าไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วจำนวน 101 ตำบล รวมพื้นที่ 4,800,00 ไร่ (อยู่ในเขตเตรียมการประกาศเขตป่าอุทยานจำนวน 435,000  ไร่)  กรมป่าไม้จึงไม่มีพื้นที่ที่จะดำเนินการจัดทำแผนการป้องกัน และดับไฟป่าได้โดยตรงเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ถ่ายทอดภารกิจไปแล้ว ในพื้นที่ 101 ตำบลจังหวัดเชียงใหม่  

ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย  คณะกรรมการกระจายอำนาจ  หาแนวทางให้การถ่ายโอนภารกิจมีผลบังคับใช้ และเกิดผลในการปฏิบัติการในการจัดการไฟป่า การจัดการเชื้อเพลิงแต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามช่วงเวลาและการดำเนินการบริหารจัดการไฟป่าอย่างเป็นระบบที่ชัดเจนมากนักเนื่องจาก การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่ผ่านมา  กรมป่าไม้มีพื้นที่ดูแล 2 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 20 อีกร้อยละ 80 ไม่มีแผนงานที่ชัดเจน พบว่า 4.8 ล้านไร่ ในพื้นที่ 101 ตำบลที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจกับกรมป่าไม้ไม่สามารถทำแผนหรือดำเนินการได้ ไม่มีงบที่จะดำเนินการและมองว่าไม่ใช่หน้าที่ที่จะดำเนินการ  ติดเงื่อนไขการตรวจสอบงบประมาณ รวมทั้งแผนงานว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่อยากจะให้แผนงาน โครงการได้รับการอนุญาตให้เข้าไปดำเนินการได้ รวมทั้งภารกิจเรื่องการดูแลป่า โดยเฉพาะป่าชุมชนที่ชุมชนดูแล จัดการและใช้ประโยชน์ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย 541 หมู่บ้าน 7.9 แสนไร่ เมื่อจัดตั้งชอบด้วยกฎหมายหากหน่วยงานสนับสนุน งบประมาณแผนงานสามารถดำเนินการได้ แต่งบไม่สามารถไปถึงชาวบ้านได้  หากทำแผนป่าชุมชนและดำเนินการไปพร้อมๆกัน สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะกฎหมายมีผลบังคับใช้ ตาม พ.ร.บ.ป่าชุมชนทั้งการจัดการไฟป่าและการจัดการป่า

ที่สำคัญการพัฒนาคุณภาพชีวิต การจัดระเบียบที่ดินทำกิน เป็นข้อจำกัดโดยรวม จังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัยอยู่สองส่วน คือ เขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ รวมพื้นที่  4 แสนไร่ สำรวจแล้วเสร็จ 21 กรกฎาคม 2563 เพื่อให้ชอบด้วยกฎหมาย และเขตพื้นที่ ที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ 1.66 ล้านไร่ ที่จะเข้าสู่รองรับสิทธิตามนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)  แต่กระบวนการ งบประมาณไปได้ช้า ปีหนึ่งสามหมื่นกว่าไร่  เป้าหมาย 1.66 ล้านไร่ จึงเกิดปัญหาต่างๆทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆ

จากประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงนำมาสู่การหาแนวทางร่วมกันของหน่วยงานหลายภาคส่วนที่จะบูรณาการขับเคลื่อนความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาป่าไม้  ที่ดิน  ไฟป่า  ฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำไปสู่การดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืนและบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่แบบบูรณาการและมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนขึ้นมา 8 ชุดคณะที่จะอำนวยการให้เกิดนโยบาย แผนงาน และการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน รวมทั้งติดตามการดำเนินการที่จะทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหาบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดแนวทางการขับเคลื่อนบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาระยะยาว ชุดคณะทำงานด้านป่าไม้ และที่ดินในพื้นที่ป่าจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้จัดทำโครงการและแผนงานสนับสนุนท้องถิ่น 101 อปท. ในการจัดทำแผนการจัดการป่า ไฟป่า การพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครจัดทำฐานข้อมูลเพื่อวางแผนการจัดการเชื้อเพลิงและการจัดการป่าโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชุมชนที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการเชื่อมแผนกับท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะนำแผนไปปฏิบัติการในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

            การพัฒนาความร่วมมือและพลังของภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งเมืองและชนบทที่ต้องการจะมีส่วนร่วมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ปัญหาร่วมกันเป็นพลังทางบวกของประชาสังคม ที่จะช่วยเกื้อหนุนการดำเนินการของภาครัฐ ให้ปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันไฟบรรเทาเบาลงและได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนในลำดับถัดไป

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาฝุ่นควันมลพิษจากการเกิดไฟและฝุ่นควันในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าโดยบูรณาการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน องค์กรภาครัฐ
  2. เพื่อให้ท้องถิ่น 101 ตำบลได้จัดทำแผนการบริหารจัดการที่ดิน ป่าไม้ ไฟป่า ฝุ่นควันได้อย่างมีประสิทธิภาพตามภารกิจถ่ายโอน

เป้าหมาย

มีการวางแผนบูรณาการและดำเนินการแก้ปัญหาลดฝุ่นควันระยะยาวเพื่อลดการเผาในครัวเรือน ลดการเผาในพื้นที่เกษตร และมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า

กลุ่มเป้าหมาย

  1. ท้องถิ่น/ผู้บริหาร/ผู้นำชุมชน/คณะกรรมการ/ชุมชน   101 ตำบล
  2. อาสาสมัครจัดจ้างโควิด  101 ตำบล  รวม  202  คน
  3. ชุมชนในพื้นที่นำร่อง/พื้นที่รูปธรรมกรณีการจัดการไฟ การจัดการป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา  
  • อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย  /พื้นที่นำร่อง การจัดการไฟ
  • ในพื้นที่เกษตร  อำเภอแม่แจ่ม แม่แจ่มโมเดล/ กรณีการจัดการไฟในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ  ในพื้นที่
  • อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

หน่วยงานดำเนินการ     101  ตำบล  แยกตามหน่วยงานรับผิดชอบ

  1. ขบวนสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่         
  2. มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ -ข่ายชาติพันธ์                
  3. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน -SDF                         
  4. เครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากร-เตาไบโอชาร์             
  5. เครือข่ายปุ๋ยหมักรักษ์โลก                                     

ระยะเวลาดำเนินการ               

  • 3  ปี  ระยะแรก 1 ปี  เริ่ม  มีนาคม 2563-กุมภาพันธ์2564

การดำเนินงาน  3 โครงการ

  1. โครงการ   ส่งเสริมการใช้เตาไบโอชาร์ในระดับครัวเรือน เพื่อลดการเผาเศษใบไม้ กิ่งไม้ ขยะ 

สนับสนุนเตาไบโอชาร์ ขนาด 20 ลิตร จำนวน 122 เตา/ครัวเรือน  เพื่อเป็นต้นแบบในพื้นที่ตำบลขุนคง อ.หางดง โดยสร้างความร่วมมือกับเทศบาลตำบล ให้มีการส่งเสริมให้ครัวเรือนใช้เตาไบโอชาร์ในครัวเรือนเพื่อลดปริมาณขยะใบไม้ กิ่งไม้ และขยะเผาไหม้ได้บางส่วน โดยการให้ความรู้กับทีมของเทศบาลให้ขยายความรู้สู่ครัวเรือน  มอบเตาให้ 122 ครัวเรือนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ สาธิตการใช้เตาโดยทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมีทีมติตามหนุนเสริมประเมินผลการใช้เตาในครัวเรือน

  • โครงการ ปุ๋ยหมักรักษ์โลก

ในฤดูเก็บเกี่ยวของเกษตรกรและฤดูใบไม้ร่วงทำให้มีเศษพืชที่เป็นเชื้อเพลิงมากมาย การเผาเศษพืชและใบไม้ในชุมชนทำให้เกิดฝุ่นควันและสร้างผลกระทบต่อเด็กเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน การแปรสภาพเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมักคุณภาพสูง เป็นการส่งเสริมให้เกิดการแยกเศษพืชใบไม้ออกจากขยะทั่วไปทำให้ชุมชนมีขยะน้อยลง เป็นการส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการลดเผา เป็นการดูแลสุขภาพเด็กเล็กและผู้สูงอายุในชุมชน และเป็นการสร้างอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

กิจกรรม

2.1   โครงการสนับสนุนแหล่งผลิตปุ๋ยจำนวน 11 แห่ง ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องปุ๋ยได้ด้วย ประกอบด้วย

แหล่งเรียนรู้ 11 แห่ง

  1. คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เริ่มจากงานวิจัยการทำปุ๋ยหมักสูตรเติมอากาศและพัฒนาเป็นฐานเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองแม่โจ้ 1 ให้นักศึกษาปฏิบัติการและให้หน่วยงานและผู้สนใจเข้ามาเรียนรู้
  2.  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ตำบลห้วยทราย เป็น 1 ใน 7 ฐานเรียนรู้การทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้  ทำงานเชื่อมโยงกับกลุ่มเกษตรอินทรีย์และจะเป็นหน่วยจัดการจัดจำหน่ายผลผลิตจากเครือข่ายผลิตปุ๋ยสภาลมหายใจ
  3. โรงเรียนปริยัติธรรมผดุงศาสน์ดอยสะเก็ด ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด พระอาจารย์ อินสอน ได้บรรจุวิชาการทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองแม่โจ้ 1 ไว้ในหลักสูตรการสอนวิชาทักษะชีวิตแก่สามเณรร้อยห้าสิบรูปจากวัดต่างๆ ในอำเภอดอยสะเก็ดและใกล้เคียง เพื่อให้ สามเณรนำความรู้ไปช่วยครอบครัวเมือลาสิกขา
  4. กลุ่มปุ๋ยหมักบ้านแม่ขนิลใต้ ตำบลน้ำแพร่ อ.หางดง หมู่บ้านในหุบเขาที่มีการทำเกษตรอินทรีย์และทำปุ๋ยหมักสูตรไม่พลิกกลับกองต่อเนื่องจนเป็นศูนย์เรียนรู้การทำปุ๋ยหมักในโครงการตำบลสุขภาวะของเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา
  5.  ชุมชนแพะป่าห้า อยู่ในเขตเทศบาลเมืองแม่โจ้ เริ่มจากการคัดแยกขยะและได้นำวิธีทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกองมาจัดการใบไม้เศษพืชและขยะเปียกให้เป็นปุ๋ยหมักแล้วนำไปปลูกผักปลอดสารในทุกครัวเรือนจนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว เป็นแหล่งดูงานของผู้สนใจ
  6. สวนดอยแก้ว ต.แม่งอน อ.ฝาง สวนส้มที่นำวิธีทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกอง ไปใช้ ผลิตปุ๋ยปีละร้อยตันจากซังข้าวโพดและเปลือกส้มเพื่อใช้ในสวนส้มสายน้ำผึ้งแก้ปัญหาเชื้อราในดินและต้นส้ม จนพัฒนาเป็นสวนส้ม-ผลไม้และพืชผักอินทรีย์  เป็นตัวอย่างให้เกษตรกรให้หันมาปลูกพืชด้วยระบบอินทรีย์มากขึ้น
  7. สิริเมืองพร้าว หมู่บ้านท่ามะเกี๋ยง ตำบลสันทราย อ.พร้าว เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานกับโรงเรียนขนาดเล็กในชุมชนและกลไกในหมู่บ้านด้านสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการคัดแยกขยะ ส่งเสริมการอ่าน  และสนใจการนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกอง และมีแผนการจัดจำหน่ายปุ๋ยหมักในชุมชน
  8. สวนโกโก้อินทรีย์ KM. Garden  แม่แตง เริ่มจากการใช้ปุ๋ยหมักใส่ต้นโกโก้แล้วประทับใจในคุณภาพ จึงเริมทำปุ๋ยหมักแบบไม่พลิกกลับกองใช้เองและขยายผลในกลุ่มสมาชิกกลุ่มเกษตรอินทรีย์มาตรฐานพีจีเอส(มาตฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม)จังหวัดเชียงใหม่
  9. โครงการหลวงทุ่งเริง  ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง เชียงใหม่ คุณพูลผล เล็กไม่น้อย ผู้อำนวยการโครงการหลวงทุ่งเริงเคยทำงานที่โครงการหลวงห้วยต้มซึ่งเป็นโครงการหลวงที่ส่งเสริมให้ชุมชนนำเศษพืชมาทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ปลูกผักในโครงการ  ทำให้มีผักอินทรีย์ในโครงการหลวงแห่งนี้
  10. ศูนย์เรียนรู้ลำใยปลอดภัยGAP แปลงใหญ่ ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี นอกจากลำใยอันเป็นพืชเศรษฐกิจของอำเภอสารภี แล้วศูนย์ศูนย์เรียนรู้ลำใยปลอดภัยตำบลท่ากว้างได้ส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มนำใบลำใยมาทำปุ๋ยหมักด้วยวิธีการทำปุ๋ยหมักไม่พลิกกลับกลอง เพื่อใช้บำรุงต้นและเพิ่มผลผลิต
  11. สมาคมยางนาขี้เหล็กสยาม หน่วยดูแลต้นยางนาบนถนนเชียงใหม่ลำพูนในเขตอำเภอสารภีทั้งการปลูกยางนาการดูแลรากและการตัดแต่งกิ่ง ทำให้มีกิ่งและใบยางนาจำนวนมากที่ต้องขนไปทิ้งตามสถานที่ต่าง  จึงเห็นสมควรนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมัก เพื่อในบำรุงรากยางนาและพัฒนาเป็นอาชีพเสริมแก่ชุมชนต่อไป

2.2   พัฒนาสินค้าดินเข้มข้น สภาลมหายใจเชียงใหม่ เพื่อเป็นสินค้าปลอดการเผา  การดำเนินการพัฒนาผลผลิต การบรรจุภัณฑ์ การสร้างจุดจำหน่วยสินค้า การสื่อสารประชาสัมพันธ์จัดจำหน่ายสินค้า กระจายสินค้า  โดยแหล่งเรียนรู้ทั้ง 11 แห่งจะสามารถสนับสนุนผลผลิตให้มีความต่อเนื่องได้ จัดจำหน่ายปุ๋ยหมักและดินเพาะปลูกโดยวางตามฐานเรียนรู้ 10 แห่งร้านค้าที่สนใจ และการขายออนไลน์ (30 สค. 63)

2.3   จัดทำกล่องการเพาะปลูกพร้อมเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ ที่มีข้อมูลสภาลมหายใจ วิธีการทำปุ๋ย และวิธีป้องกันตนเองจาก PM 2.5  (สค 63)นำกล่องเพาะปลูก ไปจัดกิจกรรมส่งแสริมการปลูกใน กลุ่มนักเรียน 10 โรงเรียนเทศบาล และจำหน่ายแก่ผู้สนใจ

2.4   รณรงค์ให้มีการนำใบไม้มาทำปุ๋ยหมัก และให้มีพื้นที่จัดเก็บใบไม้ในแต่ละเทศบาล อย่างน้อยอำเภอละ 1 เทศบาล/อบต.

3.  โครงการขับเคลื่อนความร่วมมือกับท้องถิ่น 101 ตำบล ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาป่าไม้ ที่ดิน ไฟป่า ฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่

แนวทางการดำเนินงาน

  1. จัดประชุมคณะทำงานด้านป่าไม้ และที่ดินในพื้นที่ป่าจังหวัดเชียงใหม่หารือแนวทางการขับเคลื่อน ภาระกิจการถ่ายโอนให้เกิดแนวทางการปฏิบัติการที่เป็นจริงได้
  2.  ออกแบบเนื้อหารูปแบบกิจกรรมที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์  เป้าหมายในระยะเวลา  3 เดือน
  3. วางแผนการลงพื้นที่ปฏิบัติการ จัดกิจกรรมตามแผนงาน
  4. จัดตั้งคณะกรรมการจัดการปัญหาฝุ่นควันตำบล องค์ประกอบ 1) ท้องถิ่น  2) ท้องที่  3) สภาองค์กรชุมชนตำบล 4) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่  เช่น  รพ.สต. โรงเรียน วัด หน่วยธุรกิจ หน่วยดับไฟป่า สำนักงานอุทยาน สำนักงานป่าไม้ ฯลฯ
  5. จัดทำแผนจัดการฝุ่นควันตำบลหลายระดับ ทั้งที่สามารถบรรจุเป็นแผนของ อปท. แผนที่จัดการโดยชุมชนเอง  แผนที่ต้องการหนุนเสริมจากภาควิชาการ หน่วยงานอื่นในระดับจังหวัด  การจัดทำระบบฐานข้อมูล องค์ความรู้  ด้านการจัดการพื้นที่ป่า  การจัดการไฟป่าระดับชุมชน ระดับจังหวัด  การรวบรวมและจัดทำคู่มือองค์ความรู้ในการปลูกต้นไม้ในบ้าน ชุมชน ที่สาธารณะ และในป่า คู่มือองค์ความรู้ในการทำ save zone จากฝุ่นควัน  และคู่มือในการดูแลสุขภาพตนเองให้ปลอดภัยจากพิษฝุ่นควัน
  6. มิติด้านเศรษฐกิจ การจัดการลดการเผา การวิเคราะห์สาเหตุไฟที่เกิดขึ้น ความต้องการสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต การลดการเผาในพื้นที่ป่า การมีอาชีพที่มีรายได้เพียงพอ การเข้าถึงแหล่งทุน
  7.  มิติด้านสิ่งแวดล้อม การทำแผนที่ ทำแนวเขต แบ่งขอบเขตการดูแลใช้พื้นที่ของชุมชน ของหน่วยงาน ของหน่วยงาน  การบริหารจัดการเชื้อเพลิง  การทำแนวกันไฟ  การดับไฟ  การจัดตั้งกองทุน
  8. มิติด้านสุขภาพ การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องมลพิษฝุ่นควัน การเตรียมตัวป้องกันมลพิษ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยโดยเฉพาะในบ้าน ในศูนย์เด็กเล็ก
  9. มิติด้านสังคม  มาตรการสร้างความตระหนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  มาตรการจัดการทางสังคมคนเข้าป่าหาของป่าตระหนักและลดการจุดไฟเผา
  10.  คณะทำงานติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องโดยติดตามจากรายงานผลการดำเนินงาน คณะทำงานชุดปฏิบัติการที่ลงไปสนับสนุนการทำงานในระดับพื้นที่ และการติดตามจากการเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานบูรณาการขับเคลื่อนความร่วมมือ
  11. สรุปผลการดำเนินงาน และวางแผนต่อเนื่องจากงานข้อมูลไปสู่การจัดทำแผนการจัดการป่าไม้ ที่ดิน ไฟป่า ฝุ่นควันในระยะยาวต่อไป

ผลลัพธ์

  1. มีพื้นที่ต้นแบบลดการเผา ลดฝุ่นควัน แบบบูรณาการ อย่างน้อย  10 ตำบล
  2. มีแผนบริหารจัดการที่ดิน ป่าไม้ ไฟป่า ฝุ่นควัน ระดับตำบล อย่างน้อย 50 ตำบล
  3. มีรูปแบบการบริหารจัดการเชื้อเพลิง อย่างน้อย  2  แบบ  คือในพื้นที่ป่าชุมชน  และพื้นที่ป่าอนุรักษ์
  4. สินค้าปุ๋ยอินทรีย์ ตราสภาลมหายใจ
  5. ชุดข้อเสนอการจัดการไฟป่า ลดฝุ่นควัน โดยชุมชน

ผู้ประสานงานโครงการ

        ปริศนา พรหมมา   โทร. 089-631-1181

คณะทำงาน

  1. นายเดโช ไชยทัพ              มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ       
  2. ธนกร   ช่วยค้ำชู             ประธานขบวนสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงใหม่  
  3. อุดม      อินจันทร์             สภาองค์กรชุมชนตำบลเชียงใหม่
  4. ไวยิ่ง  ทองบือ                  มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์
  5. ปริศนา  พรหมมา            มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ
  6. บุญตา  สืบประดิษฐ์         มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ
  7. บุษยา  คุณากรสวัสดิ์        กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ
  8. พิมพ์สุชา สมมิตรวศุตม์     กลุ่มเตาไบโอชาร์
  9. อัมพร  บุญตัน                 กลุ่มปุ๋ยหมักรักษ์โลก
  10. สุรีรัตน์ ตรีมรรคา              กองเลขานุการสมัชชาสุขภาพจังหวัดเชียงใหม่
Categories
โครงการ

โครงการ Blue in Green Group Chiang Mai

ทีมงาน

  1. ปลายอ้อ ทองสวัสดิ (ปลายอ้อ)
  2. นลี อินทรนันทน์ (ครูเบลล่า)
  3. เสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ (เก็ท)
  4. สุพิศ กิติจันทร์ (อ้อ)

โครงการ Tree Adoptions: เพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกและดูแลต่อเนื่อง โดยนักปลูกอาสาสมัคร

วิธีการ

จัดหาพันธุ์ไม้คู่เมืองจำนวน 500 ต้น ด้วยงบประมาณ 30,000 สำหรับการซื้อต้นกล้า ประชาสัมพันธ์โครงการต้นไม้บุญธรรมไปยังประชาชนที่อยู่ อาศัยในเขตเทศบาลเมืองเชียงใหม่ผ่าน social media ให้มารับต้นกล้าที่มีการลงทะเบียนรายละเอียดข้อมูลของต้นไม้ในระบบ QR code ไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง และแจ้งข้อมูลเรื่องสถานที่ปลูกและรายงาน ผลการเจริญเติบโตเป็นระยะๆ

วันที่ปฏิบัติการ

  • เริ่มแจก ในวันที่ 9 ก.ค. 2563
  • สิ้นสุด 31ส.ค. 2563
    (สถานที่แจก สนง.สภาลมหายใจภาคเมือง)

********************

โครงการ ให้ความรู้ปชช.ในการสร้างประโยชน์จากขยะทุกชนิด (zero waste) และสร้างวิถีชีวิตไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม (permaculture)

วิธีการ

ผลิตรายการวิดีโอ ให้ชื่อว่ารายการ “เชียงใหม่ ไร้เหลือ เพื่อโลก” เสนอฉายเป็นประจำทุกอาทิตย์ ผ่านเผช สภาลมหายใจเชียงใหม่ เป็นตอนๆอย่างต่อเนื่อง ในสาระ  Zero Wastes จำนวน 20 ตอน

วันที่เริ่มปฏิบัติการ

  • เริ่ม on air ในวัน พุธที่ 13 พ.ค. 2563
  • สิ้นสุด ในวันที่ 23 ก.ย. 2563

********************

โครงการ ส่งเสริมการปลูกผักสวนครัว สำหรับปชช.ผู้มีพื้นที่อาศัยในอาคาร

วิธีการ

แจกจ่ายฟรี ต้นกล้าผักสวนครัวหลากหลายชนิด ที่เพาะมาเป็น เวลาสมควรใกล้เวลาบริโภค วันละ 50 ต้น เป็นเวลา 20 วัน

วันที่ปฏิบัติการ

  • เริ่มแจกวันที่ 14 พ.ค. 2563
  • สิ้นสุดแจกวันที่ 17 มิ.ย. 2563

********************

โครงการ สร้างพื้นที่สีเขียวริม แม่น้ำปิง

วิธีการ

  • มอบหมายนักสถาปนิกออกแบบการปลูกต้นไม้จำนวน 9,000 ต้น บนพื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำปิงบริเวณสะพานนวรัฐ และ สะพานรัตนโกสินทร์ ด้านฝั่งตะวันตก
  • เตรียมต้นกล้าพร้อมปลูก 9,000 ต้น
  • จัดหาแรงงานปลูก 10 คน
  • ปฏิบัติการปลูก
  • ติดตามดูแลหลังการปลูกเป็นเวลา 2 ปี

วันที่ปฏิบัติการ

  • พ.ศ. 2563 เม.ย. – ส.ค. 2 ปี
  • ออกแบบ   -เตรียมกล้า   -ปลูก       -ดูแลหลังการปลูก

********************

สนับสนุนโครงการเพิ่มพื้นที่ สีเขียว ดำเนินการโดย กลุ่มสวนผักคนเมือง บริเวณติดสุสานช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่  สนับสนุนงบประมาณ  ดินปุ๋ย  และกล้าไม้

********************

โครงการให้ความรู้ชาวบ้านอาสาเรื่องการดับไฟป่าอย่างถูกวิธี

วิธีการ

ผลิตวิดีโอการอบรมทักษะการเผชิญไฟป่าและการจัดการไฟป่าอย่างถูกต้องและปลอดภัย(กำกับเนื้อหาและสาธิตโดยจนท.อุทยาน) และแจกจ่ายคลิปไปยังเครือข่ายชาวบ้านอาสาฯ

วันที่ปฏิบัติการ

  • จัด script                        พฤษภาคม
  • ผลิต                               มิถุนายน
  • จัดส่ง                              กรกฎาคม

********************

โครงการ สุเทพฮับ

โครงการ  สร้างชุนชนเชิงดอยสุเทพสร้างสรรค์นำร่อง : “สุเทพฮับ : อุโมงค์-ร่ำเปิง-โป่งน้อย-ห้วยทราย”

ดอยสุเทพ พื้นที่ป่า  ชุมชนเมือง สถาบันการศึกษา เพื่อนำเอาศักยภาพของผู้นำและพลเมืองในชุมชนให้มีส่วนร่วมในการทำงาน  สร้างกระบวนการเรียนรู้  และก่อร่างให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม  โดยสภาลมหายใจฯ ลงพื้นที่พูดคุยกับนายกเทศมนตรีเมืองสุเทพ  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน  ผู้ประกอบการ อาจารย์ ศิลปิน ที่อยู่อาศัยในชุมชนริมดอยสุเทพเพื่อชักชวนและสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม  โดยนำความรุ่มรวยของทรัพยากรด้านต่างๆ ในย่านนี้มาบูรณาการ  ได้แก่ พื้นที่ใกล้สถาบันการศึกษา พื้นที่ที่อุดมด้วยทรัพยากรต้นไม้และผืนป่าในเมือง  พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และศาสนา  พื้นที่ของศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ชุมชนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์  เพื่อตอบวัตถุประสงค์ด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

  1. กระตุ้นให้เกิดความเข้าใจ สร้างความตระหนัก และ “ปรับเปลี่ยน” พฤติกรรมที่ส่งผลก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันในระยะยาว 
  2. “ปลูก” ต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อช่วยกรองฝุ่นควัน ลดอุณหภูมิ โดยเน้นส่งเสริมให้พื้นที่สีเขียวเป็นพืชผักกินได้ “แปลง” “พื้นที่ธรรมดา” เป็น “พื้นที่สีเขียว” และ “ปักหมุด” พื้นที่นำร่อง เพื่อจัดทำแผนที่ชุมชน
  3. “ปัน” แบ่งปัน และยกระดับความรู้นำไปสู่การปฏิบัติ
  4. “ปกปักษ์” และตระหนักถึงคุณค่าของผืนป่าและโบราณสถานที่มีอยู่ในย่านนี้  โดยจะส่งเสริมเยาวชนผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
Categories
โครงการ

โครงการศิลปินเพื่อลมหายใจ Art for Air

ART for AIR “โครงการศิลปะเพื่อลมหายใจ”

คือการแสดงพลังของนักศิลปะ วัฒนธรรม ภาคประชาสังคมในเมืองเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียงเพื่อแสดงจุดยืนในการมีส่วนร่วมต่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันในอากาศ (pm 2.5) ที่เรื้อรังมากว่า 10 ปี

ART for AIR มีเจตจำนงที่จะใช้กิจกรรมทางศิลปะและสังคม ในการเคลื่อนไหวผลักดันการแก้ไขปัญหาทั้งระยะเฉพาะหน้า ระยะกลาง และระยะยาว ในปีพ.ศ. 2563 นี้ จะมีการระดมทุนผ่านกิจกรรมการประมูลผลงานศิลปะ เพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการขับเคลื่อนสภาลมหายใจ ซึ่งเป็นแกนนำหลักที่จะเชื่อมต่อภาคประชาสังคมในการแก้ปัญหาอย่างเป็นเอกภาพ มุ่งไปสู่เป้าหมายทำให้สังคมของเรามีอากาศสะอาดในทุกฤดูกาล

การเริ่มต้นของกลุ่มศิลปินเพื่อลมหายใจ Ari for Air

คามิน เลิศชัยประเสริฐ เพิ่งชักชวนเพื่อนศิลปินร่วมสมัยอีก 24 ท่าน ส่งผลงานส่วนตัวมาจัดงานประมูลศิลปะภายใต้โครงการ ART Auction for AIR เพื่อระดมทุนสำหรับให้กลุ่ม ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ นำไปเป็นค่าดำเนินการเคลื่อนไหวแก้ปัญหาฝุ่นละอองในเชียงใหม่และภาคเหนืออย่างจริงจัง โดยมีการจัดประมูลไปแล้ว ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่โครงการ One Nimman

ศิลปะเพื่อลมหายใจ กับ สภาลมหายใจเชียงใหม่

ต้นเดือนธันวาคม 2562 ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ แกนนำสภาลมหายใจเชียงใหม่ ณ ขณะนั้น โทรศัพท์หาคามิน บอกจุดประสงค์ว่าเขากับพันธมิตร กำลังจะก่อตั้ง ‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ ภาคประชาสังคมที่ระดมกำลังทุกภาคส่วนในการแก้วิกฤตฝุ่นละอองในเชียงใหม่ ชัชวาลย์ อยากให้คามินช่วยออกแบบโลโก้ให้แก่กลุ่ม เพื่อจะได้นำโลโก้ดังกล่าวไปทำเป็นของที่ระลึกวางจำหน่าย นำเงินมาสมทบทุนในการดำเนินกิจกรรม

อย่างไรก็ดี คามิน-ศิลปินที่นับถือชัชวาลย์ในฐานะคนทำงาน เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยอุดมการณ์อย่างแท้จริง “กลับปฏิเสธ”

“ผมบอกพี่ชัชวาลย์ไปว่า ในเวลาเท่ากันกับการออกแบบโลโก้ ผมวาดรูปชิ้นเดียว แล้วเอาไปขาย ยังได้เงินมามากกว่า ให้ผมช่วยพี่ด้วยวิธีอื่นดีกว่า เลยเสนอไอเดียในการชวนเพื่อนศิลปินคัดเลือกชิ้นงานของตัวเองคนละหนึ่งชิ้น มอบให้กองทุนนี้เอาไปประมูล หาเงินมาขับเคลื่อนโครงการจะดีกว่า” คามินกล่าว และนั่นคือที่มาของงานประมูลศิลปะที่กำลังจะเกิดขึ้น

คามินไล่โทรศัพท์หาเพื่อนศิลปิน ชวนให้พวกเขาบริจาคผลงานมาประมูล ซึ่งแน่นอน ทุกคนมีคำถาม-เอาเงินไปทำอะไร สภาลมหายใจเชียงใหม่คืออะไร ใครคือสภาลมหายใจฯ เคยทำอะไรมาแล้วบ้าง อนาคตจะทำอะไร และอีกมากมาย ซึ่งคามินตอบคำถามไม่ได้

“ผมบอกแค่ว่าผมเชื่อพี่ชัชวาลย์ เขาทำงานจริงและน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ เลยนัดทุกคนมาที่บ้าน และนัดให้พี่ชัชมาเล่าถึงโครงการให้ทุกคนฟัง ใครไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมเชื่อเขา” คามินกล่าว

ศิลปะเพื่อลมหายใจ : โครงการศิลปะของคามินและเพื่อน เพื่ออากาศที่ดีของเชียงใหม่และโลก
หากคุณทำงานภาคประชาสังคม ไม่มีทางที่จะไม่รู้จัก ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ผู้ก่อตั้งโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา และประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา พร้อมไปกับการขับเคลื่อนด้านศิลปวัฒนธรรมและการศึกษา ชัชวาลย์อยู่ในแวดวงเอ็นจีโอเพื่อสิ่งแวดล้อมมาทั้งชีวิต เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทำกิจกรรมต่อต้านการสร้างบ้านพักของข้าราชการศาลที่ขึ้นไปปลูกบนเนินเขาเชิงดอยสุเทพ (บ้านป่าแหว่ง) และขับเคลื่อนในการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหามลภาวะของเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ทุกคนมีส่วนทำให้เกิดหมอกควัน เราโทษกันไปมาอีกไม่ได้แล้ว นี่เป็นปัญหาที่เชื่อมกันหมด ทั้งสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตทั้งในเมืองและชนบท และเศรษฐกิจ สภาลมหายใจเชียงใหม่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำงานประสานกันทุกส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชาวบ้าน อย่างการหาวิธีการจัดการไร่ข้าวโพดอย่างยั่งยืน การจัดการกับป่าผลัดใบโดยไม่ต้องเผาใบไม้ หรือรณรงค์ด้านขนส่งมวลชนเพื่อลดการใช้พาหนะส่วนตัวในเมือง เป็นต้น

แน่นอน เมื่อมองว่าทุกคนในเมืองมีส่วนทำให้เกิดหมอกควัน แม้ไม่ได้เป็นคนเผาใบไม้หรือขยะ การที่คามินระดมเงินทุนผ่านการประมูลศิลปะ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่เขาหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังของเมืองที่เขาอาศัย

“ตอนแรกคิดกันว่าจะชวนศิลปินสร้างงานขึ้นมาใหม่และทำการประมูลกัน แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ก็กลัวกันว่าจะทำไม่ทันหรือทำแล้วงานอาจไม่มีคุณภาพมากพอ ซึ่งอาจหาเงินจากการประมูลไม่ได้ เลยให้ศิลปินแต่ละท่านเลือกงานที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ส่งมาประมูลดีกว่า ขณะเดียวกันก็ชวนศิลปินร่วมสมัยที่อยู่ในภาคเหนือ มาสร้างงานขึ้นมาใหม่โดยมีเนื้อหาเชื่อมโยงไปกับปัญหาสิ่งแวดล้อม แล้วจัดแสดงนิทรรศการกันอีกทีเดือนเมษายนนี้” คามินกล่าว

จริงๆ คือการเข้าใจกฎธรรมชาติ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ระบบนิเวศ การเข้าใจในหน้าที่ของตัวเองในสังคมก็เป็นการเข้าใจกฎธรรมชาติ ในฐานะศิลปิน ผมสามารถทำงานศิลปะเพื่อระดมเงินทุนให้คนที่ทำงานด้านให้การศึกษาหรือการรณรงค์ขับเคลื่อนต่อไปได้ ใครทำอะไรได้ก็ช่วยกันไป อย่างคุณเป็นนักข่าว คุณมีหน้าที่นำความจริงมาเผยแพร่ ก็เป็นหน้าที่หนึ่งในกฎธรรมชาติ

การมองอากาศก็เป็นส่วนหนึ่งของเซน ท้องฟ้าอากาศมันไม่มีประเทศไง มันไม่ได้บอกว่านี่อากาศของไทย อันนี้ของพม่า แต่มันคืออากาศเดียวกันทั้งโลก เวลาผมมองปัญหามลภาวะของเชียงใหม่ จึงไม่ได้เห็นแค่ในเชียงใหม่ แต่มันส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ รวมถึงต่อเพื่อนบ้าน และต่อโลก

ถ้ามีคนโต้แย้งว่าโลกเดินทางมาไกลเกินจะหันหลังกลับแล้ว ตื่นตัวไปก็เท่านั้น
แต่คุณจะทนอยู่ในเชียงใหม่ หรือในประเทศที่ทุกฤดูแล้งก็มีมลภาวะทางอากาศรุนแรงอย่างนี้ได้ตลอดหรือ คุณจะต้องหาหน้ากากมาสวมตอนออกจากบ้านทุกวันในรอบหนึ่งหรือสองเดือนของทุกปีได้หรือ

คนส่วนใหญ่ก็คิดแบบนี้ เพราะคิดว่าชีวิตประจำวันเราไม่อาจเลี่ยงอะไรได้เลย เราไม่สามารถนั่งเรือข้ามมหาสมุทรแทนการนั่งเครื่องบินแบบเกรต้าได้ ขณะเดียวกันลำพังแค่กินเนื้อสัตว์ ก็ส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อให้นายทุนนำมาเลี้ยงอาหารสัตว์ ซึ่งทำให้ต้องเกิดการเผาไร่ เผาป่าอีก แต่ถ้าเราตระหนัก และรู้จักเลือกใช้ เลือกบริโภคเท่าที่จำเป็นจริงๆ ทำคนเดียวมันไม่เห็นผลหรอก แต่ถ้าคนตระหนักพร้อมกันในจำนวนมหาศาล มันสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ผมโทรชวนเพื่อน และเพื่อนก็จะถามด้วยความกังวลหลากหลายมาก พี่ชัชวาลย์คือใคร เอาเงินไปทำอะไร เชื่อถือได้มากแค่ไหน แล้วถ้าให้งานไปประมูล ถ้าประมูลไม่ได้ราคาจะทำยังไง

ผมก็บอกว่ามึงก็ต้องมาฟังไง แล้วผมก็มานั่งคิด จริงๆ ทุกคนก็อยากช่วยเหลือเมือง ช่วยเหลือสังคม แต่เราเชื่อใครไม่ได้เลย ไม่มีใครให้กูเชื่อ ไม่มีองค์กรให้เชื่อ รัฐบาลก็ไม่น่าเชื่อถือ เราขาดความเชื่อถือความเป็นมนุษย์ของคนอื่น

“ไม่ใช่ว่าผมเชื่อสภาลมหายใจฯ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะ สิ่งที่ผมทำนี่คือผมเชื่อพี่ชัช เพราะผมรู้จักเขาเมื่อสามสิบปีก่อน เขาชวนผมมาทำโครงการป่าต้นน้ำ แล้วทุกวันนี้เขาก็ยังทำเรื่องธรรมชาติกับการอนุรักษ์เหมือนเดิม ผมไม่อยากเชื่อว่าคนเราสามสิบปีแล้ว ยังทำเรื่องเดียวกันนี้อยู่ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้เป็นงานที่มีผลตอบแทนส่วนตัวมากมายอะไรเลย”

ปีที่แล้วอากาศเชียงใหม่แย่มาก หายใจไม่ออก ผมคุยกับภรรยาว่าจะขายบ้านทิ้ง ย้ายจังหวัดไปอยู่ที่อื่นดีกว่า เชียงใหม่อากาศแย่ติดอันดับโลก ไม่น่าอยู่แล้ว แต่คุณคิดดู ขณะที่ผมคิดแก้ปัญหาด้วยการทิ้งมันไป พี่ชัชสู้เพื่อคนอื่นตลอดมา สู้เพราะคิดว่าเราทำให้อากาศมันดีขึ้นได้ คนพวกนี้ของจริง จิตละเอียดกว่าเราอีก แล้วเราพูดเรื่องศิลปะ ธรรมะ ไม่มีเลยในตัวเรา หลอกชาวบ้านได้ แต่หลอกตัวเองไม่ได้ ไอ้ Pure Perception คือการมองเข้าไปวิพากษ์ในตัวเอง แล้วตัวเราน่ะคือปัญหา การทำงานชุดนี้คือการพยายามก้าวข้ามตัวเราเอง ก้าวข้ามความคิดว่าเราเป็นศูนย์กลาง คามิน เลิศชัยประเสริฐ กล่าว

ที่มา  : https://readthecloud.co/art-for-air-chiang-mai/

Categories
โครงการ

โครงการเขียวสู้ฝุ่น / Green City

โครงการเขียวสู้ฝุ่น/Green City

เป้าหมาย เชื่อมร้อยและผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ / พัฒนาแนวทางการจัดการเมืองสีเขียว เพื่อลดฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่

พื้นที่ดำเนินงาน
1.พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่และปริมณฑล ,
2.พื้นที่เมืองในอำเภอรอบนอกจังหวัดเชียงใหม่ 24 อำเภอ
3.พื้นที่รูปธรรมการจัดการฝุ่นควันทั้งเมืองและชนบท

ระยะเวลาดำเนินงาน พฤษภาคม 2563-เมษายน 2464

หน่วยงานดำเนินงาน สภาลมหายใจเชียงใหม่

หน่วยงานร่วมผลักดันและดำเนินงาน
1.จังหวัดเชียงใหม่
2.องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
3.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่
4.คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนจังหวัดเชียงใหม่ และภาควิชาการด้านการจัดการพื้นที่สีเขียว
5.อปท.พื้นที่เมืองเชียงใหม่ และพื้นที่เมืองในอำเภอรอบนอกจังหวัดเชียงใหม่ 24 อำเภอ
6.ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเชียงใหม่