Categories
Uncategorized บทความและข่าวสาร

ตั้งเก๊า…สภาลมหายใจพะเยา ขับเคลื่อนแก้ปัญหาไปฟ่าและฝุ่นควันภาคเหนือ

7 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมหอการค้าจังหวัดพะเยาะ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจังหวัดพะเยา กับเครือข่ายภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชน ในพื้นที่ เพื่อหารือการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันที่ต้องเผชิญร่วมกันทุกปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ที่เป็นช่วงวิกฤติ ขณะที่การแก้ปัญหาของภาครัฐ จนถึงวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม

คุณแสงวรรณ มณีวรรณ ประธานมูลนิธิไว.เอ็ม.ซี.เอ.กรุงเทพฯ สาขาพะเยา ระบุว่า การมาพบปะกันครั้งนี้ เป็นเพียงการพูดคุยกันกลุ่มเล็กๆ ซึ่งยังไม่ครบทุกฝ่าย แต่จะเป็นการช่วยกันตั้งต้น ร่วมกันคิดแผนการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันของในจังหวัด ผ่านองค์ความรู้ของแต่ละเครือข่าย ซึ่งมีต้นทุนอยู่พอสมควร ซึ่งที่ผ่านมาหลายจังหวัด ได้เริ่มกันไปแล้ว และพร้อมจะทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดอื่นๆ “ลำพังแค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ขณะที่การทำงานในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีบางส่วนที่เชื่อมโยงกันบ้างแล้ว แต่ภาพรวม ยังต่างคนต่างทำ ถึงเวลาที่ต้องมาเชื่อมและร่วมกันขับเคลื่อนไปด้วยกัน” คุณแสงวรรณ ระบุ

ในการประชุม มีพูดคุยถึงสถานการณ์ปัญหาความรุนแรงและผลกระทบของปัญหาฝุ่นควันในพื้นที่ จ.พะเยา ช่วง1-2 ปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตของผู้คน สาเหตุ ปัญหา ผลกระทบ การทำงาน รวมถึงแผนโครงการที่กำลังทำอยู่ ของแต่ละเครือข่าย ซึ่งเห็นพ้องตรงกันว่า ควรจะมีพื้นที่กลาง ที่รวมกลุ่มต่างๆ ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะไม่รอแก้ปัญหาแค่ในช่วง 3 เดือนที่เกิดวิกฤติ โดยจะขอสภาลมหายใจเชียงใหม่ มาเป็นพี่เลี้ยงในช่วงเริ่มต้นนี้

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้เล่าถึงการรวมตัวกันของภาคีเครือข่าย ในนามสภาลมหายใจเชียงใหม่ตลอดช่วงที่ผ่านมา การแบ่งฝ่ายตามความถนัดของแต่ละส่วนงาน ที่วันนี้เริ่มเห็นทิศทาง ทั้งการเดินหน้ารณรงค์ และการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น แทนการนั่งรอดูภาครัฐแก้ปัญหา ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จ “ต้องยอมรับว่า 14 ปีที่ผ่านมา ลำพังแค่ภาครัฐแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้ ทำแค่เฉพาะหน้า ในช่วงมาตรากรห้ามเผา 3 เดือน ใช้อำนาจสั่งการจากบนลงล่าง โทษกันไปโทษกันมา และที่สำคัญ คือขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเชื่อว่าเป็นแบบเดียวกันทุกที่ การเรียกร้องให้ชุมชนหยุดเผา วันนี้ต้องมีทางออกให้เขาด้วย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฯ ก็ต้องเปลี่ยนให้เป็นความร่วมมือให้ได้ ทุกคน ทุกภาคส่วนล้วนมีความสำคัญ การขับเคลื่อนที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องมีการกำหนดแผนการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว  ไปพร้อมๆกับการสื่อสารสาธารณะ ใช้งานข้อมูลวิชาการเป็นฐานในการขับเคลื่อน เชื่อมโยง EVENT ให้เป็น MOVEMENT ปัญหานี้มันใหญ่มาก จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีเจตจำนงค์ร่วมกันที่ชัดเจน” ประธานฯสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุ

นายบัณรส บัวคลี่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า การทำงานของแต่ละจังหวัด ล้วนแตกต่างกันไปตามบริบทปัญหา ขณะที่ภาพใหญ่ วันนี้การแก้ปัญหายังมีงานอีกมากมาย ที่ยังรอให้มาร่วมกันแก้  โดยเฉพาะงานนโยบาย ที่ต้องการเจตจำนงค์ของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลต้องเอาจริง เช่นการผลักดัน พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่อความสะอาดของอากาศ หรือ พรบ.อากาศสะอาด การรวบรวมความคิดของผู้คนจากกลุ่มต่างๆประมวลเป็นข้อมูลความรู้ในเชิงนโยบายสาธารณะ ขณะที่ด้านปฏิบัติการ จะเน้นที่การป้องกัน ไม่ใช่การตั้งรับ ไม่ใช่แค่เกิด hotspot ก็ส่งคนไปดับ แต่จะเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ให้มีองค์ความรู้และเข้าใจด้วย ร่วมถึงการผลักดันให้ อปท.เข้ามาเป็นกลไกล การเปลี่ยนแปลงการผลิต ที่วันนี้เริ่มมีความหวัง จากการปลูกข้าวโพดบนดอยสูง เป็นการผลิตอย่างยั่งยืน ซึ่งปีนี้การขับเคลื่อนงานหลายด้าน มีความแตกต่างไปจากปีก่อนๆมาก  ขณะที่การรณรงค์ข้อมูลความรู้ด้านวิชาการ ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญอย่างมาก “ต้องยอมรับว่าหลายเรื่อง คนยังไม่รู้เลย หน่วยงานภาครัฐเอง ก็ยังไม่เข้าใจ ทั้งที่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ เช่นเครื่องวัดคุณภาพอากาศที่แม่ต๋ำ เพียงสถานีเดียวของจังหวัดพะเยาะ จะอธิบายภาพรวมทั้งจังหวัดไม่ได้ ทั้งๆที่ฝั่งขวา ที่ติดจังหวัดน่าน ซึ่งถือเป็นแหล่งมลพิษจากการเผาที่สำคัญ ทำไมถึงไม่มีสถานีตวรจวัดฯ ตั้งในหลายๆจุด จริงๆเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ชาวชาวพะเยา ควรจะเรียกร้อง” นายบัณรส ระบุ

ในช่วงท้ายของ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จะนำแผนการทำงานไปพูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา อบจ. และเทศบาลในพื้นที่ต่างๆ กำหนดประเด็นให้ชัดเจน มีวาระร่วม เป้าหมายร่วมแล้วปฏิบัติการ โดยตั้งต้นจากข้อมูลพื้นที่ ปักธงให้ชัดเจน จะสนับสนุนขบวนสภาองค์กรชุมชนในการทำงานพื้นที่ เสนอเป็นวาระจังหวัด เช่น การลดฝุ่นควัน ไฟป่า เพิ่มพื้นที่สีเขียว ทำเกษตรแบบยั่งยืน การจัดการไฟป่า ทำแนวกันไฟ การบริหารเชื้อเพลิง เป็นต้น การออกแบบกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกัน การหากองเลขาฯในการประสานงานและการจัดการข้อมูล ก่อนจะจัดการเปิดตัวคลิกอ๊อฟ “สภาลมหายใจพะเยา” ประกาศเจตนารมณ์ในการสู้ฝุ่นควัน ไฟป่า สร้างลมหายใจเดียวกัน เบื้องต้นจะดึงภาคีอื่นๆ ที่มีความสนใจ เข้ามาร่วมทำงานเพิ่ม โดยและนัดประชุมทำความเข้าใจอีกครั้ง วันที่ 5 กันยายน 2563 ที่จะถึงนี้ และพร้อมจะเชื่อมการทำงานกับกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ในนามสภาลมหายใจภาคฯต่อไป/

Categories
Uncategorized ประกาศและกิจกรรม

เครือข่ายภาคเหนือฯ แถลง ข้อกังวล ต่อมาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันและไฟป่าปี 2564 ถึงนายกรัฐมนตรีฯ

วันที่ 18 สิงหาคม 2563 ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่ายประชาชนผลักดัน การแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควัน pm2.5 ภาคเหนือ เปิดห้อง ZOOM และแพร่ภาพสดทางเพจสภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกันแถลงข่าว ข้อกังวลและข้อเรียกร้องต่อแผนและมาตรการแก้ปัญหามลพิษฝุ่นควันและไฟป่าปี 2564 ถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ เร่งรัดการประกาศมาตรการฯ ปี64 และข้อกังวลต่อแนวทางปฏิบัติ

โดย นายวิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ได้อ่าน จดหมายเปิดผนึก มีใจความว่า “สภาลมหายใจภาคเหนือ และเครือข่ายผลักดันการแก้ปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ มีข้อกังวลใจและข้อเสนอต่อมาตรการการแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า ซึ่งจะประกาศใช้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดอีกครั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าและจะเกิดต่อไปทุกๆปีหากไม่มีการแก้ไขทั้งระบบ ดังต่อไปนี้”

ประการที่หนึ่ง- สืบเนื่องจากที่ประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแถลงผ่านสื่อมวลชนว่า จะมีการร่างแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ที่แก้ไขข้อผิดพลาดเดิม เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ยกระดับการแก้ปัญหาต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า จึงขอให้เร่งรัดประกาศแผนแนวทางมาตรการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์มลพิษฝุ่นควัน ประจำปี พ.ศ. 2564 ให้ชัดเจน สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อม

ประการที่สอง – ตามที่มีกระแสข่าวว่า มีหน่วยงานสำคัญได้ให้ความสนใจในการแก้ปัญหาโดย จะเข้ามาร่วมอำนวยการและเร่งรัดปฏิบัติการแก้ไขปัญหาในปีหน้าให้เกิดประสิทธิภาพขึ้นนั้น นับเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ที่ความทุกข์ยากสะสมนานนับสิบปีของราษฎรภาคเหนือจะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะปัญหามลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ไม่ใช่แค่พิบัติภัยหรือการดับไฟในป่าเท่านั้น หากมีความซับซ้อนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ในเมืองและชนบทมีลักษณะขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ระหว่างกลุ่ม (conflict of interest) เช่น ภาคเมือง ผู้ใช้รถยนต์บนถนน ประชาชนที่ประกอบอาชีพทำอาหารปิ้งย่าง การก่อสร้างขนาดใหญ่ โรงงานที่ใช้เชื้อเพลิง ก็ล้วนเป็นผู้ร่วมก่อฝุ่นควัน และเช่นเดียวกันกับภาคชนบทที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงบางกลุ่มไม่สามารถใช้เครื่องจักรอื่น เพื่อทำเกษตรจำเป็นต้องใช้ไฟเตรียมการ รวมถึงการใช้ไฟจัดการป้องกันไฟป่าในเขตพื้นที่ป่ารอบๆ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน

หากว่า มาตรการหรือปฏิบัติการที่หน่วยงานรัฐจะทำในอนาคตเกิดกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่และการทำมาหากินของประชาชน แม้จะมิได้เจตนาก็ตาม อาจนำไปสู่ความผิดพ้องหมองใจระหว่างประชาชนและหน่วยปฏิบัติงานทุกระดับ อันจะไม่เป็นผลดีในทุกประการ จึงเรียนมาเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดได้

ประการที่สาม – สภาลมหายใจภาคเหนือและเครือข่ายฯ ขอยืนยันที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลโปรดพิจารณาใช้กระบวนทัศน์ใหม่ว่า มลพิษฝุ่นควัน PM2.5 นั้นเป็นผลพวงของกิจกรรมและการผลิตของสังคมมนุษย์ มิใช่แค่พิบัติภัยไฟป่าและไฟถูกจุดขึ้นมา การจะแก้ปัญหาจึงไม่สามารถบังคับห้ามเกิดไฟอย่างเด็ดขาด (zero burning) อย่างที่เคยใช้ในอดีต เพราะจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง

ภาพ : โดรนอาสา

กระบวนทัศน์ที่ประชาชนมุ่งหวังให้รัฐบาลนำมาใช้คือ แนวทางการบริหารจัดการไฟ ( fire management) เพราะประชาชนในแต่ละพื้นที่ ยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟ หรือยังผลิตมลพิษฝุ่น PM2.5 ด้วยความจำเป็น เช่น ในภาคเมืองยังต้องใช้รถยนต์ดีเซลในชีวิตประจำวัน การก่อสร้างยังต้องดำเนินต่อไป โรงงานยังต้องผลิตสินค้า หรือต้องปิ้งย่างขายอาหารเป็นอาชีพ ในภาคชนบทมีเกษตรกรรมบางประเภทไม่สามารถเลื่อนหรือยังชะลอการเผาได้ และเกษตรกรบางกลุ่มยังมีความจำเป็นต้องใช้ไฟสำหรับจัดการ ลดปริมาณเชื้อเพลิงในบางพื้นที่

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาเร่งรัดให้มีการจัดทำแผนจัดการไฟในระดับตำบลร่วมกัน ระหว่างภาครัฐกับประชาชนให้แล้วเสร็จก่อนฤดูแล้ง เพื่อความเข้าใจร่วมกันและเพื่อประโยชน์การปฏิบัติการให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุด ลดความขัดแย้งให้น้อยที่สุดต่อไป

ประการที่สี่ – ขอให้รัฐบาลพิจารณา แนวทางป้องกัน (prevention) ลดเชื้อเพลิง เปลี่ยนกิจกรรมและ การผลิตใช้ไฟ และการป้องกันไม่ให้เกิดไฟเป็นแนวทางหลัก โดยขอให้ระดมทรัพยากรตั้งแต่ต้นฤดูเพื่อการป้องกัน ลาดตระเวน ตรวจตรา และร่วมบริหารจัดการไฟ อย่างเข้าใจซึ่งกันและกันกับประชาชนและหน่วยงานระดับท้องถิ่น และจากบทเรียนในปี 2563 ที่เกิดการเผาไหม้ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ก็ควรจะมีการนำขึ้นบริหารจัดการให้ดีขึ้น

ภาพ : โดรนอาสา

ประการที่ห้า– ขอให้เร่งรัดงบประมาณ กำจัดระเบียบที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายโอนภารกิจ เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ที่ยังคั่งค้าง โดยให้องค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นหน่วยเชื่อมโยงประสานงานความเข้าใจ ความรู้ในการบริหารไฟป่า และความต้องการต่างๆ ระหว่างประชาชนกับ ภาครัฐ ให้มีการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อสร้างความเข้าใจกันและกัน ป้องกันปัญหาความขัดแย้ง เช่นที่เกิดเสมอมา ให้ชุมชนใกล้ป่ามีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของป่าและเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาป่า โดยขอให้รัฐบาลสนับสนุน แนวทางการบูรณาการบริหารจัดการในระดับจังหวัดระหว่างภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการ องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานรัฐเป็นกลไกแก้ปัญหาร่วมกัน

ประการที่หก – ขอให้พิจารณามาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษและฝุ่นควันไฟจากทุกแหล่ง มิใช่มุ่งควบคุมเฉพาะภาคการเกษตรหรือประชาชนในชนบท เพราะได้ก่อให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้า ถูกเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม ประชาชนที่เคยถูกมาตรการสั่งห้ามเผาได้มีตั้งคำถามว่าเหตุใดรถบรรทุกหินและการระเบิดหิน โรงงานที่ตั้งในพื้นที่ เครื่องบิน รถยนต์ ในเมืองยังสามารถปล่อยมลพิษโดยยังไม่มีการควบคุมและตรวจวัดอย่างเข้มงวด ดังนั้นมิติของอารมณ์ความรู้สึกระหว่างกลุ่มชนในสังคมก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ

ทั้งนี้ในระหว่างการอ่านจดหมายเปิดผนึก มีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

ร่างกม. อากาศสะอาดเพื่อการจัดการฝุ่นควัน-ไฟป่าอย่างยั่งยืน

อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารงานทั่วไปและกฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ฯ จัดให้มีอากาศสะอาดเป็นเครื่องมือให้เกิดการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นกลไกปรับเปลี่ยนวิธีการจัดระบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตในมิติด้านต่าง ๆ ทั้งการปฏิรูปทางสังคม การสร้างสังคมสุขภาวะ การรักษาฐานทรัพยากร ฐานเศรษฐกิจ 

สำหรับหลักการและทิศทางของกฎหมายนั้น คือ การสถาปนาสิทธิในอากาศสะอาดให้กับประชาชน เพราะทุกคนเป็นผู้มีสิทธิ์ รัฐจึงมีหน้าที่ในการจัดการให้อากาศสะอาดเกิดขึ้นให้ได้ การมีกฎหมายรับรองสิทธิ์จะทำให้สภาพบังคับทางกฎหมายให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องต่อรัฐ หรือเรียกร้องให้รัฐดำเนินการได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมายนี้อยากเห็นประชาชนสามารถฟ้องผู้ที่ทำเกิดมลภาวะทางอากาศได้ หรือผู้ทำให้เกิดปัญหาได้ แต่ต้องยกร่างกฎหมายด้วยความระมัดระวังไม่เช่นนั้นประชาชนอาจเป็นผู้ถูกฟ้องร้องก่อนเสียเอง ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมการร่วมกันจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน 

กฎหมายยกร่างในปลายเดือนตุลาคม 2562 หอการค้าร่วมยื่นร่างกฎหมายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ซึ่งกระบวนการของรัฐสภาก็มีการปรับปรุงปรับแก้จนส่งกลับมาเพื่อดำเนินการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ล่าสุดระดมรายชื่อ 12,000 รายชื่อ ปัจจุบันนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของรายชื่อทั้งหมดที่เข้ารายชื่อ ระหว่างเดียวกันนี้ ทราบว่ามีพรรคการเมืองให้ความสนใจและเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่รัฐสภาด้วยเช่นกัน

สร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชน-หน่วยงานท้องถิ่นทำงานด้วยกัน คือ หัวใจความสำเร็จ

นางเตือนใจ ดีเทศน์ ประธานสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวว่า นี่เป็นนิมิตรหมายที่ดีที่มีการรวมตัวกัน เมื่อสองสัปดาห์ก่อนมีการจัดงานมหกรรมไร่หมุนเวียนและประกาศเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษที่จ.แม่ฮ่องสอน ที่มิติทางจิตวิญญาณ มิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่เกื้อกูลกันในระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นระบบการเกษตรที่ดีก่อให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหาร เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าหากเรามีการเชิดชูอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ของคนทุกกลุ่ม ช่วยกันแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟ

สร้างการมีส่วนร่วม การร่วมกันจัดการ โดยให้ความสำคัญกับชุมชนที่อยู่ในป่าอนุรักษ์หรือติดกับป่าอนุรักษ์เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่ากำลังของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามีน้อย การให้ความสำคัญกับชุมชนสมาชิกในชุมชน สภาองค์กรชุมชน สมาชิกปกครองส่วนท้องถิ่นต้องร่วมมือกัน ข้อเสนอทั้ง 6 ข้อได้รวบรวมไว้อย่างครบถ้วน”

“เราจะต้องอยู่ประเทศและภูมิภาคที่อากาศบริสุทธิ์เพื่อสุขภาพดีของทุกคนทั้งกายใจและสุขภาวะทั้งหมด”

รัฐต้องขยับการแก้ปัญหาระหว่างประเทศ ฝ่าฝุ่นควันข้ามพรมแดน

ภาพ : โดรนอาสา

ดร. ปเนต มโนมัยวิบูลย์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า จากประสบการณ์ของการทำงานของศูนย์การศึกษาวิจัยและปฏิบัติการเพื่อลดปัญหาการเกิดไฟป่าและหมอกควันในประเทศไทยและในภูมิภาค มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าหมอกควันข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ขณะนี้หน่วยงานสถาบันการศึกษามีความพยายามจะขยายจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศให้กระจายยังในพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้าน หากภาครัฐเข้ามาหนุนเสริมการทำงานร่วมกันที่เป็นทางการ ก็จะช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกันที่เกิดขึ้นแล้วระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งไทย ลาว เมียนมาร์ กับหน่วยงานอื่นในระดับพื้นที่

ดาวน์โหลดเอกสาร
https://drive.google.com/file/d/1XxTNkmm2Og3JPqvGhgXZl4n8_v80zvn9/view?fbclid=IwAR0swmVLxUH__x_OWaKXqgTZDbp_SNDrvdc5l3lQrwi8FVB3nxFmx20J2Q4

ข่าวเพิ่มเติม : thecitizen.plus

Categories
Uncategorized

ประชาสังคมลำพูน พร้อมทำงานเชื่อมเชียงใหม่ เตรียมหารือตั้งสภาลมหายใจจังหวัด สัปดาห์หน้า

(10 ก.ค. 63) สภาลมหายใจเชียงใหม่ ลงพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน กับแกนนำภาคประชาชน จังหวัดลำพูน ซึ่งมีการประชุมเชื่อมร้อยขบวนการภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูน 16 เครือข่าย ณ สวนภูดินสวนภูดิน อ.แม่ทา หนึ่งในวาระการพูดคุย คือหารือแนวทางการขับเคลื่อน เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ร่วมกันกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ที่ลำพูนและเชียงใหม่ อยู่ในแอ่งเดียวกัน และเผชิญปัญหาเดียวกันมาโดยตลอด

ในการแลกเปลี่ยน สภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้เล่าประสบการณ์ การรวมตัวกันของภาคีเครือข่าย ที่มาจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ปัญหาฯ ซึ่งวันนี้เริ่มเป็นระบบ และมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันยังร่วมกันสะท้อนปัญหา จากการทำงาน ร่วมกับทางราชการ ที่ยังติดขัด เต่างกัน มองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง รวมถึงการโอนภารกิจจากกรมป่าไม้ มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการ แต่กลับไม่มีงบประมาณมาให้ จนกลายเป็นช่องว่างของปัญหาที่ยังรอการแก้

นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการเชียงใหม่ เล่าว่า 14 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ว่าลำพังแค่ภาคราชการ แก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้ ถ้ายังอยู่แบบเดิม คาดหวังจากราชการ ปัญหาก็ไม่ได้ถูกแก้ไข การมาพูดคุยกับภาคประชาสังคมจังหวัดลำพูนครั้งนี้ อยากให้ทางเครือข่ายฯ ร่วมกันขับเคลื่อน ในนามสภาลมหายใจลำพูน และเชื่อมการทำงานกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ในช่วงต่อจากนี้

“การสั่งการลงมาเป็นแท่ง ของภาครัฐ มันแก้ปัญหาไม่ได้ แต่ปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งเป็นปัญหาแบบบูรณการ ที่ต้นเหตุมาจากการคมนาคม โรงงานอุตสาหกรรม การเผาในที่โล่งแจ้ง การเผาจากเกษตรเชิงเดี่ยว ไฟในเขตป่าสวงน-อุทยานฯ และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นปัญหาที่ใหญ่มาก และเกี่ยวข้องกับทุกกลุ่ม การจะแก้ปัญหา จำเป็นต้องมองแบบองค์รวม บูรณาการ และมีแผนการทำงานต่อเนื่องในระยะยาว การรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ ที่มาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาควิชาการ ราชการ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน จะช่วยให้เสียงของพวกเรามีพลังมากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายเห็นปัญหาร่วมกัน ว่าเกิดจากอะไร และร่วมกับแก้ที่ต้นเหตุแล้ว จะช่วยให้ภาคราชการ เข้ามาสนับสนุนได้ตรงจุด ผู้มีอำนาจจะรับฟังเรา ซึ่งมั่นใจว่าการแก้ปัญหาหลังจากนี้ จะดีขึ้นกว่าเดิม” ประธานฯ สภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าว

นางกัลยา ใหญ่ประสาน นายกสมาคมเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน จ.ลำพูน กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะที่ผ่านมาจังหวัดลำพูน ยังไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรใด ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่มีเวทีกลาง ให้ได้พูดคุย หารือ และสะท้อนปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันอย่างชัดเจน ทั้งที่ต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับคนเชียงใหม่ สิ่งที่ต้องเร่งและทำให้ได้ คือสร้างการรับรู้ เข้าใจปัญหา ตระหนัก และนำไปสู่การปรับเปลี่ยน ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน ภาคประชาชนทำ ราชการก็ต้องทำด้วย

นายวิเศษ สุจินพรัหม ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชน จ.ลำพูน สะท้อนว่า สิ่งหนึ่งที่ภาคราชการต้องตอบตัวเองให้ได้ คือรู้และเข้าใจปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน มากน้อยแค่ไหน หรือมองแค่เป็นอีเวนท์ 3 เดือน ที่จะต้องทำในแต่ละปี

“ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัด ว่าราชการยังมองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง การสั่งการแบบรวมศูนย์อำนาจ คิดเอง กำหนดเอง โดยไม่เปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ปัญหามันจึงแก้ไม่ได้ เมื่อผลไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็ใช้วิธีทุ่มงบประมาณเพิ่ม ซึ่งเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤติ และไม่มีความยั่งยืน หลายครั้งที่เคยร่วมกันคิด ร่วมกันวางแผน และกำลังจะไปได้ดี พอมีผู้ใหญ่ลงพื้นที่ ชี้ว่าต้องทำแบบนั้นแบบนี้ แผนทั้งหมดก็ถูกเปลี่ยนถูกยกเลิก วันนี้ลำพูนอาจจะยังไม่พร้อมเท่าเชียงใหม่ แต่หากจะมีการจัดตั้งชุดทำงานเพื่อขับเคลื่อนประเด็นนี้ เชื่อหลายเครือข่าย มีความยินดี และพร้อมจะเข้ามาร่วมด้วย” นายวิเศษ ระบุ

เบื้องต้นแกนนำภาคประชาสังคมทั้ง 16 เครือข่าย เห็นตรงกันว่า จะนำประเด็นการหารือ เพื่อรวมตัวกันทำงานแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ในนามสภาลมหายใจลำพูน เข้าเป็นหนึ่งในวาระการประชุมสภาพลเมืองจังหวัดลำพูน ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยจะมีการสอบถามความคิดเห็น และพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง/

Categories
Uncategorized

รัฐใช้งบฯ แก้ไฟป่าฯ คุ้มแค่ไหน กลุ่มชาติพันธุ์ สะท้อน”หยุดสร้างวาทกรรม และมองชาวบ้านเป็นคู่ขัดแย้ง”

(09 ก.ค. 63) สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมสรุปบทเรียน การจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน (ไฟป่า) และจัดทำแผนฟื้นฟูและปกป้องฐานทรัพยากร เพื่อความมั่นคงทางอาหาร ณ ศูนย์นวัตกรรมการจัดการที่ดิน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยมีชาวบ้านซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมกว่า 50 คน จาก 49 ชุมชน ใน 7 จังหวัดภาคเหนือ คือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ตาก แม่ฮ่องสอน และน่าน ภายใต้การทำงานของศูนย์สนับสนุนชุมชนสู้ไฟป่า นำโดยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สภาลมหายใจเชียงใหม่  และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ช่วงหนึ่งในวงเสวนาสถานการณ์ไฟป่ากับการจัดการทรัพยากร นายชัชวายล์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาฝุ่นควัน ทุกคนได้รับผลกระทบ และเราทุกคน ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสร้าง “ปัญหาฝุ่นควันจึงเป็นเรื่องของเราทุกคน” ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน ที่ได้ร่วมทำงานกับพี่น้องเครือข่ายชาติพันพันธุ์ และแกนนำในมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มาจนถึงวันนี้ ยังพูดได้เต็มปาก ว่า “คนอื่น ยังไม่เข้าใจเรา โดยเฉพาะภาครัฐ ที่ยังมองต่าง และตรงข้ามกับเรา” หลายอย่าง การทำงานของภาคประชาชน เน้นอนุรักษ์ ห้ามตัด ห้ามล่า ห้ามเผา บางพื้นที่ เป็นวิถีชีวิต การอยู่ กิน ใช้ประโยชน์ และรักษาแบบอนุรักษ์ โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ แต่ภาครัฐกลับใช้กฎหมายป่าไม้ และอุทยานฯ ตีกรอบห้ามไม่ให้คนไปยุ่งเด็ดขาด ทั้งที่ชุมชนจำนวนมาก อยู่มาก่อนจะมีประกาศแนวเขตป่าขึ้นมาและทับพื้นที่ชุมชน จึงกลายเป็นหนึ่งในความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับภาครัฐ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นสู้อย่างสุดชีวิต เพื่อปกป้องสิทธิ์ ซึ่งก็ทำให้ปัญหาหลายอย่างวันนี้ เริ่มเห็นแนวทางในการแก้ ที่ค่อยๆดีขึ้น

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

“เรากับสู้กับชุดความรู้ ที่ชี้ว่า พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เป็นจำเลยของสาเหตุไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่เราให้ความร่วมมือกับภาครัฐ แม้กระทั่งยอมให้กระทบกับวิถีชีวิต ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า บางคนบางหน่วยงาน ยังมองเราเป็นฝ่ายตรงข้าม เห็นเราเป็นคู่ขัดแย้ง ขณะที่คนอื่น (คนในเมือง) ก็มองว่าเรื่องของเรา เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เพราะเขาไม่ได้มาอยู่กับธรรมชาติแบบเรา แต่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ เราสามารถอธิบายออกมาอย่างเป็นระบบได้ ว่าเราอยู่กับธรรมชาติอย่างไร เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งแค่ไหน และมีการจัดการธรรมชาติอย่างอย่างยืนอย่างไร จากนี้เราจะต้องไม่สู้ตามลำพังอีก ต้องให้เขามามีส่วนร่วม รับรู้ คิด และวางแผนการจัดการอย่างยั่งยืน ทำให้เรื่องของเราเป็นเรื่องของเขาด้วย และที่สำคัญที่สุด ถ้าเราสามารถยกระดับความรู้ของเรา ให้เป็นความรู้สาธารณะได้ จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” นายชัชวาลย์ กล่าว

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

อาจารย์อภินันท์ ธรรมเสนา นักวิชาการจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ระบุว่า หนึ่งในงานที่กำลังทำ คือการทำให้ไร่หมุนเวียน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งประสบความสำเร็จแล้ว ในการขึ้นเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ  ก้าวต่อไปคือคาดหวังให้เป็นมกดกวัฒนธรรมของโลก ซึ่งเส้นทางไม่ได้ง่ายเลย เพราะเสียงเรายังดังไม่พอ ที่จะทำให้ผู้มีอำนาจเข้าใจเราได้ ซึ่งก็ได้พยายามสร้างกลไกลการสื่อสาร ให้ทราบว่าไร่หมุนเวียน ดีอย่างไร แต่ภาพจำของหลายคน ยังติดอยู่ที่กลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของฝุ่นควันจากการเผาป่า ทั้งที่ความเป็นจริง เราสามารถควบคุมได้ ทั้งพื้นที่ และช่วงเวลาที่เหมาะสม เกิดควันน้อยที่สุด ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งแนวทางในการสื่อสารปีนี้ เราจะชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่ผู้ทำลายป่า แต่เรารักษาและอนุรักษ์ป่า จากภูมิปัญหาของชาวบ้านในการตัดการตนเอง ซึ่งเห็นตรงกับสภาลมหายใจเชียงใหม่ ว่าถ้าเรามีแผนการจัดการที่ดีจากการมีส่วนร่วม ไฟป่าและฝุ่นควันมันสามารถลดได้จริง ซึ่งจะนำไปโต้เถียงกับภาครัฐและมีผู้มีอำนาจในระดับนโยบายได้ โดยตลอดช่วงของการร่วมกันก้าว จะทำให้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์เข้มแข็งขึ้น รักพื้นที่ของตนเองมากขึ้น

นายทินภัทร ภัทรเกียรติทวี แอดมินโพควา โปรดักชั่น หนึ่งในทีมสื่อสาร ของศูนย์สนับสนุนชุมชนสู้ไฟป่า บอกว่า ช่วงที่เชียงใหม่เกิดไฟป่าอย่างหนัก เมืองถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควัน PM 2.5 เวลานั้นเกิดคำถามในสังคม ว่าใครเผากันแน่ หนึ่งในนั้น คือกลุ่มชาติพันธุ์ ก็คือเรา  การที่เราอยู่ในพื้นที่ เข้าใจบริบทปัญหา จึงมองว่าสื่อ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญ ที่จะช่วยบอกเล่าเรื่องราวของเรา ของบ้านเรา ให้คนอื่นๆได้รู้ หลายคนที่พอจะสื่อสารได้ ต่างช่วยกันถ่ายภาพและรายงานสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ของตนเองออกมา การมีพื้นที่ในการสื่อสาร ทำให้ทุกคนเริ่มได้เห็นภาพการทำงานอย่างสุดความสามารถของชาวบ้าน และหลายคนต้องกลับบ้านแบบร่างไร้วิญาณ เพื่อปกป้องผืนป่าและลมหายใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าน่ามันได้ช่วยสะท้อนกับสังคม และตอบคำถามที่หลายคนเคยสงสัยได้บ้าง ว่าเรา ในฐานะกลุ่มชาติพันธุ์ คิดและกำลังทำอะไรอยู่

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น

ขณะที่ช่วงท้ายของการพูดคุย ได้เปิดให้ชาวบ้าน ได้สะท้อนและแลกเปลี่ยน หลายคนเห็นตรงกันว่า ต้องการลบวาทกรรม ว่ากลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ทำลายป่า เป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน นโยบายการแก้ปัญหาฝุ่นควันของภาครัฐ ที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง เป็นการคิดแทน ชี้สั่งให้ชาวบ้านทำ ตีกรอบความคิดทั้งหมด ไม่ได้เปิดให้ชาวบ้านเข้าไปมีร่วม ไม่สนใจว่าสิ่งที่ทำจะกระทบวิถีชีวิตของชาวบ้านหรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤติ ขระเดียวกันหลายคนยังมีการตั้งข้อสังเกตุถึงการใช้งบประมาณของภาครัฐต่อการแก้ปัญหา ว่าคุ้มค่าหรือไม่ และมีความยั่งยืนแค่ไหน

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมรับฟังการเสวนายังเห็นตรงกันอีกว่า อยากให้มีการฝึกอบรมการผลิตสื่อ และเปิดพื้นที่ให้ชาวบ้าน ได้สื่อสารเรื่องราวของตัวเอง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งจากคนในชุมชน คนภายนอก เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้มีอำนาจกำหนดนโยบาย ให้ได้ทราบข้อเท็จจริง และรู้ว่าจะต้องเริ่มแก้จากจุดไหน/

ภาพ : โพควา โปรดักชั่น
Categories
Uncategorized

เตรียมตั้งสภาลมหายใจภาคเหนือ “ผลักดัน แก้ปัญหาฝุ่นควันทั้งระบบ”

ประเทศไทย เกิดปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในทุกพื้นที่มากถึง 9 ใน 12 เดือน เรา “ในนามสภาลมหายใจภาคเหนือจะร่วมกันเดินหน้า ผลักดันให้รัฐประกาศเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาฝุ่นควันทั้งระบบและทั้งประเทศเพื่อ ให้คนไทยทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้ทั้งปี

(3 ก.ค. 63) แกนนำสภาลมหายเชียงใหม่ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ ประชาสังคมเชียงรายเรื่องการขับเคลื่อนทำงานแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่ครอบคลุมการเคลื่อนไหวภาคเมือง ภาคธุรกิจ ภาคการผลิต การเกษตรบนพื้นที่สูง และภาควิชาการ เตรียมความพร้อมร่วมกันขับเคลื่อนแผนงานแก้ปัญหาฝุ่นควัน ในนาม” สภาลมหายใจภาคเหนือ”

หนึ่งในประเด็นหลักที่มีการพูดคุย คือ การผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดของสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการเพื่ออากาศ พ.ศ. …. เพื่อผลักดันให้ร่างฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และในระหว่างกฏหมายมีผลบังคับให้รัฐบาลจัดคั้งคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งชาติ เพื่อบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันอย่างต่อเนื่องทั้งระบบอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

คุณวิทยา ครองทรัพย์ ผู้ประสานงานสภาลมหายใจภาคเหนือ ระบุว่า การมาพบปะและร่วมแลกเปลี่ยนกันครั้งนี้ เป้าหมายหลัก คาดหวังให้เกิดการทำงานร่วมกัน ผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหามลพิษอากาศทั้งระบบ ให้เบาบางและลดลง โดยจังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งใน 9 จังหวัด ที่ตอบรับ ก่อนจะขยายไปสู่ทั้งประเทศ ในนามสภาลมหายใจแต่ละจังหวัด ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) 17 จังหวัดภาคเหนือเห็นพ้องว่าจะเป็นแกนประสานกับทุกภาคส่วนให้เกิดการแก้ปัญหาและขับเคลื่อนในแต่ละจังหวัด

“15ปีที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลทำให้เราเห็นแล้วว่า ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ทั้งนี้เนื่องจากขาดความเข้าใจที่แท้จริงต่อปัญหานี้ซึ่งในแต่ละปีก็จะวนเกิดซ้ำๆ แต่รัฐบาลยังคงฝืนใช้วิธีการเดิมๆแก้ไขที่ปลายเหตุ ก่อให้เกิดความสูญเสียงบประมาณประเทศและชีวิตของจิตอาสา รวมทั้งเงินบริจาคของประชาชนโดยที่ไม่รู้วันที่ปัญหานี่จะสิ้นสุด วันนี้เราจะร่วมกันติดตามและทวงถามแผนนโยบายการแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 จากภาครัฐ ที่จะต้องแก้ทุกแหล่ง และทำทั้งระบบ ไม่ใช่แค่รอแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงวิกฤติ วันนี้ประชาชนต้องตื่นตัว รู้เท่าทัน และมาร่วมเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อน เพราะทุกคนต่างก็มีส่วนในปัญหาฯ และล้วนได้รับผลกระทบ และหากมีภาคประชาสังคมจังหวัดใดสนใจจะร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้ สามารถจะติดต่อกับหอการค้าของจังหวัดของท่านหรือติดต่อมาที่สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้เช่นกัน” คุณวิทยากล่าว

คุณเตือนใจ ดีเทศน์ แกนนำภาคี จ.เชียงราย  (อดีต ส.ว.เชียงราย และ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) ระบุว่า หลังได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวทางการขับเคลื่อนงานกับตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ ทำให้เห็นว่า การทำงานเพื่อปัญหาฝุ่นควัน ของจังหวัดเชียงราย ซึ่งมีหลายกลุ่มหลายองค์กรที่มีศักยภาพอยู่แล้ว เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พอช. หอการค้าและสภาอุตสหกรรมจังหวัดเชียงราย ภาควิชาการ เช่น มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา จ.เชียงราย และภาคส่วนอื่นๆ วันนี้ต้องเชื่อมโยงร้อยผนึกกันเป็นหนึ่ง ขณะที่การพูดคุย ยังทำให้หลายคนเริ่มเห็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานที่ทำอยู่ให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นยุทธศาตร์ที่ดีในการทำงานเชิงรุก โดยจะหารือกันอีกครั้งเพื่อหาหน่วยงายหรือองค์กรที่เป็นผู้ประสานงาน ทั้งระดับจังหวัด และระดับภาค ครูแดง ยังบอกอีกว่า การจับมือกันของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ในนามสภาลมหายใจภาคเหนือ จะทำให้เสียงของคนในพื้นที่มีพลังมากยิ่งขึ้น การส่งเสียง สะท้อนปัญหา จะช่วยให้ผู้คนเกิดการตื่นตัว ผู้มีอำนาจในระดับนโยบายจะรับฟัง ซึ่งจะไม่ใช่แค่ประเทศไทย เราจะสื่อสารและร่วมทำงานกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมไปถึงกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย เพราะการมีลมหายใจที่สะอาด อากาศที่บริสุทธิ์ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งจะต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครอง โดยที่ทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมในการผลักดันและแก้ปัญหา

อนึ่งในวันเดียวกันนั้นกลุ่มประชาสังคมจังหวัดแม่ฮ่องสอนก็ได้มีการประชุมหารือการจัดตั้งสภาลมหายใจแม่ฮ่องสอน โดยมีประธานหอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นผู้ประสาน ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมทุกฝ่าย เห็นด้วยที่จะมีการจัดตั้งฯ และมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องมีการเริ่มและขับเคลื่อนทันที

สำหรับการประชุมเพื่อหารูปแบบและแนวทางการทำงาน ในนามสภาลมหายใจภาคเหนือ ยังคงจะจัดขึ้นทุกเดือน ผ่านระบบ Zoom เพื่อให้ตัวแทนในแต่ละจังหวัด ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน และเชื่องโยงการทำงานร่วมกัน ส่วนการพบปะเพื่อพูดคุยกันกลุ่มย่อยครั้งต่อไปมี สภาลมหายใจเชียงใหม่ จะไปร่วมแลกเปลี่ยนกับคณะทำงานฯ จังหวัดลำปาง  ขณะที่การประชุมอย่างเป็นทางการในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือ เบื้องต้นยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยคาดว่าอาจจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2563 นี้ ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน/

Categories
Uncategorized

สภาลมหายใจฯ ร่วมคืนกล้วยไม้ไทย 5 สายพันธุ์ กว่า 1,000 ต้น สู่ธรรมชาติ

03 ก.ค. 2563 มูลนิธิกล้วยไม้ไทย ร่วมกับเทศบาลตำบลสุเทพ มหาวิทยาลัยแม่โจ้  และสภาลมหายใจเชียงใหม่ คืนกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้โครงการ “ชาวสุเทพร่วมใจ คืนชีวิตกล้วยไม้ไทยสู่ธรรมชาติ” โดยมี พระครูโฆสิตปริยัตยาภรณ์ กล่าวสัมโมทนียกถา  พร้อมกับเล่าว่า เดิมวัดแห่งนี้แห้งแล้ง จึงร่วมกับชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ฟื้นฟูให้มีต้นไม้ พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริ ปลูกต้นไม้ในใจคนมาใช้ จนทำให้ที่นี่เริ่มกลายเป็นวัดที่มีความร่มรื่น ก่อนจะนำผู้เข้าร่วมโครงการปล่อยกล้วยไม้ 5 สายพันธุ์ คือ สายไหม, เอื้องผึ้ง, ช้างน้าว, เอื้องจำปา และเอื้องสามปอย อย่างละ 200 ต้น รวมเป็น 1,000 ต้น โดยมีอาจารย์และนักศึกษาจาก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สาธิตวิธีการติดกล้วยไม้กับต้นไม้รอบบริเวณวัด

หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ การแสดงฟ้อนเล็บ ซึ่งเป็นการฟ้อนรำประจำถิ่น จากชาวบ้านในพื้นที่กว่า 50 คน โดยมีการเกล้าผมแล้วทัดดอกไม้ดอกเอื้องผึ้ง  ซึ่งเป็นหนึ่งในกล้วยไม้ไทยที่มีความผูกพันกับท้องถิ่นทางภาคเหนือมาช้านาน บริเวณลานพระพุทธสิริมงคลชัย (โพธิ์ลังกา)

ดร.วัชระ ตันตรานนท์ ประธานมูลนิธิกล้วยไม้ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันหลายหน่วยงานส่งเสริมและจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ทั่วประเทศ แต่การปลูกกล้วยไม้ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ที่ผ่านมามีการจัดให้ปลูกกล้วยไม้ในป่า เมื่อไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจึงทำให้กล้วยไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ต่อได้ ทำให้มีกล้วยไม้หลายชนิดกำลังเสี่ยงสูญพันธุ์ มูลนิธิจึงเปลี่ยนจากการปลูกกล้วยไม้ในป่ามาปลูกในวัดแทน เพื่อให้ชุมชนร่วมกันดูแลและอนุรักษ์ โดยการปลูกทั้ง 1,000 ต้น ที่ปลูกในวัดป่าแดงวันนี้ จะติดป้ายชื่อบอกทุกต้น เพื่อให้ประชาชนและผู้สนใจได้ศึกษา

นายธัญศักดิ์ แสงศรีจันทร์ นายกเทศมนตรีตำบลสุเทพ ระบุว่า เทศบาลฯ เล็งเห็นความสำคัญของวัฒนธรรม ประเพณี และสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด มีการส่งเสริมให้มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวใน 15 หมู่บ้าน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย จนได้รับรางวัลตำบลที่จัดการพื้นที่สีเขียวในระดับดี ปี 2561 เทศบาลตำบลสุเทพมีความยินดี พร้อมจะผลักดันให้เกิดการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กระจายเพิ่มมากขึ้นทั้งในบ้านเรือน โรงเรียน วัด และพื้นที่สาธารณะ

นอกจากนี้ คุณลักขณา ศรีหงส์ คุณเสาวนีย์ เมฆานุพักตร์ และตัวแทนจากสภาลมหายใจเชียงใหม่ ยังได้ร่วมกันแจกต้นไม้และนำปลูกผักภายในแปลงของวัด ภายใต้โครงการสายบุญสีเขียว ซึ่งทำร่วมกับเครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม เพื่อเป็นต้นแบบการปลูกผักแบบอินทรีย์และการพึ่งพาตนเองอีกด้วย

สำหรับมูลนิธิกล้วยไม้ไทย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เกิดขึ้นตามพระราชดำริ ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้ดำเนินการเพาะเนื้อเยื่อพันธุ์กล้วยไม้ไทยที่จะสูญพันธุ์มากว่า 18 ปี และได้ทำโครงการคืนกล้วยไม้ไทยสู่ไพรพฤกษ์กว่า 200,000 ต้น ทั้งการคืนสู่พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และต่อมาได้นำคืนบริเวณวัดป่าหรือใกล้เขตป่า ซึ่งมีผู้ดูแลหรือดูแลได้สะดวก สำหรับกิจกรรมคืนกล้วยไม้ไทยครั้งต่อไป กำหนดจัดที่วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

Categories
Uncategorized บทความและข่าวสาร

กดดันไม่ให้เกิดไฟ แต่ไม่มีงบสนับสนุน ชาวบ้านตั้งคำถาม ผ่านสภาลมหายใจฯ “ผู้มีอำนาจ” ทราบปัญหาหรือไม่?

ชุมชนอำภอโซนเหนือ สะท้อนผ่านสภาลมหายใจฯ “ถูกกดดัน ไม่ในพื้นที่เกิดไฟป่า ถ้าเกิดต้องดับให้เร็วที่สุด แต่กลับไม่มีงบสนับสนุนฯ” ค่าอาหาร-น้ำมัน ต้องหาจ่ายกันเอง ผู้มีอำนาจทราบหรือไม่? หยุดห่วงแต่รายงานจุดความร้อน

วันนี้(17 มิ.ย.63) คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ เป็นวิทยากร บรรยายและแลกเปลี่ยนความเห็นกับแกนนำสภาองค์กร ในพื้นที่โซนเหนือ 14 ตำบล อ.เชียงดาว และ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ติดป่าในหัวข้อ “นพบุรีศรีนครพิงค์ ประวัติศาสตร์ความงดงาม ทางภูมินิเวศน์วัฒนธรรม และผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 ไฟป่าฝุ่นควัน PM 2.5 ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป (New Normal) ขบวนองค์กรชุมชน จะตั้งรับ ปรับตัวกับสถานการณ์ในอนาคตอย่างไร”

คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ ระบุว่า14 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม คนในเมืองโทษคนบนดอยว่าเผาป่า คนบนดอยโทษคนเมืองว่าใช้รถส่วนตัวทุกวัน ต่างฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุ อีกทั้งในปีนี้คนเชียงใหม่ประสบปัญหาทั้งโรคระบาดโควิด-19 ไปพร้อมกับปัญหาสุขภาพจากมลพิษอากาศ  วันนี้สภาลมหายใจเชียงใหม่และองค์กรชุมชนจะต้องหารือว่า จะช่วยกันแก้ปัญหาลดแหล่งมลพิษ และผลกระทบสุขภาพอย่างไร ขณะเดียวกันสภาลมหายใจฯ ยังจะผลักดันนโยบายและกฎหมาย เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิและปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้ กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ยังให้ข้อมูล บริบทพื้นที่สภาพอากาศผกผัน สถานการณ์ ผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ จากฝุ่นควันพิษ พร้อมกับนำเสนอแนวการทำงานของสภาฯและกลไกที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ ซึ่งคาดหวังให้สภาองค์กรชุมชนทุกตำบล ทุกอำเภอ ในจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาเป็น กำลังสำคัญในการประสานเอาศักภาพของชุมชนผู้นำท้องถิ่น และ อปทเพื่อวางแผนและแก้ปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่แค่ช่วงเผชิญเหตุ 3 เดือน

ในช่วงของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสะท้อนมุมมอง ทุกชุมชนเห็นตรงกันว่า วันนี้ภาครัฐ  ยังแก้ไม่ตรงจุดทำงานแบบสั่งการจากข้างบน โอนภารกิจมาให้ท้องถิ่นจัดการไฟป่า พร้อมกับกดดันว่าในพื้นที่จะต้องไม่เกิดจุดความร้อน(hotspot) หรือเมื่อเกิดไฟป่า จะต้องทำให้ดับโดยเร็วที่สุด แต่กลับไม่มีงบประประมาณสนับสนุน  ทำขอเบิกงบส่วนไหน ก็อ้างว่าติดระเบียบข้อกฎหมาย ผู้นำชุมชนต้องเจียดเงินเดือนและเงินส่วนตัว มาจ่ายค่าอาหาร และค่าน้ำมันในการเข้าพื้นที่ ให้กับชุดดับไฟหมู่บ้าน หรือที่จัดสรรมาบ้างก็ไม่เพียงพอ ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ รัฐต้องเร่งให้ความรู้ ความเข้าใจ วิธีดับไฟที่ปลอดภัยให้กับชาวบ้าน ซึ่งมีความชำนาญพื้นที่มากกว่าเจ้าหน้าที่ดับไฟที่มาจากต่างถิ่น ป้องกัน ไม่ให้เกิดการสูญเสีย บาดเจ็บทั้งสองฝ่าย และควรให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการเท่าที่ให้ได้

นายเศรษฐี โชคดั่งน้ำไหล ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว ระบุว่า วันนี้ผู้มีอำนาจ ห่วงแต่รายงานจุดความร้อน (hotspot) สำหรับชาวบ้าน ไฟซึ่งมีทั้งคุณและโทษ วันนี้ภาครัฐต้องจัดการคนของตัวเองให้เข้าใจบริบทของไฟ และความเป็นจริงในพื้นที่ให้ได้ก่อน “ต่อให้ทุ่มเงินแสนล้านหมื่นล้าน แต่ถ้าชาวบ้านยังมองว่าไฟไม่เป็นปัญหา ก็แก้ไม่ได้” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าตึงงาม ระบุ

ในช่วงท้าย คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์ กรรมการอำนวยการสภาลมหายใจเชียงใหม่ ได้กล่าว ว่าคาดหวังว่าแกนนำสภาองค์กรชุมชนทุกหมู่บ้าน จะให้ความสำคัญ และมีแผนขับเคลื่อนงานการดูแลพื้นที่ป่า การจัดการไฟและลดผลกระทบต่อสุขภาพ ที่จะมีผลในระยะยาว โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กเล็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และเด็กในครรภ์ โดยสภาลมหายใจจะนำเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะของผู้นำชุมชนที่ได้ ไปขยายผลและผลักดันในภาคส่วนต่างๆ ต่อไป  และเน้นย้ำว่าปัญหาไฟป่า ฝุ่นควันเป็นส่วนประกอบของเรื่องสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม

ภาพ/ข่าว : พิเชษฐ์ ตัณติโรจนกุล

Categories
Uncategorized

เครือข่ายม้ง 12 หมู่บ้าน รอบดอยสุเทพ ถอดบทเรียนไฟป่าฯ ร่วมกับสภาลมหายใจฯ

10 มิ.ย. 2563  สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ม้งดอยสุเทพ-ปุย 12หมู่บ้าน และภาคีเครือข่าย ประชุมถอดบทเรียนและวางแผน การดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไฟป่า ณ ห้องประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เพื่อจัดทำแผนร่วมกับชุมชน ที่อยู่อาศัยในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุ​เทพ​-ปุย​

นายชัชวาล ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ พร้อมคณะทำงาน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในหัวข้อ “ชุมชนกับการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่าฝุ่นควันจังหวัดเชียงใหม่” โดยเสนอให้ชุมชนพัฒนาศักยภาพและมีบทบาทมากขึ้น ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมทั้งเชื่อมโยงการทำงาน ร่วมกับทางส่วนราชการ ทั้งเรื่องนโยบายและงบประมาณสนับสนุน ซึ่งสภาลมหายใจฯ พร้อมทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อยกระดับความเข้มแข็ง

ในการถอดบทเรียนฯ คณะทำงานดอยสุเทพกลุ่มดอยสุเทพ-ปุย ได้แบ่งกลุ่มย่อย ออกเป็น 3 กลุ่ม ตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือ กลุ่มที่ 1 บ้านดอยปุย บ้านขุนช่างเคี่ยน บ้านแม่สาใหม่ บ้านแม่สาน้อย บ้านผานกกก กลุ่มที่ 2 บ้านบวกจั่น บ้านบวกเต๋อ บ้านห้วยกว้าง บ้านห้วยเสี้ยว และ กลุ่มที่ 3 บ้านหนองหอยใหม่ บ้านหนองหอยเก่า บ้านแม่ขิ

ข้อสรุปเบื้องต้น พบว่าการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อป้องกันและดับไฟป่าของ 12 หมู่บ้าน มีกลไกการจัดการทั้งภายในและภายนอก โดยกลไกการจัดการภายใน พบว่าทุกหมู่บ้านมีฐานความรู้ กลไกสร้างความร่วมมือของชาวบ้านในหมู่บ้านและเครือข่าย แต่มีข้อจำกัด คืองบสนับสนุนไม่เพียงพอ ต้องดูแลป่าในขอบเขตจำกัด เช่นเดียวกับกำลังคน ในการดูและรับผิดชอบนอกเขต และยอมรับว่า จำนวนไม่น้อย ยังขาดแรงจูงใจในความร่วมมือกับทางชุมชน และยังไม่เห็นผลประโยชน์ร่วมในการรักษาและดูแลป่า ส่วนปัจจัยภายนอกที่ยังท้าทายการจัดการปัญหา คือการทำงานภายในชุมชน แม้จะมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ยังขาดการรับรู้และการเชื่อมความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ทำให้เกิดช่องว่างในการสนับสนุนการดำเนินการและงบประมาณ ซึ่งมีผลทำให้การแก้ไขปัญหา ทำได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ทั้ง 3 กลุ่ม ยังเสนอให้เกิดการจัดการภายในร่วมกัน ทั้งการสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ที่เสริมให้ชาวบ้านรวมถึงเยาวชน อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ยกระดับองค์ความรู้ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ในการรับมือปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในอนาคต ส่วนการจัดการภายนอก เสนอให้มีการปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ในเชิงกฎหมาย กระจายอำนาจให้ชุมชนมีบทบาทจัดการอย่างเต็มที่  มีเวทีปรึกษาและวางแผนการดำเนินงานร่วมกันระหว่างองค์การปกครองท้องถิ่น กับหน่วยงานรัฐภายนอกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สามารถสร้างแผนดำเนินงานที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และนำไปสู่การบริหารจัดการร่วม ในระยะยาว ยกระดับศักยภาพการจัดการชุมชนให้อยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน สร้างชุมชนเศรฐกิจสีเขียว ชาวบ้านมีความมั่งคงในชีวิตมากขึ้น และเชื่อมโยงตนเองเข้ากับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภาพ/ข่าว : ณัฐริยา โสสีทา สภาลมหายใจเชียงใหม่

Categories
Uncategorized

ทรัพยากรธรรมชาติของชาติของประชาชน 3

“ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติของชาติของประชาชนใช่มั๊ย?”

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลป่าใช้เงินภาษีของประชาชนใช่มั๊ย?”

ป่าของทุกคนถูกไหม้ป่าถูกทำลาย ทุกคนก็อยากช่วยดูแลรักษา แต่ทำไมยากเย็นแสนเข็ญ ถูกกีดกันถูกปิดกั้น มันเกิดอะไรขึ้น (วะ) ลองมาวิเคราะห์ดูสาเหตุเกิดจากนโยบาย กฏหมายป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (2503) อุทยานแห่งชาติ (2504) ป่าสงวน แห่งชาติ (2507) ที่ออกสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ประกาศโดยไม่มีการเดินสำรวจจริงในพื้นที่ ประกาศทับพื้นที่ชุมชนที่อยู่มาก่อน ชุมชนจึงกลายเป็นผู้ผิดกฏหมาย “กฏหมายป่าไม้บุกรุกชาวบ้าน ไม่ใช่ชาวบ้านบุกรุกป่า”

มีข้อมูลงานวิจัยทั่วประเทศมีชาวบ้านอยู่ในเขตป่าที่กฏหมายประกาศทับ ถึง 10-12 ล้านคน อยู่ๆรัฐบาลก็ทำให้ประชาชนผิดกฏหมายมากมาย ลองคิดดูเมื่ออยู่ในพื้นที่ผิดกฏหมายเอกสารสิทธิที่ดินก็ออกไม่ได้ ไฟฟ้าประปาก็ไม่ได้ การพัฒนาจากกระทรวง กรม หน่วยงานต่างๆก็ไม่ได้ แถมยังถูกไล่จับกันทุกวี่วัน

รัฐเป็นเจ้าของป่าเพียงผู้เดียว

เจ้าหน้าที่บอกอย่างเดียวว่าต้องทำตามกฏหมาย มีการเรียกร้องของชาวบ้าน องค์กรพัฒนาและนักวิชาการมาต่อเนื่อง

รัฐบาลทุกรัฐบาลก็บอกว่าต้องจำแนกเขตชุมชนกับเขตป่าให้เขตเจน กี่ปีกี่รัฐบาลก็ไม่สำเร็จปล่อยให้เป็นปัญหาทะเลาะกันขัดแย้งกันไม่รู้จบ ถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้ให้จบกันซะที เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นร่วมมือในการดูแลป่า ดูแลไฟ ดูแลฝุ่นควันร่วมกัน เมื่อเปลี่ยนมุมมองเราจะมีชาวบ้าน 10-12ล้านคนช่วยกันดูแลป่า เหมือนที่เรามี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) นับล้านคนช่วยกันดูแลป้องกันเชื้อโควิต19

ในปัจจุบัน แล้วจะต้องมีการวางกติการ่วมกัน มีแผนการจัดการ มีคณะกรรมการร่วมกัน ผมเชื่อว่าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้จึงจะแก้ปัญหาได้ ป่าก็จะเพิ่มขึ้น การผลิตก็จะยั่งยืนขึ้น คุณภาพชีวิตชาวบ้านก็จะดีขึ้น การบุกรุกของนายทุนหรือใครก็ตามก็จะลดลง และจะสามารถแก้ปัญหาฝุ่นควันpm2.5ได้อย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งรัฐ ชุมชน คนในเมือง และสังคมภาพรวม

สภาลมหายใจเชียงใหม่จึงเสนอให้เริ่มสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ขอทุกท่านทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกันติดตามครับ #สภาลมหายใจเชียงใหม่

เรื่องโดย : ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่

Categories
Uncategorized

ทรัพยากรธรรมชาติของชาติของประชาชน 1

“ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติของชาติของประชาชนใช่มั๊ย?”

เจ้าหน้าที่ที่ดูแลป่าใช้เงินภาษีของประชาชนใช่มั๊ย?”

ป่าของทุกคนถูกไหม้ป่าถูกทำลาย ทุกคนก็อยากช่วยดูแลรักษา แต่ทำไมยากเย็นแสนเข็ญ ถูกกีดกันถูกปิดกั้น มันเกิดอะไรขึ้น (วะ) ลองมาวิเคราะห์ดูสาเหตุเกิดจากนโยบาย กฏหมายป่าไม้ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (2503) อุทยานแห่งชาติ (2504) ป่าสงวน แห่งชาติ (2507) ที่ออกสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ประกาศโดยไม่มีการเดินสำรวจจริงในพื้นที่ ประกาศทับพื้นที่ชุมชนที่อยู่มาก่อน ชุมชนจึงกลายเป็นผู้ผิดกฏหมาย “กฏหมายป่าไม้บุกรุกชาวบ้าน ไม่ใช่ชาวบ้านบุกรุกป่า”

มีข้อมูลงานวิจัยทั่วประเทศมีชาวบ้านอยู่ในเขตป่าที่กฏหมายประกาศทับ ถึง 10-12 ล้านคน อยู่ๆรัฐบาลก็ทำให้ประชาชนผิดกฏหมายมากมาย ลองคิดดูเมื่ออยู่ในพื้นที่ผิดกฏหมายเอกสารสิทธิที่ดินก็ออกไม่ได้ ไฟฟ้าประปาก็ไม่ได้ การพัฒนาจากกระทรวง กรม หน่วยงานต่างๆก็ไม่ได้ แถมยังถูกไล่จับกันทุกวี่วัน

รัฐเป็นเจ้าของป่าเพียงผู้เดียว

เจ้าหน้าที่บอกอย่างเดียวว่าต้องทำตามกฏหมาย มีการเรียกร้องของชาวบ้าน องค์กรพัฒนาและนักวิชาการมาต่อเนื่อง

รัฐบาลทุกรัฐบาลก็บอกว่าต้องจำแนกเขตชุมชนกับเขตป่าให้เขตเจน กี่ปีกี่รัฐบาลก็ไม่สำเร็จปล่อยให้เป็นปัญหาทะเลาะกันขัดแย้งกันไม่รู้จบ ถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แก้ให้จบกันซะที เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นร่วมมือในการดูแลป่า ดูแลไฟ ดูแลฝุ่นควันร่วมกัน เมื่อเปลี่ยนมุมมองเราจะมีชาวบ้าน 10-12ล้านคนช่วยกันดูแลป่า เหมือนที่เรามี อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) นับล้านคนช่วยกันดูแลป้องกันเชื้อโควิต19

ในปัจจุบัน แล้วจะต้องมีการวางกติการ่วมกัน มีแผนการจัดการ มีคณะกรรมการร่วมกัน ผมเชื่อว่าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมนี้จึงจะแก้ปัญหาได้ ป่าก็จะเพิ่มขึ้น การผลิตก็จะยั่งยืนขึ้น คุณภาพชีวิตชาวบ้านก็จะดีขึ้น การบุกรุกของนายทุนหรือใครก็ตามก็จะลดลง และจะสามารถแก้ปัญหาฝุ่นควันpm2.5ได้อย่างยั่งยืน ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งรัฐ ชุมชน คนในเมือง และสังคมภาพรวม

สภาลมหายใจเชียงใหม่จึงเสนอให้เริ่มสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมนี้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป ขอทุกท่านทุกคนร่วมกันขับเคลื่อนร่วมกันติดตามครับ #สภาลมหายใจเชียงใหม่
เราโดย ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานคณะกรรมการอำนวยการ สภาลมหายใจเชียงใหม่
ขอบคุณรูปจากเพื่อน Facebook