Categories
Uncategorized บทความและข่าวสาร

รวมพลังแม่ฮ่องสอนชนะฝุ่นควันภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2564 ณ ห้องประชุมสำนักงานสมาคมชมรมผู้สูงอายุจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มีการประชุมสมัชชา “การจัดการไฟป่าและหมอกควันแบบมีส่วนร่วมจังหวัดแม่ฮ่องสอน” อันเป็นเวทีที่มีการรวมตัวกันระหว่างกลุ่มประชาชนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการไฟ และมลพิษฝุ่นควันครั้งใหญ่ มีตัวแทนจากหอการค้าและภาคเอกชน นายแพทย์และภาคสาธารณสุข แกนนำประชาชนภาคสังคมวัฒนธรรม และเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ในงานมีวงแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ การนำเสนอบทเรียนของประชาชนแม่ฮ่องสอน จากอบต.ห้วยปูลิง อ.เมืองแม่ฮ่องสอน อบต.แม่กิ๊ อำเภอขุนยวม และการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขจากตำบลสบป่อง อ.ปางมะผ้า สะท้อนความคิดเห็นและประสบการณ์จัดการไฟของภาคประชาชนระดับพื้นที่

จากนั้นเป็นเวทีอภิปรายสถานการณ์และการรับมือหมอกควันและแนวทางมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน จากมุมมองที่หลากหลาย มีน.ส.ชนเขต บุญญขันธ์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน พีระพล หวังก่อนใคร ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท We eco จำกัด กิจการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้ามารับซื้อใบไม้จากชาวบ้าน ประเสริฐ ประดิษฐ์ ประธานสภาวัฒนธรรม น.พ.สุพัฒน์ ใจงาม ผ.อ.รพ.ปางมะผ้า สุวิทย์ นิยมมาก ผอ.ส่วนสิ่งแวดล้อม ทสจ.แม่ฮ่องสอน ร่วมนำเสนอแลกเปลี่ยนความเห็น ในภาคบ่ายวงประชุมได้ยื่นข้อเสนอ 7 ข้อของภาคประชาชนต่อ นายศิริวัฒน์ บุปผาเจริญ รองผวจ.แม่ฮ่องสอน หวังให้เกิดการยกระดับการจัดการไฟป่ามลพิษฝุ่นควันอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่แม่ฮ่องสอนเพิ่งผจญวิกฤตไฟป่าและมลพิษฝุ่นควันสูงสุด โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีจำนวน hotspots มากกว่า 600 จุด/ วัน และพุ่งขึ้นเป็นลำดับหนึ่งในภาคเหนือ ขณะที่ค่ามลพิษก็สูงกว่าจังหวัดอื่นโดยเฉลี่ยเกินมาตรฐานแทบตลอดทั้งเดือนเหมือนที่เคยเป็นมาทุกปี การตอบรับของทางจังหวัดว่าจะให้เกิดมีการร่วมไม้ร่วมมือกันมากขึ้นแทบจะสายไปแล้วสำหรับฤดูนี้

แม่ฮ่องสอนเป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษฝุ่นควันสูงสุดของภาคเหนือก็เพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นเขตป่ามากกว่า 85% ของพื้นที่ทั้งหมดและป่าส่วนใหญ่ก็เป็นป่าเต็งรังผลัดใบเป็นแอ่งเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ในฤดูแล้ง ไม่เพียงเท่านั้นสัดส่วนของชุมชนถึง 84% อยู่ในเขตป่า ซึ่งแน่นอนที่สุด ชุมชนเหล่านั้นแทบจะพัฒนาใดๆ ไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขสิทธิที่ทำกินหน่วยงานด้านการพัฒนาต่างๆ เข้าไปดำเนินการไม่ได้ ถนนหนทางไม่ดี แถมพื้นที่ยังเป็นภูเขาสูงชันเข้าถึงยาก นี่คือเงื่อนไขสำคัญของข้อปัญหา เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา แม่ฮ่องสอนจึงมีสถิติรอยไหม้ burned scars สูงสุดของประเทศมากกว่า 1.7 ล้านไร่ ในช่วงเดือนมีนาคมเมื่อมีลมพัดจากด้านตะวันตก ฝุ่นควันไฟจากแอ่งแม่ฮ่องสอนก็จะถูกหอบไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนใน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากหากจะจัดการปัญหาไฟป่าแหล่งกำเนิดมลพิษในแม่ฮ่องสอน เพราะป่าบางประเภทก็ต้องใช้ไฟจัดการเชื้อเพลิง การทำมาหากินแปลงเกษตรก็ต้องใช้ไฟ คนยากจนที่หากินกับป่าไม่น้อยที่ใช้ไฟเพื่อการล่าหรือเก็บของป่า รวมไปถึงไฟลามแล้วดับไม่ได้เพราะสภาพภูมิประเทศ ฯลฯ

วงประชุมยอมรับว่าปีนี้แม่ฮ่องสอนค่อนข้างล้มเหลวในการบริหารจัดการเพราะไม่เป็นไปตามแผนจัดการ ขนาดที่ นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายกอบจ.แม่ฮ่องสอน ประธานในพิธีเปิดการประชุมเล่าว่าเขาเพิ่งถือแผนมาตรการของปีนี้ไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อบอกว่ามันเป็นแผนที่ใช้ไม่ได้ ขณะในการอภิปรายก็มีการยอมรับว่า การกำหนดให้ชาวบ้านบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยการเผาระหว่าง 1 ก.พ.-20 มี.ค. นั้นไม่ได้ผลเพราะมีการเผาก่อนปฏิทินและไม่ควบคุมไฟจริง ปล่อยไหม้ลามข้ามคืนจนเกิดมลพิษสูงเฉลี่ยเกิน 200 มคก./ลบ.ม. บางแห่งมากกว่า 500 มคก./ลบ.ม. จนที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประกาศห้ามเผาโดยเด็ดขาด ยกเลิกช่วงเวลาให้เกษตรกรชิงเผาตามแผนเดิม

แต่อย่างไรก็ตามในท่ามกลางฝุ่นไฟมืดมัวปีนี้ ก็ยังพอมีแสงสว่างให้เห็น

แม่ฮ่องสอนกำลังจะสร้างวอร์รูมห้องข้อมูลปฎิบัติการแผนที่จุดเกิดไฟและสภาพดินฟ้าอากาศแบบเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่ โดยอบจ.แม่ฮ่องสอนเป็นเจ้าภาพดำเนินการ ซึ่งหมายถึงการพยายามยกระดับการบริหารจัดการบนฐานข้อมูลที่ทันสมัย เข้าใจสภาพลมฟ้าอากาศผนวกกับข้อมูลพื้นที่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาแม่ฮ่องสอนกำลังก่อรูปความร่วมมือของภาคประชาสังคมครั้งใหญ่ ก่อนหน้านี้เมืองแม่ฮ่องสอนก็มีกลุ่มผู้รณรงค์เคลื่อนไหวแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันไฟมาก่อนแล้วแต่ในรอบนี้มีความพยายามประสานภาคส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังจะเห็นว่าในการประชุมสมัชชาฯรอบนี้ มีทั้งตัวแทนจากภาคเอกชน หอการค้า ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มีทั้งนายแพทย์ที่สนใจผลกระทบสุขภาพ มีบุคลากรภาคประชาสังคม กลุ่มวัฒนธรรม ชาวบ้านภาคเกษตร นักพัฒนา และยังต่อเชื่อมกับภาคราชการได้ดี เป็นนิมิตหมายของการร่วมมือสู้ในยกต่อไป นั่นเพราะว่าปัญหานี้หากไม่มีการทำแผนร่วม และอาศัยความเข้าใจระหว่างภาคส่วนต่างๆ แล้วยากจะสำเร็จ

แม่ฮ่องสอนมีแกนนำภาคการเมืองคือ นายอัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายกอบจ.ที่จริงจังกับเรื่องไฟป่าและเข้าใจอุปสรรคการพัฒนาพื้นที่ชุมชนในเขตป่ามานาน รวมถึง นายสุเทพ นุชทรวง อดีตนายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอนที่ผันตัวเองมาเป็นภาคประชาสังคมมาร่วมผลักดันการรวมกลุ่มของภาคประชาชนแม่ฮ่องสอนรู้ว่าปัญหารากฐานคือเมืองในนิเวศแอ่งภูเขาป่าผลัดใบที่ประชาชน 84% อยู่ในเขตป่า ระหว่างนี้ได้มีความพยายามปลดล็อกปัญหาเรื้อรังที่ว่าด้วยการออกสำรวจ พื้นที่ทำกินใจเขตอุทยานตามกฎหมายใหม่ ที่ดิน คทช. เขตป่าสงวนลุ่มน้ำ3-4-5 แล้วเสร็จพร้อมปลดล็อกให้สิทธิที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ได้ มีป่าชุมชนตามกฎหมาย 200 หมู่บ้านแล้ว พื้นที่เหล่านี้เป็นฐานสำคัญของการยกระดับการผลิต เช่น ปลูกบุก ปลูกกัญชง พืชที่ยั่งยืนและปลอดจากการใช้ไฟ การยกระดับรายได้ประชาชนและปลูกพืชที่ยั่งยืนเป็นทางออกสำคัญของเมืองหุบเขาแม่ฮ่องสอนที่ประชาชนส่วนใหญ่ติดพันธนาการว่าด้วยสิทธิในเขตป่ามาโดยตลอด การประสานพลังปรับปรุงแผนการจัดการไฟแบบมีส่วนร่วมที่มีประสิทธิภาพขึ้น เป็นโจทย์ที่ท้าทายคนในพื้นที่ เพราะแม่ฮ่องสอนมีทั้งภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่ติดขัดการเดินทางไฟลท์บินถูกยกเลิก อากาศเป็นหมอกควันมลพิษถึง 3 เดือน ขณะที่ภาควัฒนธรรมผู้คนที่นั่นยังเห็นว่าไฟในเขตป่าผลัดใบก็ยังจำเป็นต้องมี ซึ่งจะต้องมีมาตรการจัดการที่เหมาะสมไม่ใช่การห้ามเด็ดขาดที่จะซ้ำเติมปัญหาลงไปอีก ยิ่งภาคเกษตรที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ยิ่งมีโจทย์ต้องใช้ไฟจัดการแปลงทำกิน ที่ผ่านมาบางปีมีการจัดการที่ดี แบ่งพื้นที่ทยอยเผาเป็นโซนและหมู่บ้านไล่กัน เพื่อไม่ให้มีควันมากเกินไป บางหมู่บ้านมีภูมิปัญญาการชิงเผาทำแนวไฟป้องกันหมู่บ้าน แต่ก็มีปัญหาไฟที่ไหม้ลุกลามยากจัดการเช่นกัน ซึ่งก็ต้องมีแผน ประสานความต้องการที่หลากหลายดังกล่าวของชาวเมืองในแอ่งเช่นไร

อัครเดช วันไชยธนวงศ์ นายกอบจ.แม่ฮ่องสอน มองว่า จะต้องทำแผนอย่างมีส่วนร่วมให้ประชาชนมีส่วนและเข้าใจแผนตั้งแต่ต้นทางบนฐานความเข้าใจพื้นที่และชุมชนเท่านั้นที่จะเป็นทางออก ซึ่งที่ผ่านมาบางปีดี บางปีไม่ดี จึงต้องยกระดับกลไกการมีส่วนร่วมดังกล่าวถึงจะนำไปสู่ทางแก้ปัญหาได้

ในภาพรวมของปัญหามลพิษอากาศฝุ่นควันภาคเหนือ แม่ฮ่องสอนเป็นแหล่งกำเนิดไฟและฝุ่นควันใหญ่ที่สุด พื้นที่กันดารสุด มีความซับซ้อนของปัญหามากสุด และหากยังฝ่าด่านแม่ฮ่องสอนไม่ได้ การเอาชนะฝุ่นควันภาคเหนือก็คงยังห่างไกล.

#เพื่อลมหายใจภาคเหนือ

default
Categories
Uncategorized

7 ประเด็น ที่รัฐบาลต้องลงมือทำเลย เพื่อแก้วิกฤติอากาศภาคเหนือ (และสังคมต้องร่วมส่งเสียง)

🔥 7 ประเด็นที่รัฐบาลต้องลงมือทำเลยเพื่อแก้วิกฤติอากาศภาคเหนือ (และสังคมต้องร่วมส่งเสียง) ตั้งแต่บัดนี้ ยิ่งเร็วยิ่งดี

🔥หนึ่ง / ฝุ่นควันข้ามแดนจากพื้นที่เกษตรอุตสาหกรรมทำลายล้าง ต้องไม่หลอกตัวเองแค่เจรจาติ๊ดชึ่งบนเวทีอาเซียน ต้องมีมาตรการกดดันลดฝุ่นข้ามพรมแดนจริงจังแบบสิงคโปร์ใช้ เช่น คำนวณปริมาณมลพิษ/พื้นที่ผลผลิตปล่อยมลพิษ เพื่อย้อนเป็นโควต้านำเข้าลดลง/ กำแพงภาษีสูงขึ้น ลงโทษทุนก่อมลพิษ ฯลฯ เป็นต้น

🔥สอง/ แสดงเจตจำนงเชิงนโยบาย โซนนิ่ง เปลี่ยนเกษตรที่สูงที่ใช้ไฟสูงไม่ยั่งยืน เป็นนิเวศเกษตรยั่งยืน ยกระดับอาชีพรายได้คุณภาพชีวิตคนในเขตป่า ปลดพันธะปัญหาที่ฉุดรั้งอยู่เช่น สิทธิชุมชนในป่าให้เสร็จโดยเร็ว มีพื้นที่รูปธรรมโครงการตัวอย่างยกระดับการผลิตใช้ไฟสูงสู่การผลิตยั่งยืน โดยเฉพาะในเขตแม่ฮ่องสอน ตาก เชียงใหม่ ที่มีสถิติไฟสูงมากการยกระดับมาตรฐานการผลิต รายได้ คุณภาพชีวิต เป็นคำตอบที่หลายสังคมในโลกหลุดพ้นจากสังคมมลพิษมาแล้ว

🔥สาม/ เร่งรัดกลไกกระทรวงทบวงกรมทำได้ทันที ทำทั้งปี มีเป้า kpi ลดแหล่งกำเนิดฝุ่นไฟรัศมีใกล้ในพื้นที่กลไกที่สั่งได้เลย ห้ามเผาในไร่นาเด็ดขาด ไร่อ้อย 5-10% และตัองซอยแปลงย่อย ห้ามเผาข้ามคืน โรงงานใหญ่แหล่งมลพิษซ้ำซาก ปรับและเปลี่ยนเวลา คลุมลงไปถึงนครสวรรค์ /พิษณุโลก ตั้งเป้า kpi การลดที่เป็นรูปธรรม รวมถึง กลไกจัดการกรณีละเมิด ไฟกลางคืนห้ามเด็ดขาด / ที่ผ่านมามีแต่โครงการเล็กๆ ไม่เอาจริง🔥สี่/ข้อมูลความรู้วิชาการข้อมูลว่า p.m.2.5คืออะไร กระทบอย่างไร ปฏิบัติตัวเช่นไร ยังไม่เพียงพอ ประชาชนต้องได้รู้ถึงนิเวศแวดล้อมแอ่งภูเขา พฤติกรรมฝุ่นและมลพิษ ลมฟ้าอากาศ คำอธิบายสาเหตุของปัญหา เพื่อความรู้ความเข้าใจ ยกระดับสู่พฤติกรรมใหม่ รัฐบาลต้องติดตั้งเครื่องวัดอากาศในทุกตำบล โดยเฉพาะชุมชนมลพิษสูง นยบ.ห้ามถอดปลั๊ก / เปิดเวทีวิชาการว่าด้วยการจัดการไฟ ให้ได้แบบแผนที่ชัดเจน อะไรทำได้ ไม่ได้อะไรไม่ถูกต้องตามหลัก ภายในปี 64 เพราะบุคลากรรัฐเองก็ไม่เข้าใจทั่วถึง / ยกระดับการสื่อสารสาเหตุปัจจัยลมและพฤติกรรมฝุ่น / เปิดเผยงบประมาณ เกี่ยวกับไฟป่าและการจัดการเชื้อเพลิง / แก้ conflict of interest และ conflict of thoughts ปี 2565 รัฐต้องสามารถทำให้ข้อมูลไฟและการทำงานเปิดโปร่งตลอดเวลา อธิบายฝุ่นไฟเหมือนอธิบายน้ำท่วม

🔥ห้า/ โมเดลการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับชุมชนใน นิเวศแอ่งป่าผลัดใบ ภาคเหนือ ภาคเหนือตอนบนมีป่ามากกว่าที่ราบ มส 85% ชม.70 % ลป.70% ••ลำพัง single command เฉพาะกิจรับพิบัติภัยไม่พอ และไม่ทันการ / ให้อำนาจชุมชนทัองถิ่นจริง บนฐานกฎหมาย วางแผนจัดการตลอดปีพร้อมงบประมาณ และ บูรณาการแผนข้อมูลท้องถิ่นนั้นๆ กับมาตรการเผชิญเหตุแบบรวมศูนย์ ระหว่าง มกราคม-เมษายน /ผวจ. อำนวยการทรัพยากรและกำลังพล เชิงรุก เป็นการบริหารไฮบริดบูรณาการทั้งช่วงปกติและช่วงเผชิญเหตุแผนที่ไฟ จุดเสี่ยง การเข้าถึง แนวบล็อก แนวกัน อุปกรณ์ ฯลฯ ต้องมีเตรียมจากระดับพื้นที่ก่อนมกราคม และมีงบฯ เพียงพอ นี่ก็ต้องทำทันที รอฤดูฝุ่นปีหน้าไม่ทัน

🔥หก/ พื้นที่เร่งด่วนเฉพาะพื้นที่ไฟใหญ่ แม่ฮ่องสอน พิจารณาความคิดใหม่ๆ นอกกรอบ เพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนแปลง และติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้างกฎหมายรัฐ เพิ่มมิติเศรษฐกิจ ปลดล็อกปัญหาสิทธิทำกิน ทำให้การเผาถูกยกขึ้นมาร่วมจัดการกับประชาชนอย่างจริงจัง / งบประมาณพิเศษพื้นที่ไฟใหญ่ต้นลม เช่น พิจารณารายได้พิเศษให้ปชช.ร่วมแผนจัดการระยะ 3เดือนฤดูไฟ

🔥เจ็ด/ มีเจ้าภาพที่มีอำนาจสั่งการ อำนวยการให้ทุกกลไกขยับเคลื่อนตลอดทั้งปี นับแต่พฤษภาคม 2564 มี เป้าหมาย KPI ประกาศล่วงหน้าถึง ภารกิจเอาชนะฝุ่นไฟภาคเหนือ มีความมุ่งมั่นระดับเดียวกับโควิด_19

โดย บัณรส บัวคลี่ ฝ่ายยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนนโยบาย สภาลมหายใจเชียงใหม่

Categories
Uncategorized

สรุปงานเขียวสู้ฝุ่น (กรกฎาคม ธันวาคม 2563)

งานเขียวสู้ฝุ่น มีเป้าหมาย เชื่อมร้อยและผลักดันการฟื้นฟูระบบนิเวศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ / พัฒนาแนวทางการจัดการเมืองสีเขียว เพื่อลดฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่ มีแผนดาเนินงาน 3 แผน คือ

แผนงานที่ 1 พัฒนาความร่วมมือ เชื่อมร้อย และผลักดันการพัฒนากลไกในการจัดการสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่


สร้างกระบวนการหนุนเสริม หาช่องทาง ขับเคลื่อนประเด็นการจัดการร่วมด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพโดยภาคพลเมือง ร่วมกับ อปท. ภาคเอกชนและภาครัฐ ได้แก่งาน สภาพลเมือง สภาเมือง สภายางนา ฯลฯ

งานที่ดำเนินการผ่านมา

  1. จัดเวที พัฒนาแผนความร่วมมือจัดการฝุ่นควัน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ และอำเภอใกล้เคียง คือ อำเภอสารภี และอำเภอหางดง ร่วมกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายเขียว สวย หอม เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2563 ณ สวนสุขภาพบ้านเด่น มี อปท.เข้าร่วมทั้งสิ้น 7 อปท. คือ
  1. เทศบาลนครเชียงใหม่
  2. เทศบาลตำบลชมพู
  3. เทศบาลตำบลหนองหอย
  4. เทศบาลตำบลสารภี
  5. เทศบาลตำบลสันผักหวาน
  6. เทศบาลตำบลหนองป่าครั่ง
  7. เทศบาลตำบลท่าศาลา

จากเวทีดังกล่าว ได้เกิดข้อเสนอร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการทางานเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในเขตพื้นที่อาเภอเมืองเชียงใหม่ และอาเภอใกล้เคียง โดยมีกลไกการจัดการเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งผลดาเนินการร่วมกันในระยะยาว ไม่ใช่แค่ในช่วงวิกฤตฝุ่นควันในระยะ 3 เดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน

ข้อเสนอร่วม ดังนี้

  1. ด้านการจัดการขยะ เศษใบไม้ กิ่งไม้ การแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยใบไม้) และผลิตภัณฑ์จากกิ่งไม้ ใบไม้ เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ให้กับชุมชน และเป็นการลดปัญหาการเผา จะทาให้เกิดการขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างไร
  2. ด้านสุขภาพ การเก็บข้อมูลสุขภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลสุขภาพผลกระทบจากฝุ่นควันในแต่ละพื้นที่/ชุมชน นามาพูดคุยร่วมและไปสู่การออกแบบการจัดการในพื้นที่ นาข้อมูลมาใช้ในการสร้างความตระหนักให้กับประชาชน
  3. มีการวัดผลการเปลี่ยนแปลงหลังการจัดการฝุ่นควัน ตัวชี้วัด/ผลที่เกิดขึ้น จากการจัดการฝุ่นควันของภาคเมือง เช่น ปริมาณพื้นที่สีเขียวในการดูดซับฝุ่น (พื้นที่สาธารณะ/อาคาร/โรงแรม/โรงพยาบาล/ที่ส่วนบุคคล) , ประสิทธิภาพในการจัดการพื้นที่สีเขียว(พื้นที่สีเขียวเชิงคุณภาพ) ,
  4. มีมาตรการตรวจจับควันดา การสนับสนุนบริการประชาชนดูแลเครื่องยนต์ โดยร่วมมือกับอาชีวะ วิทยาลัย นานักศึกษามาให้บริการดูแลเครื่องยนต์เพื่อลดควันดา
  5. การเชื่อมโยงการทางานระหว่างพื้นที่ชุมชน
    – การเดินทางคาร์บอนต่า ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปั่นจักรยาน อยากให้มีการทาเส้นทางจักรยาน ทาให้ปลอดภัยสามารถใช้เดินทางในชีวิตประจาวันได้
    – การผลักดันทางจักรยานบนถนนใหญ่/สายหลัก ตีเส้นทางจักรยานเฉพาะ นาเสนอกับอบจ กรมทางหลวง คมนาคม
    – การบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวร่วมกัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในวัดโรงเรียน พื้นที่สาธารณะและพื้นที่ริมถนน (การจัดการต้นไม้ริมถนน)
    – การทำเครือข่ายพื้นที่สีเขียวในแต่ละตาบล รวมถึงการสร้างพื้นที่อาหารในเมือง ผักอินทรีย์ เกษตรอินทรีย์ ทาให้เกิดการขยายผล ขยายความร่วมมือไปในระดับครัวเรือนและชุมชนเพิ่มมากขึ้น
  1. การวางแผนในการจัดการพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ในพื้นที่เมืองและพื้นที่รอบเมือง ทั้งในส่วนของการป้องกันความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้จากหญ้าและขยะจากการลักลอบนามาทิ้ง และการปรับปรุงพื้นที่รกร้างว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่สีเขียว พื้นที่ปลูกผัก – พื้นที่การเกษตร
  2. การจัดการระบบการจราจรและขนส่ง การจัดการลดปริมาณรถที่เข้ามาสู่พื้นที่เมืองเชียงใหม่ในช่วงอากาศปิด โดยร่วมกันหาระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถราง หรือรถรับส่ง ที่สามารถให้บริการประชาชนที่ต้องการเข้ามาทากิจกรรมในพื้นที่เมือง
  3. ขยายบ้านสู้ฝุ่น ต้นไม้สู้ฝุ่น วัดสู้ฝุ่น โรงเรียนสู้ฝุ่น ไปสู่ชุมชนและพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกัน (ร่วมในแคมเปญจัดประกวดบ้านสู้ฝุ่นในเขตเทศบาล)

2.จัดประชุมคณะกรรมการคุ้มครองพื้นที่สิ่งแวดล้อมฯ

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากภาคหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่, สานักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่, สานัก 16, เทศบาลในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม (ถนนต้นยางนา 106) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากเวทีครั้งนี้ เกิดข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

1.พัฒนาแนวทางการจัดการถนนยางนาเชียงใหม่ ลาพูน และขยายผลไปยังถนนสายต้นไม้อื่นๆ ได้แก่ ถนนสายฉาฉา สันกาแพง เป็นต้น
2.จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยี (เช่น เครื่องสแกนต้นไม้) ตรวจสอบสุขภาพต้นไม้เพื่อลดอุบัติเหตุและดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่
3.ออกแบบการปรับพื้นผิวถนนเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพต้นยางนา/ต้นไม้ใหญ่

3.พัฒนาอาชีพรุกขกรรม โดยการจัดอบรมเชิงปฎิบัติการทักษะหัวหน้างานรุกขกรรม

ณ วัดเจ็ดยอด เมื่อวันที่ 7-11 กันยายน 2563 โดยครูฝึกหมอต้นไม้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการดูแลต้นไม้ในเขตเมือง การตัดแต่งกิ่งต้นไม้ตามหลักรุกขกรรม คือ ศ.กิตติคุณ เดชา บุญค้า, อ.ธราดล ทันด่วน, ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย, วิทยากรจากกรมป่าไม้,และรุกขกรมืออาชีพ ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมจากหลากหลายกลุ่ม เช่น เจ้าหน้าที่ อบจ./ ท้องถิ่น/ นักวิชาการ/ ผู้ประกอบอาชีพรับเหมางานจัดการต้นไม้/ ชุมชน / ผู้ประกอบการ

4.พัฒนากิจการเพื่อสังคม โดยการออกแบบผลิตภัณฑ์จากใบไม้ / กิ่งไม้ / ท่อนไม้เพื่อลดการเผา

จัดงานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมและลมหายใจ ณ สวนสุขภาพบ้านเด่น เมื่อวันที่ 5-13 ธันวาคม 2563 โดยร่วมกับสมาคมยางนา ขี้เหล็ก สยาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางนาที่ได้รับการตัดแต่งกิ่ง ซึ่งมีจานวนทั้งในส่วนของใบสด ใบแห้ง กิ่งไม้ ท่อนไม้ขนาดกลางและใหญ่มากมายมหาศาล เหล่านี้ได้ถูกนามาคิดค้นให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น ใบแห้งทาเป็นปุ๋ยหมักใบไม้ นามาขึ้นรูปเป็นกระถางปลูกต้นไม้ ใบสดนามาต้มย้อมผ้าจากใบยางนา กิ่งไม้ท่อนไม้ออกแบบเป็นของเล่นเด็ก ม้านั่ง และบ้านสัตว์ ซึ่งมีการนามาแสดงและจัด Work Shop เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และนาไปพัฒนาต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ และการทา eco print คือการทุบพิมพ์ลายใบไม้ลงบนผืนผ้า เป็นงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ เสริมกระบวนการเรียนรู้ให้แก่เด็กตั้งแต่อายุ 4 ขวบขึ้นไปได้

5.รณรงค์ให้ความรู้ บ้านสู้ฝุ่น สาหรับชุมชนเมือง

โดยการจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป และชุมชนในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ณ สวนสุขภาพบ้านเด่น โดยมีวิทยากร ผศ.ดร.เยาวนิตย์ ธาราฉาย ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้สู้ฝุ่น จากทีมวิจัยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาให้ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ไม้และคุณสมบัติของต้นไม้ที่สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาด 10 ไมคอนได้ ซึ่งเป็นชุดความรู้ที่สามารถรณรงค์เผยแพร่ให้แก่ประชาชนได้รับรู้เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน ในชุมชนของตนเองได้

6.งาน Eco trip มนต์รักษ์ยางนา

จัดกิจกรรมนั่งรถรางไฟฟ้า เขียวชมเมือง เรียนรู้นิเวศประวัติศาสตร์ถนนสายต้นยางนา เมื่อวันที่ 10 และ 13 ธันวาคม 2563 โดยเริ่มจากสวนสุขภาพบ้านเด่น ไปจนถึงแดนเมือง เชียงใหม่/ลาพูน โดยมี อาจารย์ ดร.เพ็ญสุภา สุขตะ เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของนิเวศประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างเมืองและพื้นที่รอบๆเชิงดอยสุเทพ

แผนงานที่ 2. ปฏิบัติการ เตรียมคน/ บ้าน/ โรงเรียน/ วัด+ชุมชน/ เมือง+ดอย สู้ฝุ่นควัน

  1. งาน”อัศวินสู้ฝุ่น” รุ่นที่ 1 เป็นงานสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ เยาวชน อายุตั้งแต่ 6-10 ปี จานวน 35 คน ผ่านฐานเรียนรู้และลงมือปฎิบัติเพื่อสัมผัสสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว มีทั้งหมด 4 ฐานเรียนรู้ คือ ฐานดิน –ฝึกการเพาะปลูกอาหาร เช่น ทาปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในบ้าน เพาะเมล็ด การปลูกผักในกระถาง, ฐานน้า – เรียนรู้ระบบนิเวศจากฝ่ายพญาคา ,ฐานลม – เด็กๆ ได้เรียนรู้จักเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ,ฐานไฟ –พาเด็กๆ เรียนรู้วิถีแห่งไฟ การเกิดไฟป่า ปัญหาฝุ่นควัน โดยพาเด็กๆ สัมผัสป่าแถวเชิงดอยสุเทพ โดยต่างๆ เราได้ประสานความร่วมมือจากภาคหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์ดอยสุเทพ, สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 เชียงใหม่, สวนสุขภาพบ้านเด่น, อุทยานแห่งชาติห้วยแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

ผลที่เกิด

  1. เกิดทีมกระบวนกรร่วมพัฒนากระบวนการเรียนรู้ฝุ่นควัน (ดิน น้า ลม ไฟ) สาหรับเด็กวัย 4-10 ขวบ จากโรงเรียนปัญญาเด่น, ศูนย์การเรียนรู้อาภา, HappyTree, ศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเขียวสวยหอม เพื่อขยายผลในลาดับต่อไป
  2. เด็กเล็กมีความเข้าใจและได้เรียนรู้การดูแลตัวเองจากปัญหาฝุ่นควัน
  3. เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการร่วมทากิจกรรมด้านฝุ่นควัน
  4. เกิดทีมอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจกระบวนการทางานสู้ฝุ่นที่เหมาะสมกับเยาวชน มีความเข้าใจเด็กเล็ก และเรียนรู้เรื่องการดูแลธรรมชาติไปพร้อมๆกัน
  5. การใช้พื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ เป็นพื้นที่บ่มเพาะ/เรียนรู้ สาหรับเด็กและเยาวชน

2. “โรงเรียนสู้ฝุ่น” โดย ศูนย์การเรียนรู้อาภา จัดอบรมเชิงปฎิบัติการ “เพาะรักษ์ เพื่อลมหายใจ” gเมื่อวันที่ 3-4 กันยายน 2563 และการจัดค่าย “เพราะรักษ์ เพื่อลมหายใจ” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2563 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กๆ อายุตั้งแต่ 3-12 ปี และผู้ปกครอง รวมถึงภาคีเครือข่ายที่สนใจเข้าร่วม เพื่อเรียนรู้ บ่มเพาะ ความอัศจรรย์ใจในสรรพสิ่ง ด้วยบทเพลงและนิทาน การปลูกพืชผัก เรียนรู้อาณาจักรพืช ที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ ปลูกความรักในธรรมชาติ และสร้างสรรค์งานศิลปะจากธรรมชาติรอบๆตัว

ผลที่เกิด

  1. มีเด็กอายุระหว่าง 4-12 ปี เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 28 คน จากการสังเกตเด็กๆ มีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่สะท้อนว่าเด็กประทับใจ และอยากเข้าร่วมกิจกรรมอีก
  2. ได้อาสาสมัครในการทางานเรื่องสิ่งแวดล้อมกับเด็กที่เป็นคนรุ่นใหม่ ที่สนใจและอยากมาเรียนรู้กระบวนการอย่างต่อเนื่อง
  3. มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ครู ผู้ปกครองของศูนย์การเรียนอาภา เครือข่ายที่ทางานด้านสิ่งแวดล้อม สื่อทางเลือก ผู้สูงอายุ และผู้สนใจทั่วไป
  4. ผู้เข้าร่วมเข้าใจหลักในการดูแลเยียวยาตัวเอง สามารถนากลับไปปฏิบัติต่อด้วยตัวเองได้
  5. ผู้เข้าร่วมได้ผ่อนคลาย ได้คลี่คลายสิ่งที่ตกค้างอยู่ในร่างกายและจิตใจ
  1. “ชุมชนสู้ฝุ่น” สร้างกระบวนการเรียนรู้แก่ชุมชนเมือง เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียว ร่วมกับ โครงการการสานพลังภาคีขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่นครสุขภาวะอย่างยั่งยืน จังหวัดเชียงใหม่ ดาเนินการในพื้นที่ 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนหมื่นสาร ชุมชนสวนดอก และชุมชนป้านปิง โดยชุมชนได้จัดทาแผนงานการจัดการพื้นที่สีเขียวเพื่อนาไปสู่ อากาศสะอาด สร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และมีส่วนร่วมในการลดปัญหาฝุ่นควันในเขตเมือง โดยมีกลไกการทางานในระดับชุมชน ในรูปแบบ คณะกรรมการขับเคลื่อนงาน ชุมชนละ 10 คน มีเป้าหมายร่วมกัน ดังนี้
  2. เกิดคณะทางานที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อน”การสร้างชุมชนสีเขียว” และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศ
  3. เกิดแผนงานการสร้างชุมชนสีเขียวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีเครือข่าย
  4. เกิดการปฏิบัติการสร้าง “ชุมชนสีเขียว” ทั้งระดับครอบครัวและชุมชน
  5. เกิดพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นทั้งในระดับครอบครัวและพื้นที่สาธารณะเป็นรูปธรรม “ชุมชนสีเขียวในเขตเมือง”

4.”วัดสู้ฝุ่น” โครงการออกแบบปรับปรุงผังแม่บท วัดทรายมูลพม่า โดยสายบุญสีเขียว สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบผังแม่บท เพื่อการพัฒนาและแก้ปัญหาการใช้ที่ดินภายในวัด

5.”เมืองสู้ฝุ่น” โครงการสวนผัก “แปลง ปลูก ปัน” การทาเกษตรในเมือง เพื่อแก้ไขวิกฤตขาดแคลนอาหารในช่วงโรคระบาดโควิด 19 ระยะดาเนินโครงการ 5 เดือน คือ พฤษภาคม กันยายน 2563 โดยร่วมกับกลุ่มสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) พื้นที่ดาเนินงานทั้งหมด 11 พื้นที่ ทั้งในพื้นที่ชุมชนเมือง และชุมชนรอบๆเมือง ดังนี้
1.ชุมชนเมืองกาย ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่
2.ชุมชนวัดหมื่นสาร+ ศรีสุพรรณ ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่
3.ชุมชนสวนดอก + หอสมุดรัชมังคลา อ.เมืองเชียงใหม่
4.บ้านสันป่าเลียง ม.4 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่
5.บ้านขวัญเวียง ต.สันผักหวาน อ.หางดง
6.บ้านท้าวผายู ต.สันผักหวาน อ.หางดง
7.ร้านกาแฟดิน ต.หนองควาย อ.หางดง
8.เกสต์โฮม ไปยาลน้อย และร้านกาแฟข่วงม่วน ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่
9.ชุมชนในเขตเทศบาลตาบลท่าศาลา ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่
10.บ้านท่าข้าม ม.4 เทศบาลเมืองแม่เหียะ ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่
11.เทศบาลตาบลชมภู ต.ชมภู อ.สารภี

หลังจากจบโครงการ ในพื้นที่ยังมีการดาเนินงานกันอย่างต่อเนื่อง และมีการสรุปบทเรียนการทางานร่วมกัน เพื่อยกระดับพัฒนางานให้เกิดความยั่งยืน และนาไปสู่การพัฒนาในด้านอื่นๆ ในพื้นที่ ซึ่งจัดไปเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ณ สวนสุขภาพบ้านเด่น ดังนี้

ผลที่เกิด

  1. เกิดพื้นที่อาหารปลอดภัย ทั้งในเมืองและชานเมือง
  2. เกิดกลไกการบริหารจัดการพื้นที่สีเขียวร่วมกันในหลากหลายรูปแบบ
  3. เกิดเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ อ.เมือง 11 พื้นที่
  4. ได้ความรู้ ความสุขใจ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
    แผนงานร่วม
  5. พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการทาเกษตรในเมือง
  6. การแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ และแหล่งผลิตต้นกล้าผักอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก
  7. การจัดการท่องเที่ยวเกษตรสีเขียว
    -โครงการตัดแต่งกิ่งต้นไม้ใหญ่ ตามหลักรุกขกรรม ร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมแผนพัฒนาเทศบาลนครเชียงใหม่ 5 ปี (พศ.2561-2565) แผนพัฒนายุทธศาสตร์ที่ 2 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วย
    –การปลูกจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    –การเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมมลพิษทางอากาศ และเสียง
    –การป้องกันปัญหาน้าท่วมขังและปรับปรุงคุณภาพน้า
    –การดูแลรักษาและพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
    ซึ่งการจัดการต้นไม้เป็นกระบวนการปลูกจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และการตัดแต่งตามหลักรุขกรรม ก็คือการดูแลต้นไม้ใหญ่ตามวิถีปฏิบัติที่ถูกต้องสาหรับคนและต้นไม้ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย สวยงามและยั่งยืน
    การตัดแต่งต้นไม้ใหญ่ในเขตเมือง ได้ร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ตัดแต่งต้นฉาฉาเพื่อความปลอดภัยตามหลักรุขกรรม ดังนี้
  8. ต้นฉำฉาบริเวณแจ่งศรีภูมิ 2 ต้น
  9. ต้นฉำฉาประตูช้างเผือก
  10. ต้นฉำฉาหน้าสมาคมจีนเตี้ยเอี๊ย เชียงใหม่
  11. ต้นฉำฉาหน้าโรงแรม Rain Tree
  12. ต้นฉำฉาบริเวณสะพานนวรัฐ ฝั่งตะวันออก
  13. ต้นฉำฉาถนนเจริญประเทศ
  14. ต้นฉำฉาประตูคณะวิทยาศาสตร์
  15. ต้นฉำฉาหน้าโรงน้าแข็งวังสิงห์คำ

-โครงการฟื้นฟูต้นยางนา ต้นไม้หมายเมือง วัดเจดีย์หลวง ต้นยางนาอายุเก่าแก่ปลูกในสมัยพระเจ้ากาวิละ ปัจจุบันต้นยางนามีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม จานวนใบลดลง มีกิ่งแห้ง เนื่องจากต้นยางนาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มีการก่อสร้างพื้นคอนกรีตล้อมรอบโคนต้น ทาให้ปริมาณน้าและอากาศในดินไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นยาง จากโครงการเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก ทาให้เกิดความร่วมมือกันเพื่อจัดการฟื้นฟูสุขภาพต้นยางนา โดยคณะสถาปัตยกรรม มช. เป็นผู้ออกแบบผังการปรับปรุงบริเวณรอบๆ ต้นยางนาเพื่อฟื้นฟูระบบรากและสุขภาพต้นยางนา ออกแบบภูมิทัศน์ใหม่เพื่อความเหมาะสมในการใช้พื้นที่ในงานประเพณีได้ เป็นการสร้างแนวทางในการจัดการ ดูแล อนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมืองต่อไป

แผนงานที่ 3 ขับเคลื่อนแผนงานจัดการพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้ล้านต้น และติดตามประเมินผล ทั้งภาคเมืองและภาคชนบท

โครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น ภายใน 3 ปี เพื่อร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ป่าให้มีความสมบูรณ์ และเพิ่มจานวนต้นไม้ท้องถิ่น ชุมชน และปลูกจิตสานึกให้กับเยาวชน ประชาชนในชุมชนรู้จักอนุรักษ์ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบคือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีองค์กรร่วมดาเนินงาน คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่ดาเนินการ, แขวงทางหลวงชนบทเชียงใหม่, มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่, สมาคมยางนา ขี้เหล็ก สยาม, โครงการต้นไม้อาสา ม.แม่โจ้,

เครือข่ายเขียว สวย หอม ที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว 2 อาเภอ 3 พื้นที่ คือ บ้านป่าเลา และบ้านสันป่ายาง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ปลูกต้นไม้ไปเมื่อวันที่ 11 กย. 63 ปลูกต้นเหลืองปรีดียาธร ชมพูพันธุ์ทิพย์ และต้นยางนา รวมกว่า 475 ต้น และที่ อ.กัลยานิวัฒนา เมื่อช่วงเดือน ตุลาคม 63

>>ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร มีภาพประกอบ<<

Categories
Uncategorized ประกาศและกิจกรรม

ประกาศ กําหนดเขตควบคุมการเผาและการบริหารจัดการเชื้อเพลิง 2564

>> ดาวน์โหลดเอกสาร <<

>> ดาวน์โหลดไฟล์อินโฟกราฟิก<<

Categories
Uncategorized

จากฝุ่นควัน..สู่ภาวะโลกร้อน

สภาลมหายใจเชียงใหม่ขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ร่วมเป็นเกียรติ​ในการเปิดงานรณรงค์​แก้ไข​ปัญหา​ฝุ่นควัน​สู่​สภาวะ​โลก​ร้อนในงานแถลงข่าว​ เทศกาล​ล้านนาฟ้าใส​ ลมหายใจเดียวกัน

วันที่​ 2​ พฤศจิกายน​ 63​ ตั้งแต่เวลา​ 13.00​ น.เป็น​ต้น​ไป
ณ​ ลานต้นลีลาวดี​ พิพิธภัณฑ์​พื้นถิ่นล้านนา​ อ.เมือง​เชียงใหม่​ จ.เชียงใหม่

Categories
Uncategorized

วัด ต้นไม้ และลมหายใจ วางอนาคต กำหนดทิศทาง สร้างพื้นที่สีเขียว

14 กันยายน 2563 ฝ่ายวิชาการและนโยบาย สภาลมหายใจเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนข้อมูล ทบทวนการแก้ปัญหา และคิดกลไกการขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ต้องเผชิญกันทุกปี โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนธันวาคม ถึงปลายเดือนเมษายน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดร.ชยันต์  วรรธนะภูติ รองประธานคณะกรรมการอำนวยการ (ฝ่ายวิชาการฯ)  สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่ง คือการเผาเพื่อจัดการเชื้องเพลิงเพลิงทางการเกษตร ทั้งประเทศไทย และเพื่อนบ้าน แล้วลมพัดเข้ามาหาเรา แต่ปัญหาหลัก คือ เรายังคงวนเวียนอยู่กับมายาคติ คนที่เผชิญปัญหา มักจะมองว่า “ปัญหามาจากผู้อื่น” อย่างเช่น คน(ใน)เมือง มักจะพูดกันว่า คนบนดอยเผาป่า เพราะต้องการหาของป่า ล่าสัตว์ ทั้งที่คน(ใน)เมืองเอง หมายถึงเราทุกคน ก็ล้วนเป็นต้นเหตุจากการใช้รถยนต์ทุกๆวัน และปริมาณของการใช้รถยนต์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน 

“ปัญหาที่เผชิญอยู่ คือความไม่รู้ ต้องยอมรับว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อย ยังไม่มีความรู้เพียงพอ ถึงสาเหตุ ว่าฝุ่นควันมาจากไหน ลำพังจะให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชาวบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะที่การบริหารจัดการของราชการ ยังมองที่การดับไฟเป็นหลัก เมื่อผู้กำหนดนโยบายก็ไม่รู้ จึงแก้ปัญหาไม่ตรงจุด กลายเป็นการออกคำสั่งจากส่วนกลาง แล้วมอบหมายลงมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบริหารจัดการ การแก้ปัญหาจึงยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และบางครั้งจังหวัดเองมีแผนการจัดการที่ดีอยู่แล้ว แต่เมื่อมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลลงพื้นที่ ก็มองและให้ทำอีกแบบ แผนที่เคยคุยก็ล้มเลิกไป ปัญหานี้จึงเป็นปัญหาใหญ่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนทุกฝ่าย และมีเป้าหมายเดียวกัน คือลดให้ได้ พร้อมๆกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว” ดร.ชยันต์  กล่าวฯ

พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า จากการนำเสนอของสื่อ ภาพที่ทุกคนเห็น คือจุดความร้อนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤติฝุ่นควัน ขึ้นสีแดงทั้งแผนที่ เชื่อว่าคนจำนวนมาก และเป็นส่วนใหญ่ พากันคิดว่าเป็นฝีมือของพี่น้องบนดอย ประเด็นหลัก คือยังไม่มีการอธิบายให้เข้าใจจริงๆ ว่ามาจากสาเหตุไหน การสื่อสารจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

“เพราะคนในเมืองเอง เขาก็มั่นใจว่าเขาไม่ได้เผา เขามีกฎหมายห้ามเผาในที่โล่งบังคับอยู่ จึงตราหน้าว่า มาจากคนบนดอย จากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว อย่างที่เราทราบ อยากให้สภาลมหายใจเชียงใหม่ ช่วยสื่อสาร อธิบาย และถ่ายทอดให้คนในเมืองฟังด้วย ว่าทุกคนก็ล้วนมีส่วนในสาเหตุเช่นกัน สำคัญที่สุด ทุกคนก็ต้องช่วยกันหาวิธีเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันด้วย เพราะต่างก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบ” พระครูพิพิธสุตาทร กล่าว

อ.วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์ภูมิสถาปัตย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

อาจารย์ป้อง วรงค์ วงศ์ลังกา อาจารย์ภูมิสถาปัตย์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอข้อมูล ต้นไม้ของเมืองในหุบเข้า บางประเด็นของการใช้พืชพรรณเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน  ในช่วงหนึ่งระบุว่า วัฎจักรของฝุ่น คือล่องลอยในอากาศ แล้วไปเกาะอะไรบางอย่าง เมื่อมีน้ำมาชะล้าง ก็จะไหลลงสู่ดิน ซึ่งพบว่าใบไม้ สามารถเกาะจับฝุ่นได้เป็นอย่างดี การปลูกต้นไม้เพื่อดักฝุ่นจึงเป็นไปได้ แต่จะปลูกอะไร จึงจะเหมาะสม และจะดูแลต่ออย่างไร คือเรื่องใหญ่

“ต้องยอมรับว่า กระแสการรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ และกำลังมีการทำกัน จำนวนไม่น้อย ปลูกเป็นอีเว้นท์  ปลูกแล้วจบ ไม่ได้มีการดูแลต่อเนื่อง สุดท้ายต้นไม้ตาย เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ และเป็นมาโดยตลอด ทั้งที่การดูแลให้เขารอดและอยู่ได้นานที่สุด เป็นเรื่องที่ควรคิดและวางแผนเป็นลำดับแรก ไม่ใช้คิดแค่ต้องการปลูก ขณะที่การเลือกพรรณไม้มาปลูก ก็จำเป็นต้องสอดคล้อว และเหมาะสมกับบริบทพื้นที่ด้วย” อาจารย์วรงค์ กล่าว

อาจารย์ป้อง ยังบอกอีกว่า บทบาทวัดในการเป็นพื้นที่สีเขียว มักจะถูกเบียดบังโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ พระเองก็ไม่รู้ว่าอีก 20 ปี วัดจะพัฒนาไปทางไหน การออกแบบผังวัดล่วงหน้า 20 ปี อาจจะเป็นเฟสๆ จะช่วยให้วัดเดินทางไปในทิศทางที่ควรจะเป็นได้ สัดส่วนพื้นที่สีเขียวกับอาคาร มักก็จะถูกควบคุมด้วยผัง ใครจะเอาอะไรมาถวายก็กางผังดู ว่าวัดยังขาดสิ่งไหน อายุต้นไม้ก็จะอยู่ได้นานขึ้น “วัด จึงสำคัญมาก สิ่งที่เราต้องทำในวันนี้ คือต้องทำให้วัด เป็นพื้นที่สีเขียวที่มีคุณภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ราคาแพงๆ หรือต้นตามความเชื่อ แต่อาศัยร่วมเงาไม่ได้ ภายใต้บริบททางวัฒนธรรม”

พระมหาอินสอน คุณวุฑโฒ  ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์ 

อาจารย์พระมหาอินสอน คุณวุฑโฒ  ผู้อำนวยการโรงเรียนดอยสะเก็ดผดุงศาสน์  ระบุว่า ในช่วงวิกฤติฝุ่นควันที่ผ่านมา ในพื้นที่มีการประชาสัมพันธ์ รับซื้อเศษใบไม้จากชุมชน มาทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกองเพื่อลดฝุ่นควัน โดยได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เข้ามาอบรมให้ความรู้ ซึ่งจะใช้ระยะเวลา 2 เดือน  ขณะเดียวกันก็มีการทำเตาเผาเศษกิ่งไม้ด้วยเตาใบโอชาร์ แบบไร้ควันในราคาประหยัด สิ่งที่เห็นได้ชัด คือเมื่อชาวบ้านทราบข้อมูลว่ามีวิธีการแบบนี้อยู่ ช่วยให้เกิดความตระหนักรู้ ทำให้ช่วงวิกฤติฯที่ผ่านมา ในชุมชนไม่มีการเผา หรือแอบเผาช่วงกลางดึก เมื่อในอดีตอีก

“เราเผชิญมาหลายปี เป็นแชมป์โลกซ้อนก็หลายปี ตอนนี้การเผาในช่วงวิกฤติ กลายเป็นเทศกาลประจำปีไปแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากชาวบ้านไม่มีทางออก เชื่อแนวทางการจัดการเศษใบไม้และกิ่งไม้แบบไร้มลภาวะ เป็นหนึ่งในทางเลือกในการลดฝุ่นควัน ที่เราสามารถทำได้ และทำได้เลย ซึ่งเรากำลังทำเป็นชุมชนต้นแบบ ขยายไปใน12 ทั้งหมู่บ้าน ไม่ใช่แค่นั้น เรากำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ออกจำหน่าย และจะทำกันตลอดทั้งปีด้วย” อาจารย์พระมหาอินสอน กล่าวย้ำ

ในช่วยท้ายของการเสวนา มีการเปิดให้พระนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ อปท. ในเขตตำบลสุเทพ และผู้เข้าร่วมฯ ได้นำเสนอแนวคิดและวิธีปฏิบัติของแต่ละพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยน โดย พระครูพิพิธสุตาทร  (พระมหา ดร.บุญช่วย สิรินธโร) กล่าวสรุปว่า พร้อมจะเป็นสื่อกลาง ในการประสาน เปิดเวทีให้มาแลกเปลี่ยน และขยายผล แนวคิดวิธีการที่เหมาะสม ให้เกิดเป็นรูปธรรมต่อไป

Categories
Uncategorized

เสวนา “นิเวศเกษตรใหม่กับการตอบโจทย์แก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน”

“นิเวศเกษตรใหม่กับการตอบโจทย์แก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืน”

ชวนติดตามรับชม เวทีเสวนานโยบายสาธารณะครั้งที่​ 14

ร่วมเสวนาโดย​
1.อาจารย์ชยันต์​ วรรธนภูติ​ ผอ.ศูนย์ศึกษาชาติพันธ์ุและการพัฒนา ม.เชียงใหม่รองประธานฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่
2.ผศ.ชาติชาย​ โขนงนุช​ ผอ.ศูนย์วิจัยพหุวิทยาการเกี่ยวกับเมี่ยง​ สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ​ คณะอุตสาหกรรมเกษตร​ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3.ชาตรี​ แซ่ย่าง​ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟขุนช่างเคี่ยน
4.สมเกียรติ​ มีธรรม กองเลขาคณะทำงานฯ แม่แจ่มโมเดล​
5.ดร.สุมิตร​ อธิพรหม รอง ผอ.การฝ่ายประสานงานและกิจการพิเศษ

ผู้ดำเนินรายการ
บัณรส​ บัวคลี่

วันเสาร์ที่​ 27​ มิถุนายน 2563
เวลา​ 13.00-15.00​ น.

โดย #สภาลมหายใจเชียงใหม่

Categories
Uncategorized

เสวนา “จังหวะก้าวเดินของ..สภาลมหายใจ”

จังหวะก้าวเดินของ”สภาลมหายใจ”

เวทีเสวนานโยบายสาธารณะครั้งที่​ 13

ร่วมเสวนาโดย​
1.ชัชวาลย์​ ทองดีเลิศ​ ​ประธานสภาลมหายใจ
2.ปลายอ้อ​ ทองสวัสดิ์​ กรรมการสภาลมหายใจ
3.นลี​ อินทนันท์​ ฝ่ายภาคเมือง
4.บัณรส​ บัวคลี่​ ฝ่ายสื่อ
5.เด​โช​ ไชยทัพ ฝ่ายดินน้ำป่า
6.ลักขณา​ ศรีหงษ์​ ฝ่ายเขียวสู้ฝุ่น
7.วิทยา​ ครองทรัพย์​ ตัวแทนสภาลมหายใจภาคเหนือ
8.ไพรัช โตวิวัฒน์​ ฝ่ายภาคธุรกิจ​
9.อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ ฝ่ายศิลปินเพื่อลมหายใจ
10.ธนากร ช่วยค้ำชู สภาองค์กรชุมชน จ.เชียงใหม่

ผู้ดำเนินรายการ
สุรีรัตน์​ ตรีมรรคา รองประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่

วันเสาร์ที่​ 20​ มิถุนายน 2563
เวลา​ 13.00-15.00​ น.

โดย #สภาลมหายใจเชียงใหม่

Categories
Uncategorized บทความและข่าวสาร

ตั้งเก๊า…สภาลมหายใจพะเยา ขับเคลื่อนแก้ปัญหาไปฟ่าและฝุ่นควันภาคเหนือ

7 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดพะเยาะ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดพะเยา กับเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน ในพื้นที่ เพื่อหารือการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันที่ต้องเผชิญร่วมกันทุกปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่เป็นช่วงวิกฤติ ขณะที่การแก้ปัญหาของภาครัฐ จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

คุณแสงวรรณ มณีวรรณ ประธานมูลนิธิไว.เอ็ม.ซี.เอ.กรุงเทพฯ สาขาพะเยา ระบุว่า การมาพบปะกันครั้งนี้ เป็นเพียงการพูดคุยกันกลุ่มเล็กๆ ซึ่งยังไม่ครบทุกฝ่าย แต่จะเป็นการช่วยกันตั้งต้น ร่วมกันคิดแผนการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันของในจังหวัด ผ่านองค์ความรู้ของแต่ละเครือข่าย ซึ่งมีต้นทุนอยู่พอสมควร ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัด ได้เริ่มกันไปแล้ว และพร้อมจะทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดอื่นๆ “ลำพังแค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ขณะที่การทำงานในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีบางส่วนที่เชื่อมโยงกันบ้างแล้ว แต่ภาพรวม ยังต่างคนต่างทำ ถึงเวลาที่ต้องมาเชื่อมและร่วมกันขับเคลื่อนไปด้วยกัน” คุณแสงวรรณ ระบุ

ในการประชุม มีพูดคุยถึงสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ จ.พะเยา ช่วง1-2 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของผู้คน สาเหตุ ปัญหา ผลกระทบ การทำงาน รวมถึงแผนโครงการที่กำลังทำอยู่ ของแต่ละเครือข่าย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรจะมีพื้นที่กลาง ที่รวมกลุ่มต่างๆ ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะไม่รอแก้ปัญหาแค่ในช่วง 3 เดือนที่เกิดวิกฤติ โดยจะขอสภาลมหายใจเชียงใหม่ มาเป็นพี่เลี้ยงในช่วงเริ่มต้นนี้

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้เล่าถึงการรวมตัวกันของภาคีเครือข่าย ในนามสภาลมหายใจเชียงใหม่ตลอดช่วงที่ผ่านมา การแบ่งฝ่ายตามความถนัดของแต่ละส่วนงาน ที่วันนี้เริ่มเห็นทิศทาง ทั้งการเดินหน้ารณรงค์ และการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น แทนการนั่งรอดูภาครัฐแก้ปัญหา ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จ “ต้องยอมรับว่า 14 ปีที่ผ่านมา ลำพังแค่ภาครัฐแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้ ทำแค่เฉพาะหน้า ในช่วงมาตรากรห้ามเผา 3 เดือน ใช้อำนาจสั่งการจากบนลงล่าง โทษกันไปโทษกันมา และที่สำคัญ คือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเชื่อว่าเป็นแบบเดียวกันทุกที่ การเรียกร้องให้ชุมชนหยุดเผา วันนี้ต้องมีทางออกให้เขาด้วย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฯ ก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นความร่วมมือให้ได้ ทุกคน ทุกภาคส่วนล้วนมีความสำคัญ การขับเคลื่อนที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมีการกำหนดแผนการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  ไปพร้อมๆกับการสื่อสารสาธารณะ ใช้งานข้อมูลวิชาการเป็นฐานในการขับเคลื่อน เชื่อมโยง EVENT ให้เป็น MOVEMENT ปัญหานี้มันใหญ่มาก จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเจตจำนงค์ร่วมกันที่ชัดเจน” ประธานฯสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุ

นายบัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า การทำงานของแต่ละจังหวัด ล้วนแตกต่างกันไปตามบริบทปัญหา ขณะที่ภาพใหญ่ วันนี้การแก้ปัญหายังมีงานอีกมากมาย ที่ยังรอให้มาร่วมกันแก้  โดยเฉพาะงานนโยบาย ที่ต้องการเจตจำนงค์ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลต้องเอาจริง เช่นการผลักดัน พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่อความสะอาดของอากาศ หรือ พรบ.อากาศสะอาด การรวบรวมความคิดของผู้คนจากกลุ่มต่างๆประมวลเป็นข้อมูลความรู้ในเชิงนโยบายสาธารณะ ขณะที่ด้านปฏิบัติการ จะเน้นที่การป้องกัน ไม่ใช่การตั้งรับ ไม่ใช่แค่เกิด hotspot ก็ส่งคนไปดับ แต่จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ให้มีองค์ความรู้และเข้าใจด้วย ร่วมถึงการผลักดันให้ อปท.เข้ามาเป็นกลไกล การเปลี่ยนแปลงการผลิต ที่วันนี้เริ่มมีความหวัง จากการปลูกข้าวโพดบนดอยสูง เป็นการผลิตอย่างยั่งยืน ซึ่งปีนี้การขับเคลื่อนงานหลายด้าน มีความแตกต่างไปจากปีก่อนๆมาก  ขณะที่การรณรงค์ข้อมูลความรู้ด้านวิชาการ ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญอย่างมาก “ต้องยอมรับว่าหลายเรื่อง คนยังไม่รู้เลย หน่วยงานภาครัฐเอง ก็ยังไม่เข้าใจ ทั้งที่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ เช่นเครื่องวัดคุณภาพอากาศที่แม่ต๋ำ เพียงสถานีเดียวของจังหวัดพะเยาะ จะอธิบายภาพรวมทั้งจังหวัดไม่ได้ ทั้งๆที่ฝั่งขวา ที่ติดจังหวัดน่าน ซึ่งถือเป็นแหล่งมลพิษจากการเผาที่สำคัญ ทำไมถึงไม่มีสถานีตวรจวัดฯ ตั้งในหลายๆจุด จริงๆเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชาวชาวพะเยา ควรจะเรียกร้อง” นายบัณรส ระบุ

ในช่วงท้ายของ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จะนำแผนการทำงานไปพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา อบจ. และเทศบาลในพื้นที่ต่างๆ กำหนดประเด็นให้ชัดเจน มีวาระร่วม เป้าหมายร่วมแล้วปฏิบัติการ โดยตั้งต้นจากข้อมูลพื้นที่ ปักธงให้ชัดเจน จะสนับสนุนขบวนสภาองค์กรชุมชนในการทำงานพื้นที่ เสนอเป็นวาระจังหวัด เช่น การลดฝุ่นควัน ไฟป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว ทำเกษตรแบบยั่งยืน การจัดการไฟป่า ทำแนวกันไฟ การบริหารเชื้อเพลิง เป็นต้น การออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกัน การหากองเลขาฯในการประสานงานและการจัดการข้อมูล ก่อนจะจัดการเปิดตัวคลิกอ๊อฟ “สภาลมหายใจพะเยา” ประกาศเจตนารมณ์ในการสู้ฝุ่นควัน ไฟป่า สร้างลมหายใจเดียวกัน เบื้องต้นจะดึงภาคีอื่นๆ ที่มีความสนใจ เข้ามาร่วมทำงานเพิ่ม โดยและนัดประชุมทำความเข้าใจอีกครั้ง วันที่ 5 กันยายน 2563 ที่จะถึงนี้ และพร้อมจะเชื่อมการทำงานกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ในนามสภาลมหายใจภาคฯต่อไป/

Categories
Uncategorized ประกาศและกิจกรรม

เครือข่ายภาคเหนือฯ แถลง ข้อกังวล ต่อมาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันและไฟป่าปี 2564 ถึงนายกรัฐมนตรีฯ

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายประชาชนผลักดัน การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควัน pm2.5 ภาคเหนือ เปิดห้อง ZOOM และแพร่ภาพสดทางเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าว ข้อกังวลและข้อเรียกร้องต่อแผนและมาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันและไฟป่าปี 2564 ถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ เร่งรัดการประกาศมาตรการฯ ปี64 และข้อกังวลต่อแนวทางปฏิบัติ

โดย นายวิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ได้อ่าน จดหมายเปิดผนึก มีใจความว่า “สภาลมหายใจภาคเหนือ และเครือข่ายผลักดันการแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ มีข้อกังวลใจและข้อเสนอต่อมาตรการการแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า ซึ่งจะประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและจะเกิดต่อไปทุกๆปีหากไม่มีการแก้ไขทั้งระบบ ดังต่อไปนี้”

ประการที่หนึ่ง- สืบเนื่องจากที่ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแถลงผ่านสื่อมวลชนว่า จะมีการร่างแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ที่แก้ไขข้อผิดพลาดเดิม เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ยกระดับการแก้ปัญหาต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้เร่งรัดประกาศแผนแนวทางมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์มลพิษฝุ่นควัน ประจำปี พ.ศ. 2564 ให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อม

ประการที่สอง – ตามที่มีกระแสข่าวว่า มีหน่วยงานสำคัญได้ให้ความสนใจในการแก้ปัญหาโดย จะเข้ามาร่วมอำนวยการและเร่งรัดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในปีหน้าให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นนั้น นับเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ที่ความทุกข์ยากสะสมนานนับสิบปีของราษฎรภาคเหนือจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะปัญหามลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ไม่ใช่แค่พิบัติภัยหรือการดับไฟในป่าเท่านั้น หากมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ในเมืองและชนบทมีลักษณะขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม (conflict of interest) เช่น ภาคเมือง ผู้ใช้รถยนต์บนถนน ประชาชนที่ประกอบอาชีพทำอาหารปิ้งย่าง การก่อสร้างขนาดใหญ่ โรงงานที่ใช้เชื้อเพลิง ก็ล้วนเป็นผู้ร่วมก่อฝุ่นควัน และเช่นเดียวกันกับภาคชนบทที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงบางกลุ่มไม่สามารถใช้เครื่องจักรอื่น เพื่อทำเกษตรจำเป็นต้องใช้ไฟเตรียมการ รวมถึงการใช้ไฟจัดการป้องกันไฟป่าในเขตพื้นที่ป่ารอบๆ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน

หากว่า มาตรการหรือปฏิบัติการที่หน่วยงานรัฐจะทำในอนาคตเกิดกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่และการทำมาหากินของประชาชน แม้จะมิได้เจตนาก็ตาม อาจนำไปสู่ความผิดพ้องหมองใจระหว่างประชาชนและหน่วยปฏิบัติงานทุกระดับ อันจะไม่เป็นผลดีในทุกประการ จึงเรียนมาเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดได้

ประการที่สาม – สภาลมหายใจภาคเหนือและเครือข่ายฯ ขอยืนยันที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลโปรดพิจารณาใช้กระบวนทัศน์ใหม่ว่า มลพิษฝุ่นควัน PM2.5 นั้นเป็นผลพวงของกิจกรรมและการผลิตของสังคมมนุษย์ มิใช่แค่พิบัติภัยไฟป่าและไฟถูกจุดขึ้นมา การจะแก้ปัญหาจึงไม่สามารถบังคับห้ามเกิดไฟอย่างเด็ดขาด (zero burning) อย่างที่เคยใช้ในอดีต เพราะจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

ภาพ : โดรนอาสา

กระบวนทัศน์ที่ประชาชนมุ่งหวังให้รัฐบาลนำมาใช้คือ แนวทางการบริหารจัดการไฟ ( fire management) เพราะประชาชนในแต่ละพื้นที่ ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หรือยังผลิตมลพิษฝุ่น PM2.5 ด้วยความจำเป็น เช่น ในภาคเมืองยังต้องใช้รถยนต์ดีเซลในชีวิตประจำวัน การก่อสร้างยังต้องดำเนินต่อไป โรงงานยังต้องผลิตสินค้า หรือต้องปิ้งย่างขายอาหารเป็นอาชีพ ในภาคชนบทมีเกษตรกรรมบางประเภทไม่สามารถเลื่อนหรือยังชะลอการเผาได้ และเกษตรกรบางกลุ่มยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟสำหรับจัดการ ลดปริมาณเชื้อเพลิงในบางพื้นที่

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาเร่งรัดให้มีการจัดทำแผนจัดการไฟในระดับตำบลร่วมกัน ระหว่างภาครัฐกับประชาชนให้แล้วเสร็จก่อนฤดูแล้ง เพื่อความเข้าใจร่วมกันและเพื่อประโยชน์การปฏิบัติการให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ลดความขัดแย้งให้น้อยที่สุดต่อไป

ประการที่สี่ – ขอให้รัฐบาลพิจารณา แนวทางป้องกัน (prevention) ลดเชื้อเพลิง เปลี่ยนกิจกรรมและ การผลิตใช้ไฟ และการป้องกันไม่ให้เกิดไฟเป็นแนวทางหลัก โดยขอให้ระดมทรัพยากรตั้งแต่ต้นฤดูเพื่อการป้องกัน ลาดตระเวน ตรวจตรา และร่วมบริหารจัดการไฟ อย่างเข้าใจซึ่งกันและกันกับประชาชนและหน่วยงานระดับท้องถิ่น และจากบทเรียนในปี 2563 ที่เกิดการเผาไหม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ก็ควรจะมีการนำขึ้นบริหารจัดการให้ดีขึ้น

ภาพ : โดรนอาสา

ประการที่ห้า– ขอให้เร่งรัดงบประมาณ กำจัดระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายโอนภารกิจ เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ที่ยังคั่งค้าง โดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นหน่วยเชื่อมโยงประสานงานความเข้าใจ ความรู้ในการบริหารไฟป่า และความต้องการต่างๆ ระหว่างประชาชนกับ ภาครัฐ ให้มีการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน ป้องกันปัญหาความขัดแย้ง เช่นที่เกิดเสมอมา ให้ชุมชนใกล้ป่ามีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของป่าและเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาป่า โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุน แนวทางการบูรณาการบริหารจัดการในระดับจังหวัดระหว่างภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐเป็นกลไกแก้ปัญหาร่วมกัน

ประการที่หก – ขอให้พิจารณามาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและฝุ่นควันไฟจากทุกแหล่ง มิใช่มุ่งควบคุมเฉพาะภาคการเกษตรหรือประชาชนในชนบท เพราะได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้า ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ประชาชนที่เคยถูกมาตรการสั่งห้ามเผาได้มีตั้งคำถามว่าเหตุใดรถบรรทุกหินและการระเบิดหิน โรงงานที่ตั้งในพื้นที่ เครื่องบิน รถยนต์ ในเมืองยังสามารถปล่อยมลพิษโดยยังไม่มีการควบคุมและตรวจวัดอย่างเข้มงวด ดังนั้นมิติของอารมณ์ความรู้สึกระหว่างกลุ่มชนในสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ในระหว่างการอ่านจดหมายเปิดผนึก มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ร่างกม. อากาศสะอาดเพื่อการจัดการฝุ่นควัน-ไฟป่าอย่างยั่งยืน

อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ฯ จัดให้มีอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือให้เกิดการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกลไกปรับเปลี่ยนวิธีการจัดระบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติด้านต่าง ๆ ทั้งการปฏิรูปทางสังคม การสร้างสังคมสุขภาวะ การรักษาฐานทรัพยากร ฐานเศรษฐกิจ 

สำหรับหลักการและทิศทางของกฎหมายนั้น คือ การสถาปนาสิทธิในอากาศสะอาดให้กับประชาชน เพราะทุกคนเป็นผู้มีสิทธิ์ รัฐจึงมีหน้าที่ในการจัดการให้อากาศสะอาดเกิดขึ้นให้ได้ การมีกฎหมายรับรองสิทธิ์จะทำให้สภาพบังคับทางกฎหมายให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อรัฐ หรือเรียกร้องให้รัฐดำเนินการได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายนี้อยากเห็นประชาชนสามารถฟ้องผู้ที่ทำเกิดมลภาวะทางอากาศได้ หรือผู้ทำให้เกิดปัญหาได้ แต่ต้องยกร่างกฎหมายด้วยความระมัดระวังไม่เช่นนั้นประชาชนอาจเป็นผู้ถูกฟ้องร้องก่อนเสียเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมการร่วมกันจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน 

กฎหมายยกร่างในปลายเดือนตุลาคม 2562 หอการค้าร่วมยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ซึ่งกระบวนการของรัฐสภาก็มีการปรับปรุงปรับแก้จนส่งกลับมาเพื่อดำเนินการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ล่าสุดระดมรายชื่อ 12,000 รายชื่อ ปัจจุบันนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของรายชื่อทั้งหมดที่เข้ารายชื่อ ระหว่างเดียวกันนี้ ทราบว่ามีพรรคการเมืองให้ความสนใจและเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภาด้วยเช่นกัน

สร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชน-หน่วยงานท้องถิ่นทำงานด้วยกัน คือ หัวใจความสำเร็จ

นางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า นี่เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่มีการรวมตัวกัน เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีการจัดงานมหกรรมไร่หมุนเวียนและประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษที่จ.แม่ฮ่องสอน ที่มิติทางจิตวิญญาณ มิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เกื้อกูลกันในระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบการเกษตรที่ดีก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าหากเรามีการเชิดชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของคนทุกกลุ่ม ช่วยกันแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟ

สร้างการมีส่วนร่วม การร่วมกันจัดการ โดยให้ความสำคัญกับชุมชนที่อยู่ในป่าอนุรักษ์หรือติดกับป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่ากำลังของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามีน้อย การให้ความสำคัญกับชุมชนสมาชิกในชุมชน สภาองค์กรชุมชน สมาชิกปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมมือกัน ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อได้รวบรวมไว้อย่างครบถ้วน”

“เราจะต้องอยู่ประเทศและภูมิภาคที่อากาศบริสุทธิ์เพื่อสุขภาพดีของทุกคนทั้งกายใจและสุขภาวะทั้งหมด”

รัฐต้องขยับการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ฝ่าฝุ่นควันข้ามพรมแดน

ภาพ : โดรนอาสา

ดร. ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า จากประสบการณ์ของการทำงานของศูนย์การศึกษาวิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่าและหมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าหมอกควันข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะนี้หน่วยงานสถาบันการศึกษามีความพยายามจะขยายจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศให้กระจายยังในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน หากภาครัฐเข้ามาหนุนเสริมการทำงานร่วมกันที่เป็นทางการ ก็จะช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันที่เกิดขึ้นแล้วระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งไทย ลาว เมียนมาร์ กับหน่วยงานอื่นในระดับพื้นที่

ดาวน์โหลดเอกสาร
https://drive.google.com/file/d/1XxTNkmm2Og3JPqvGhgXZl4n8_v80zvn9/view?fbclid=IwAR0swmVLxUH__x_OWaKXqgTZDbp_SNDrvdc5l3lQrwi8FVB3nxFmx20J2Q4

ข่าวเพิ่มเติม : thecitizen.plus